
จากหมอนักต่อต้านบุหรี่สู่การล้มนโยบายกัญชาเสรีในอุรุกวัย
จากหมอนักต่อต้านบุหรี่สู่การล้มนโยบายกัญชาเสรีในอุรุกวัย : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ปี 2557 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็มนี้ ถือเป็นปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีในแถบละตินอเมริกาจริงๆ โดยมีการเลือกตั้งถึง 7 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ โบลิเวีย, บราซิล, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, เอล ซัลวาดอร์, ปานามา และประเทศสุดท้ายที่เพิ่งมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งรอบ 2 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ก็คืออุรุกวัย เจ้าของฉายาสวิตเซอร์แลนด์แห่งละตินอเมริกา ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าเป็นการผ่องถ่ายอำนาจจากประธานาธิบดีผู้เฒ่าโฆเซ มูฮิกา วัย 77 ปี ผู้ใช้ชีวิตอย่างสมถะเรียบง่ายจนได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดียากจนที่สุดในโลก สู่ นพ.ทาบาเร วาซเกซ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเนื้องอกและอดีตผู้นำเฒ่าขวัญใจคนจน 2 สมัยซ้อนที่มีวัยอ่อนกว่าแค่ 3 ปี เท่านั้น ตอกย้ำว่าชาวอุรุกวัยไม่สนใจในเรื่องของอายุหรือเรื่องของการเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ ขอเพียงแค่เป็นนักการเมืองที่จริงใจและมุ่งมั่นจะเข้ามารับใช้ประชาชนให้กินดีอยู่ดีเป็นพอ
ชัยชนะครั้งนี้ยังสะท้อนว่าชาวอุรุกวัยได้มอบความไว้วางใจให้พรรคพันธมิตรฝ่ายซ้าย "บรอดฟรอนท์" (เอฟเอ) ให้บริหารประเทศต่อไปหลังจากครองอำนาจติดต่อกันนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ นพ.วาซเกซ แห่งพรรคสังคมนิยม ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นในประเทศนี้จากการเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนแรกในรอบ 174 ปีที่ได้สวมหัวโขนประธานาธิบดีจากที่เคยผูกขาดในมือของ 2 พรรคการเมืองฝ่ายขวา แถมยังสวมหัวโขนนี้ติดต่อกันถึง 2 สมัยระหว่างปี 2548-2553 ก่อนจะต้องเว้นวรรคหนึ่งสมัยตามกฎหมาย ด้วยการส่งไม้ผลัดให้โฆเซ มูฮิกา อดีตนักรบกองโจรฝ่ายซ้ายที่เป็นพันธมิตรกันสวมหัวโขนต่อ แล้วก็วนกลับมาให้วาซเกซสวมหัวโขนใหม่เป็นสมัยที่ 3 หลังจากได้คะแนนทิ้งห่างลูอิส ลาคอลเล โป คู่แข่งวัย 41 ปีจากพรรคเนชั่นแนล พรรคอนุรักษนิยมถึงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์
ชัยชนะทั้ง 3 ครั้งของ นพ.วาซเกซ ไม่ได้มาจากโชคช่วย หรือจากหาเสียงหลอกลวงประชาชนเหมือนผู้นำของหลายประเทศ หากมาจากการลงมือผ่าฝีร้ายเศรษฐกิจได้ถูกจุด หลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเริ่มตกสะเก็ดในบราซิลและอาร์เจนตินาในปี 2545 อันเป็นช่วงที่ละตินอเมริกากำลังเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่จากขวาจัดเป็นรัฐบาลเอียงซ้ายมากขึ้น ผลพวงตามมาก็คือประชาชนที่เคยเป็นชนชั้นกลางมีแต่ยากจนลง โดยตัวเลขคนยากจนเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั่วประเทศ
วาซเกซ อดีตนักการเมืองฝ่ายซ้ายคนแรกที่ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงมอนเตวิเดโอเมื่อปี 2532 แต่กลับสอบตกเลือกตั้งประธานาธิบดีถึง 2 ครั้งซ้อนเมื่อปี 2537 และ 2542 ก่อนจะสมหวังคราวลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 3 ได้ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของประเทศจากการผสมผสานอุดมการณ์สังคมนิยมเข้ากับแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ด้วยการเลิกเดินตามแนวทางปฏิรูปตลาดเสรีหรือที่รู้จักกันในชื่อฉันทามติวอชิงตัน เนื่องจากสหรัฐเป็นคนผลักดันเต็มตัวแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหายากจนได้ หันมาปฏิรูปภาษี การรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แก้ปัญหาการว่างงาน ลอยตัวค่าเงิน ตลอดจนปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลและการศึกษา เป็นคนต้นคิดแจกแล็ปท็อปให้นักเรียนโรงเรียนรัฐทุกคน รวมทั้งออกกฎหมายคุมเข้มการสูบบุหรี่ด้วยความฝังใจที่ทั้งพ่อแม่และน้องสาวเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในช่วงมารครองเมืองเมื่อทศวรรษ 2503 จนเป็นเหตุให้ฟิลิป มอริส ราชาบุหรี่โลกสัญชาติมะกันฟ้องเรียกค่าเสียหาย 25 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ วาซเกซก็ยังประกาศเอกราชด้านการต่างประเทศ โดยไม่อิงกับสหรัฐและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เหมือนในอดีต