
จัด 'ลดกระหน่ำ' ปลุกชีพกำลังซื้อ
08 ธ.ค. 2557
จัด 'ลดกระหน่ำ' ปลุกชีพกำลังซื้อ รัฐ-เอกชนร่วมมือ/แนะเร่งเพิ่มรายได้เกษตรกร
ล่วงเข้าเดือน "ธันวาคม" กันแล้ว และอีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ปีใหม่ "ปี 2558" แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศดูจะยังไม่คึกคักเท่าที่หลายๆ คนอยากให้เป็น หรืออยากเห็นเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมาๆ สาเหตุหนึ่งเกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภคหดหายไป ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก เป็นกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) การส่งออกชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อีกทั้ง เงินที่เคยสะพัดจากธุรกิจสีเทาๆ ปัจจุบันก็หดหายไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปีนี้รัฐบาลเตรียมจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ "เทใจ คืนสุขสู่ประชาชน" จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24-30 ธันวาคม 2557 นี้ จากความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลิตสินค้า ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าสะดวกซื้อ ที่จะจัดลดราคาสินค้า ของใช้จำเป็นสำหรับผู้บริโภคสูงสุดถึง 70% ทุกสาขาที่มีกว่า 12,763 สาขาทั่วประเทศ และแว่วๆ มาว่างานนี้อาจจะมีเซอร์ไพรส์อีก ซึ่งต้องติดตามในวันแถลงข่าวใหญ่อีกครั้งวันที่ 17 ธันวาคมนี้
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าน่าจะมีเงินสะพัดในช่วงเวลาดังกล่าวมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท และนอกจากจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ได้อีกทางหนึ่งด้วย
7วันจัดหนักลดกระหน่ำ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ส่วนเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจถือเป็นผลพลอยได้ โดยจะลดราคาสินค้าที่ยืนยันได้ว่าเป็นราคาที่ลดพิเศษกว่าทุกงานที่เคยมีมา และถูกกว่าในงานธงฟ้าที่กระทรวงพาณิชย์เคยจัดขึ้น งานนี้ถือเป็นการเสียสละของทุกฝ่าย สินค้าที่จะนำมาจัดกิจกรรม จะมี 15 กลุ่มหลัก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมคืนความสุข เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ซึ่งแต่ละส่วนราชการก็จะมีโครงการของแต่ละหน่วยงานเอง เช่น การลดค่าทางด่วน การจัดฉีดวัคซีนฟรี ของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการค้าขาย จึงขอความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้งผู้ผลิต และผู้จำหน่าย ในการจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าขึ้น
"ภาพที่เราอยากเห็นคือการช่วยลดค่าครองชีพ ให้คนไทยได้มีโอกาสซื้อสินค้าในราคาถูก เป็นของขวัญให้แก่พี่น้องประชาชน และอีกทางหนึ่งก็อยากเห็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เมื่อผู้บริโภคมีความรู้สึกอยากใช้เงิน อยากซื้อสินค้า ก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยสินค้าที่จะร่วมงานคาดว่าจะมีมากกว่าแสนรายการ" อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวและว่า
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า งานดังกล่าวจะก่อให้เกิดเงินสะพัดตลอดระยะเวลา 7 วันที่จัดงานมากน้อยแค่ไหน แต่จะประเมินได้หลังจากการจัดงานไปแล้ว ส่วนยอดขายของธุรกิจค้าปลีกต่อปีนั้นมีสูงถึงกว่า 6 แสนล้านบาท หากเฉลี่ยต่อสัปดาห์ไม่น่าจะต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท และการจัดงานของขวัญปีใหม่ที่จะลดราคามากเป็นพิเศษ ก็น่าจะทำให้ยอดขายสูงกว่าหมื่นล้านบาทแน่นอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่นับความคึกคักที่จะตามมาจากยอดขายของร้านค้ารายย่อย และร้านค้าหน้าห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนไปด้วย
โหมกระแสกระตุ้นกำลังซื้อ
สำหรับผู้ประกอบการที่ร่วมมือในการจัดงาน มีทั้งห้างค้าปลีกต่างๆ และกลุ่มผู้ผลิตสินค้า(ซัพพลายเออร์) ได้แก่ เทสโก้ โลตัส, แม็คโคร, บิ๊กซี, ห้างเซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์, ตั้งฮั่วเส็ง, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์, แม็กซ์แวลู, เจซีมาร์ท, เซเว่นอีเลฟเว่น, แฟมิลี่มาร์ท, ลอว์สัน 108 และ ซีพีเฟรชมาร์ท ส่วนซัพพลายเออร์ เช่น ข้าวแสนดี, เนสท์เล่, สหพัฒนพิบูล, ไทยเบฟเวอเรจ เป็นต้น
น.ส.ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า เซ็นทรัล กรุ๊ป ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการมหกรรมคืนความสุข เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน โดยมีสินค้าของใช้จำเป็นร่วมรายการลดราคาทุกชั้น ทุกแผนก ซึ่งเป็นการลดราคาที่มากกว่าปกติตลอด 7 วัน เชื่อว่าจะช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน และทำให้เงินบาทมีมูลค่ามากขึ้นด้วยการที่ผู้บริโภคจะใช้เงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้มากขึ้น นอกจากนี้ มองว่ายังเป็นการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทางหนึ่ง
