
ชี้เลือกนายกฯ-ครม.โดยตรงไม่เหมาะไทย
07 ธ.ค. 2557
อุดมเดช ชี้เลือก นายกฯ-ครม. โดยตรง ไม่เหมาะไทย ห่วงเลิก ส.ส.บัญชีรายชื่อจะเปิดช่องให้เกิด ส.ส.สรรหา
7 ธ.ค. 57 นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการเมือง ในฐานะโฆษก กมธ.ปฏิรูปการเมือง ออกมาเปิดเผยถึงความเห็นของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรง ว่า ควรเลือกตั้งนายกฯ ผ่านรัฐสภาเหมือนเดิมจะเหมาะกว่า เพราะมองว่าการเลือกตั้ง นายกฯ โดยตรงคงไม่เหมาะกับประเทศไทย ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากมีการเลือกนายกฯโดยตรง ก็จะคล้ายกับรูปแบบการเลือกประธานาธิบดีที่หลายคนมีความเป็นห่วงกังวล
ส่วนการเลือกตั้งส.ส.โดยไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น นายอุดมเดช กล่าวว่า ที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากเห็นว่า ประเทศไทยมีคนที่มีความรู้ความสมารถ ซึ่งสามารถช่วยงานในฝ่ายนิติบัญญัติได้ แต่ไม่มีความถนัดในการลงเลือกตั้งอยู่ จึงเปิดช่องทางให้พรรคการเมืองเลือกคนกลุ่มนี้เข้ามาทำหน้าที่ แต่ถ้าวันนี้จะไม่ให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อก็ไม่ขัดข้อง แต่ไม่ใช่เปิดช่องให้มี ส.ส.แบบแต่งตั้งหรือแบบสรรหาเข้ามาทำหน้าที่แทน
‘สุริยะใส’ ติงข้อเสนอเลือก ‘นายกฯ-ครม.’ โดยตรง
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงกรณีข้อเสนอที่จะให้มีการเลือกตั้งนายก และครม. โดยตรง ว่า ตนเห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่เสนอให้เลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรงจากประชาชนนั้น เป็นข้อเสนอที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบเพราะเป็นเรื่องใหญ่และมีความละเอียดอ่อนมากต่อการเมืองไทย โดยส่วนตัวมองว่าข้อเสนอนี้มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง แต่จะเหมาะสมกับบริบทการเมืองไทยหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากัน จริงๆ เราก็เคยมีบทเรียนตอนรัฐธรรมนูญ 2540 เราได้ฝ่ายบริหารที่แข็งแกร่งแต่กลับพบว่ากลไกอิสระถ่วงดุลอ่อนแอ ล้มเหลวถูกครอบงำเบ็ดเสร็จเช่นกัน ที่สำคัญคือสภาวะการเมืองไทยเป็นการเมืองแบบผูกขาด โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่ม ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมืองและยังมีกลไกราชการที่ยังรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเครื่องมือในการบริหารอำนาจ หากให้นายกฯและ ครม.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ยิ่งจะเพิ่มระดับการผูกขาดทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่
"ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ ต้องดูในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นอื่นควบคู่กันไป เช่น ระบบเลือกตั้งจะป้องกันการทุจริตได้อย่างไร ต้องดูกลไกตรวจสอบถอดถอน และดูสิทธิอำนาจของประชาชนด้วยว่าจะเพิ่มขึ้นจนมีพลังกำกับและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของฝ่ายบริหารได้ขนาดไหน" นายสุริยะใส กล่าวและว่า บทเรียนอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือเราพยายามแก้ปัญหาทุจริตเลือกตั้งกันมาสารพัดวิธี เปลี่ยนระบบเลือกตั้งกลับไปกลับมากี่แบบก็ตาม แต่กลับพบว่าการทุจริตการเลือกตั้งไม่ได้ลดลงเลย ไม่ว่าจะเป็นแบบเขตเล็กหรือใหญ่ ตนเป็นห่วงว่าในขณะนี้เรามองรัฐธรรมนูญและออกแบบการเมืองกันเป็นจุดๆ เป็นรายประเด็นมากเกินไป ซึ่งแก้จุดนี้อาจเกิดปัญหาที่จุดอื่นตามมา ฉะนั้นอยากให้มองรัฐธรรมนูญในภาพรวมทั้งฉบับ
‘ประสาร’ ค้านข้อเสนอเลือก ‘นายกฯ-ครม.’ โดยตรง
นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีข่าวว่าเขาให้สัมภาษณ์ว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ของ สปช.มีความเห็นตรงกันว่าให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง โดยบอกว่า เขาไม่ได้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าว และบอกว่าเขาและกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
"ผม และกรรมาธิการบางท่าน ได้แก่ นายชัย ชิดชอบ และ พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ และได้ขอสงวนความเห็นไว้ เพื่อนำไปอภิปรายในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่จะมีการระชุมในวันที่ 15-17 ธันวาคม นี้ " นายประสาร กล่าว
อย่างไรก็ตามนายประสาร ซึ่งเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองด้วย กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมกรรมาธิการเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยไม่ได้มีการลงมติ โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา และในการประชุมคณะกรรมาธิการฯวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค.) อาจจะมีการพูดคุยถึงอีก แต่เชื่อว่าคงไม่มีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงมติ เพราะจากการประชุมที่ผ่านมาชัดเจนว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