แต่หันไปกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะคิวบาและเวเนซุเอลาในยุคของประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ ศัตรูตัวฉกาจของแดนดินถิ่นอินทรีผยอง อย่างไรก็ดี วาซเกซก็ระมัดระวังยึดมั่นในแนวทางสายกลางไม่เอียงซ้ายมากเกินไป ตลอดจนพยายามหลีกเลี่ยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะยิ่งขยายการแบ่งขั้วการเมืองจนอาจนำไปสู่ความวุ่นวายเหมือนในเวเนซุเอลา อีกทั้งยังมัดใจประชาชนด้วยการประกาศทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกกดขี่และถูกสังหารในช่วงรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศมานานหลายสิบปีภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐ
ผลงานเหล่านี้ นอกจากจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นควบคู่ไปกับการกินดีอยู่ดีของประชาชนและการสร้างความเป็นธรรมขึ้นในสังคมแล้ว ยังสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่หวาดระแวงว่าการเปลี่ยนเป็นรัฐบาลสังคมนิยม จะทำให้การเมืองและเศรษฐกิจทรุดตัวลง เหนืออื่นใด อุรุกวัยก็สามารถกอบกู้เกียรติภูมิกลับคืนมา เมื่อได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยค่าของดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (ซีพีไอ) ที่จัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศมีแต่สูงขึ้นตามลำดับ จาก 5.5 เมื่อปี 2546 ขยับมาเป็น 6.7 ในปี 2552 ก่อนจะกระโดดขึ้นมาเป็น 73 จาก 100 คะแนนเต็มเมื่อปีที่แล้ว ติดอันดับที่ 19 จาก 177 ประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลก
แม้จะต้องทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่วาซเกซก็ยังไม่ยอมทิ้งอาชีพแพทย์ของตัวเอง โดยเจียดเวลาไปรักษาคนไข้อาทิตย์ละวัน เหตุนี้คะแนนนิยมของผู้เฒ่าจึงยังคงสูงลิ่วในระดับ 70-80 เปอร์เซ็นต์แม้จะครบวาระ 2 สมัยของการสวมหัวโขน และอานิสงส์นี้ก็พลอยเกื้อหนุนให้ผู้เฒ่าโฆเซ มูฮิกา พันธมิตรใกล้ชิดชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างสบายๆ แม้ว่าในช่วงหลังทั้ง 2 คนจะเริ่มมีความคิดต่างในเรื่องของการทำแท้ง แต่ก็ยังร่วมมือกันผลักดันกฎหมายไฟเขียวให้คนรักร่วมเพศแต่งงานกันได้ รวมทั้งการออกกฎหมายให้กัญชาเป็นสิ่งเสพติดถูกกฎหมาย
สื่อตะวันตกหลายสื่อให้ความเห็นว่าการที่ผู้เฒ่าวาซเกซซึ่งเตรียมสวมหัวโขนสมัยที่ 3 ในวันที่ 1 มีนาคมปีหน้าประกาศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมๆ กับประชาชนโดยไม่มีใครเดินนำหรือเดินตาม รวมทั้งจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลผสมเอียงซ้ายมูฮิกา ที่เป็นพันธมิตรกัน จะทำให้รัฐบาลของผู้เฒ่ามีปัญหาขึ้นมาทันที เนื่องจากได้หาเสียงเลือกตั้งว่า “ไม่สนับสนุนให้รัฐเป็นผู้ทำตลาดกัญชา” ทั้งๆ ที่รัฐบาลมูฮิกาได้ผลักดันเป็นกฎหมายใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไฟเขียวให้รัฐเป็นผู้กำกับการปลูกและจำหน่ายกัญชาเสรี โดยมีการควบคุมราคาขายแน่นอน เพิ่มเติมจากกฎหมายที่อนุญาตให้เสพกัญชาได้อย่างถูกกฎหมายที่ใช้มานานตั้งแต่ปี 2541 ตามด้วยการไฟเขียวให้ประชาชนที่ลงทะเบียนกับทางการสามารถปลูกกัญชาได้โดยเสรี 6 ต้น ขณะที่ผู้ซื้อซึ่งได้ลงทะเบียนกับทางการก็สามารถซื้อและเสพกัญชาได้อย่างเสรีคนละ 40 กรัมต่อเดือนที่ร้านขายยา คลับกัญชา หรือกัญชาที่ได้รับอนุญาตปลูกตามบ้าน
แต่เดิมนั้น รัฐบาลมูฮิกากำหนดให้ร้านขายยาพร้อมจำหน่ายกัญชาได้อย่างเสรีภายในสิ้นปีนี้ แต่ได้เลื่อนออกไปเป็นเดือนมีนาคม ปีหน้า ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้ผู้เฒ่าวาซเกซที่เคยวิพากษ์วิจารณ์การให้ร้านขายยาสามารถจำหน่ายกัญชาได้ว่า "เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่สุด” ได้ทีแก้ไขกฎหมาย "กัญชานิยม" โดยอาจจะอ้างผลการสำรวจความเห็นของชาวอุรุกวัย ซึ่งกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเสพกัญชาเสรี เช่นเดียวกับการสำรวจความเห็นของประชาชนอเมริกาใต้ที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน
ถือเป็นหนึ่งในภารกิจแรกของผู้เฒ่าวาซเกซที่ต้องการสร้างชื่อให้โลกลืออีกครั้ง หลังจากประกาศว่าพร้อมจะเผชิญหน้ากับการท้าทายใหม่ๆ ซึ่งไม่เหมือนเดิม เพราะอุรุกวัยในวันนี้ไม่เหมือนกับอุรุกวัยเมื่อปี 2548 และ 2553 แต่ตัวเองก็พร้อมจะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการจะให้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น