"ตอนนี้อารมณ์ของลูกค้าที่ต้องการช็อปปิ้ง ซื้อสินค้าเริ่มมีมากขึ้น และปกติช่วงปลายปีจะมีเทศกาลของขวัญที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนอยากซื้อสินค้ากันอยู่แล้วเพื่อปิดยอดขายในปีนี้ ส่วนที่ภาครัฐกำลังทำขึ้นคือการร่วมมือกับผู้ประกอบการจัดงานลดราคาสินค้า น่าจะเป็นการช่วยเสริมภาพของกำลังซื้อให้มีความชัดเจนขึ้น เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้ซื้อสินค้าราคาถูก หรือซื้อสินค้ามากขึ้นในปริมาณเงินเท่าเดิม จึงน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้นแน่นอน" น.ส.ภัทรพร กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า โครงการขวัญปีใหม่ ถือเป็นโครงการที่ดี ทำให้ประชาชนมีความสุขที่จะได้จับจ่ายใช้สอยสินค้าในราคาถูก และยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน ซึ่งจะมีเหลือไว้ใช้จ่ายกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น ท่องเที่ยว สังสรรค์ เป็นต้น และโครงการดังกล่าวยังช่วยให้ผู้ประกอบการได้ระบายสต็อกสินค้า และสร้างภาพลักษณ์ให้แก่บริษัท
"คงต้องติดตามรายละเอียดของโครงการ ว่าจะมีสินค้ากี่รายการที่ร่วมลดราคา และรูปแบบเป็นอย่างไร ซึ่งหากเอกชนร่วมมือลดราคาสินค้า โดยรวมหากยอดขายประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท ก็จะเป็นตัวกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้ทางหนึ่ง หลังจากที่ผ่านมาการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวค่อนข้างมาก" นายธนวรรธน์ กล่าว
แนะรัฐเพิ่มรายได้เกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ในภาคธุรกิจเองมองปัญหากำลังซื้อชะลอตัวในขณะนี้ เกิดจากภาคเกษตรมีรายได้ลดลง เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงมองว่ารัฐบาลควรมีมาตรการใดๆ ออกมาเพื่อเพิ่มราคา เพิ่มรายได้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะกระตุ้นการบริโภค และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่า ส่วนการจัดงานคืนความสุข ช่วยได้แค่ในระยะสั้น
นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แนวคิดการจัดงานคืนความสุข เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชนนั้น เกิดจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งอ่อนแอมาระยะหนึ่ง โดยประชาชนมีรายได้น้อยลงจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้กำลังซื้อลดลงไป ไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับปัจจุบันอาจจะมีสินค้าคงค้างอยู่ในสต็อกของโรงงานผู้ผลิตนำออกมาเพื่อให้ผู้ที่ต้องการใช้สอยสามารถซื้อได้ในราคาโปรโมชั่น
"เข้าใจว่างานครั้งนี้ มีการขอความร่วมมือในการลดราคามากกว่า 50-60% จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง แต่คิดว่ารัฐเองก็มีแนวทางอื่นๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของเงินช่วยเหลือชาวนา และชาวสวนยาง โดยกำลังเร่งการเบิกจ่ายโดยเร็วที่สุด และคิดว่าเงินก้อนนี้ก็จะกลับเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ ก็เชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นที่ทำให้เกิดประโยชน์" นายสมเกียรติ กล่าว
ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การจัดมหกรรมของขวัญปีใหม่ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง โดยมีการนำสินค้าราคาถูกออกมาจำหน่าย แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้กำลังซื้อของประเทศลดลงไปมาก จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยปีที่ผ่านมาสูงขึ้นมากกว่า 10% เป็นกว่า 80% ดังนั้น กำลังซื้อที่กระตุ้นได้ อาจจะยังไม่เป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ แต่ก็ดีกว่าไม่มีนโยบายอะไรออกมา ทำให้มองว่ารัฐบาลควรจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคออกมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนปีหน้าสิ่งที่รัฐบาลควรทำในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกคือ ในภาคเกษตร ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายระยะสั้นแล้ว คือการอัดฉีดเงินจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยคือชาวนา และชาวสวนยาง แต่คิดว่าหลังจากนี้ รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการในระยะกลางออกมา จะเป็นโครงการใดก็ได้แต่ต้องมีผลโดยตรงต่อชาวนา ซึ่งต้องยอมรับว่าชาวนาได้รับความช่วยเหลือมาตลอด อาจจะเป็นงบประมาณที่น้อยลงก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับประกันหรือจำนำ จะแนวทางใดก็ได้ แต่ก็ขอให้มีความชัดเจนในด้านราคาสินค้าเกษตร
ทั้งนี้ มาตรการที่ผ่านมาถือว่าดีแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะเมื่อสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ รายได้เกษตรกรตกต่ำตามไปด้วย หากรัฐบาลมีแผนที่ชัดเจนออกมา จะทำให้เกษตรกรเห็นความชัดเจนของรายได้ ก็เชื่อว่าจะเกิดการใช้จ่าย เพราะชาวนาจะสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าในการใช้จ่ายเงินได้ และเมื่อชาวนามีเงินก็จะใช้จ่ายออกไป จะเกิดการกระตุ้นความต้องการได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากช่วงที่ราคายางดีๆ เกษตรกรทางภาคใต้จะซื้อรถกระบะ ปิกอัพ และเครื่องเสียง ช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น