"ผมไม่เห็นด้วยกับการให้เลือก ครม.โดยตรง เพราะแนวทางนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงปัญหาการซื้อเสียงได้ และหากเป็นไปตามนี้ คนที่จะชนะเลือกตั้งได้จะต้องเป็นคนที่มีทุนมหาศาล เพราะต้องหาเสียงทั่วประเทศ ต้องมีระบบเครือข่ายการเมืองอยู่ทั่วประเทศ ต้องมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้สื่อได้อย่างทรงอานุภาพ คนทั่วๆไปจะไม่เข้าไปตะลุมบอนเพื่อรอรับความพ่ายแพ้ ยกเว้นพวกที่จะเข้าไปเพื่อเป็นสีสันทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางชนะ"
ส่วนที่ผู้สนับสนุนแนวทางให้เลือก ครม.โดยตรงระบุว่าแนทางนี้จะทำให้รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติเข้มแข็งนั้น นายประสาร แสดงความไม่เห็นด้วย โดยบอกว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาว่ารัฐบาลไม่มีความเข้มแข็ง ที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งปี 2548 (รัฐบาลทักษิณ2) รัฐบาลมีความเข้มแข็งสุดๆ พอมายุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีความเข้มแข็งมาก ขนาดคนออกมาเดินขบวนเป็นล้าน ยังไม่สามารถเอารัฐบาลออกได้ หรือแม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯพ้นจากตำแหน่ง ก็ยังไม่สามารถเอารัฐบาลออกได้
นายประสาร กล่าวว่า หาก ครม.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะยิ่งทำให้รัฐบาลเข้มแข็งมากขึ้นไปอีก พร้อมยกคำพูดของลอร์ด แอคตัน (Lord Acton) ที่บอกว่า "Power tends to corrupt, absolute power corrupts absolutely" ซึ่งเขาแปลว่าอำนาจทำให้ฉ้อฉล และอำนาจเบ็ดเสร็จทำให้ฉ้อฉลเด็ดขาด
นายประสาร กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่ให้เลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรงนี้ แต่ละพรรคที่ลงเลือกตั้งจะต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะเป็นนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทั้งหมดรวม 36 คนด้วย
นายประสาร ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวต่อว่า ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง ส.ส. และที่มาของ ส.ว.นั้น ที่ประชุมมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ โดยในส่วนของ ส.ส.ให้มาจากการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต เขตละไม่เกิน 3 คน โดยสัดส่วนจำนวนประชากรต่อ ส.ส. 1 คนจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคน
"จะมี ส.ส.ทั้งหมด 350 คน มาจากการเลือกตั้งระบบแบ่งเขตทั้งหมด ไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ"
โฆษกคณะกรรมาธิการฯ อธิบายว่า ที่คณะกรรมาธิการตัดระบบบัญชีรายชื่อออกไป เพราะเห็นว่าคนที่มาอยู่ในบัญชีรายชื่อก็เป็นพวกนายทุน เป็นนอมินี ไม่ใช่คนที่ลงไปสัมผัสกับประชาชนอย่างแท้จริง และที่ให้เป็นระบบเขตเรียงเบอร์แทนเขตเดียวคนเดียว เพราะเขตใหญ่ขึ้นจะทำให้ซื้อเสียงได้ยากขึ้น ลดปัญหาการซื้อเสียงได้ระดับหนึ่ง
ส่วนที่มา ส.ว. มี 2 ส่วน คือครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน คือ 77 คน และอีกครึ่งหนึ่ง คือ 77 คน มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆที่มีกฎหมายรองรับ เช่นสภาทนายความ แพทยสภา สถาปนิก หากอาชีพใดไม่มีกฎหมายรองรับก็ไปขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มอาชีพอิสระ ดังนั้นจะมี ส.ว.รวม 154 คน
นายประสาร กล่าวถึงขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมาธิการของสภาปฏิรูปว่า คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะต้องทำข้อสรุปเสนอ สปช.ภายในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ขณะเดียวกับคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะนำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการทั้งหมดไปเรียบเรียงให้เป็นระบบ และจะมีการประชุมสภาปฏิรูปเพื่อพิจารณาประเด็นทั้งหมดในวันที่ 15-17 ธันวาคม เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 19 ธันวาคมนี้
โฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ในการประชุม สปช.ในวันที่ 15-17 ธันวาคม ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะมาร่วมรับฟังด้วย รูปแบบการประชุมก็คงพิจารณาไปทีละประเด็น ใครติดใจประเด็นไหนก็อภิปรายไป กรรมาธิการคนไหนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของคณะกรรมาธิการของตนเองและขอสงวนความเห็นไว้ ก็มาพูดกันตอนนี้ อย่างไรก็ตามในบางประเด็นอาจจะไม่มีการถกเถียงกันเลยก็ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอเรื่องการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงนี้ ได้รับการผลักดันจากนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ทั้งนี้สำหรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการฏิรูปการเมืองนี้ ในช่วงต้นมีข่าวว่าทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางตัวนายชัย ชิดชอบ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษาคสช. ให้มานั่งเป็นประธาน แต่มีกรรมาธิการส่วนหนึ่งสนับสนุนให้นายสมบัติ มาเป็น นายสมบัติจึงเสนอตัวเข้ามาชิงตำแหน่ง ทั้งที่มีข่าวว่าถูกล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้ถอนตัว และสุดท้ายนายสมบัติก็เฉือนชนะนายชัย ไปเพียงคะแนนเดียว คือ 13 ต่อ 12 จากนั้นก็มีกระแสข่าวว่าข้อเสนอเรื่องเลือกตั้งนายกฯโดยตรงมาแรง ขณะที่แกนนำ คสช.มีท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้