"ต้องยอมรับว่าบ้านเรายังมีความจำเป็นต้องมีประชานิยม แต่ต้องเหมาะสม ไม่เกินขอบเขต ไม่เกินเลยความถูกต้อง อย่าลืมว่าปัญหาประชานิยมไม่ได้อยู่ที่โครงการ แต่อยู่ที่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นจึงควรจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา และหาแนวทางป้องกันการทุจริตที่เคยเกิดขึ้น หรือหากจะลด ก็ควรจะมีกรอบว่าหากจะลดประชานิยม จะลดลงอย่างไร และต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรควบคู่กันไปด้วย ในความเห็นผมขณะนี้มีความจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อผ่านสินค้าเกษตรก่อน ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีแนวทางที่ชัดเจน ต้องยอมรับว่าหลายโครงการที่ผ่านมาเป็นโครงการที่ดี แต่การนำไปใช้ หรือการปฏิบัติเท่านั้นที่เป็นปัญหา จึงต้องควบคุมการปฏิบัติให้ดี" นายสุพันธุ์ กล่าว
นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจลำดับถัดไปที่อยากเห็นคือ การท่องเที่ยว การส่งออก ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐมองว่าล่าช้า เพราะจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าเม็ดเงินจะลงไปสู่ระบบจริงๆ
-------------------------
ภาครัฐจัดแพ็กเกจมอบเป็น 'ของขวัญปีใหม่'
ทยอยปล่อยกันออกมาบ้างแล้วสำหรับ "แพ็กเกจของขวัญปีใหม่" ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดให้แก่ประชาชน ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะด้านการบริการประชาชน และการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้อนุมัติการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 2 เส้นทาง คือทางพิเศษหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี-บ้านฉาง และทางพิเศษหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอก บางปะอิน-บางพลี เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านและลดปริมาณรถบนถนนในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นการจัดงานขายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น สินค้าชื่อดังของจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นรวม 6 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ได้แก่ 1.นิทรรศการหัตถกรรมของขวัญของที่ระลึก จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-7 ธันวาคม 2.งานเซรามิกแฟร์ จ.ลำปาง ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 3.งานอุตสาหกรรมแฟร์ ครั้งที่ 1 และงานครบรอบ 12 ปี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม
4.งานคืนความสุข ช้อปสนุก สินค้าไทย ที่อาคาร กสอ.กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม ภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาดให้แก่ลูกค้าเงินทุนหมุนเวียน จำหน่ายสินค้าจากทั่วประเทศประมาณ 100 ราย 5.งานคลัสเตอร์ เครื่องหนัง บิ๊ก กิฟท์ แฟร์ ที่อาคาร กสอ.กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม และ 6.งานเทศกาลไหมไทย จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 9-15 ธันวาคม
โดยหวังจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของคนในจังหวัด และนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางไปยังภาคเหนือและอีสาน ร้านค้าที่ร่วมงานประมาณ 70-80% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ในงานนอกจากการขายสินค้ายังมีงานนิทรรศการและการฝึกสอนอาชีพ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปอีกด้วย
ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการมอบของขวัญให้แก่เกษตรกรกว่า 1 หมื่นรายทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินจะขุดสร้างบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นาให้ตามรายชื่อเกษตรกรที่สมัครไว้และผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับกรมชลประทานจะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้แก่ชุมชน ซึ่งจะมีการพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงศูนย์วิจัยพืชไร่พืชสวนของกระทรวง ทั่วประเทศที่ปกติไม่เปิดให้คนภายนอกเข้าชม ก็จะเปิดให้เข้าชมฟรีด้วยเช่นกัน และกำลังพิจารณาลดค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ สถานที่จัดงานพืชสวนโลกอีกด้วย
ส่วนกระทรวงการคลัง น่าจะเป็นการจัดแพ็กเกจใหญ่แบบจัดหนัก จัดเต็มเช่นกัน โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ของรัฐ จัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งการออกมาตรการด้านภาษี โดยมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนอีกครั้งในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะโหมกระแสกันอย่างเต็มที่
-------------------------



