ข่าว

ท้าพิสูจน์!‘แท้-เทียม’...กรุสมบัติ3หมื่นชิ้น

ท้าพิสูจน์!‘แท้-เทียม’...กรุสมบัติ3หมื่นชิ้น

07 ธ.ค. 2557

ท้าพิสูจน์!‘แท้-เทียม’...กรุสมบัติ3หมื่นชิ้น : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

�������������� วงการค้าศิลปะวัตถุหรือตลาดแอนทีค "สั่นสะเทือน" กันพอสมควร หลังทีมจับเครือข่ายพงศ์พัฒน์เปิดเผยข้อมูลตรวจยึดโบราณวัตถุล้ำค่าหลายหมื่นชิ้น จากนั้นไม่กี่วันตำรวจให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพของกลางจัดวางไว้หลายร้อยชิ้น เช่น พระเครื่อง พระพุทธรูป เทวรูป รวมถึงรูปปั้นต่างๆ พร้อมอธิบายว่ายังมีอีกเยอะที่ไม่ได้แกะห่อออกมาโชว์...

�������������� ช่วงนั้นพ่อค้าศิลปวัตถุต่างลุ้นระทึกว่า จะมีของดีๆ หลุดออกมาให้ชื่นชมกันหรือเปล่า โดยเฉพาะโบราณวัตถุบางชิ้น ที่เคยได้ยินคำเล่าลือเรื่องใบสั่งหรือออเดอร์ในอดีต แต่ยังไม่เคยเห็นของจริง !?!

�������������� จากนั้นวันที่ 2 ธันวาคม "บวรเวท รุ่งรุจี" อธิบดีกรมศิลปากร จัดแถลงข่าวสรุปผลเบื้องต้นการตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ยึดมาในคดีนี้ว่า มีทั้งหมด 3 ประเภท รวมเกือบ 100 รายการ มูลค่าเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 50 ล้านบาท แบ่งเป็น

�������������� 1.ประติมากรรมหินศิลปะเขมร 13 รายการ

�������������� ได้แก่ พระพุทธรูป เทวรูปและเทวสตรี "แบบอังกอร์โบเรย" พุทธศตวรรษที่ 12 "แบบสมโบร์ไพรกุก" ราวพุทธศตวรรษที่ 13 "แบบกุเลน" พุทธศตวรรษที่ 14 "แบบเกาะแกร์" พุทธศตวรรษที่ 15 "แบบบาปวน" พุทธศตวรรษที่ 16 และ "แบบนครวัด" พุทธศตวรรษที่ 17

�������������� ชิ้นใหญ่ที่หลายฝ่ายรอดูของจริงคือหินแกะสลักประเภท "ทับหลัง" และ "ผนังปราสาท" คาดว่าเป็นศิลปะแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 17-18

�������������� 2.พระพุทธรูป และรูปเคารพศาสนา 37 รายการ

�������������� ได้แก่ พระพุทธสัมฤทธิ์รูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง พุทธศตวรรษที่ 21-22, พระพุทธรูปยืน พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องใหญ่ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 23-24, พระพุทธรูปนั่งบนฐานสูง ทำด้วยไม้ ศิลปะอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ฯลฯ

�������������� 3.โบราณวัตถุและศิลปวัตถุประเภทหินอ่อนและโลหะ เช่น รูปบุคคล เครื่องเรือน ศิลปะตะวันตก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 25 รวมทั้งงาช้างแกะสลักอีกกว่า 30 รายการ บางชิ้นอาจนำเข้าสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

�������������� "สมชาย ณ นครพนม" ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี กรมศิลปากร อธิบายว่า ขั้นตอนเร่งด่วนตอนนี้คือ การแยกโบราณวัตถุของแท้ออกจากของทำเลียนแบบ โดยเริ่มจากกลุ่มพวกประติมากรรม (Sculpture) ซึ่งเป็นงานศิลปะประเภทปั้น แกะสลัก รูปหล่อ ช่างสมัยก่อนนิยมทำเป็นพระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพต่างๆ ส่วนเครื่องลายคราม เครื่องเบญจรงค์ เครื่องถ้วยจานจากจีนนั้น ทางกรมศิลปากรมีผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน แต่ต้องใช้เวลาตรวจละเอียดอีกสักพักเพราะเป็นชิ้นเล็กๆ��������������������

�������������� "บางชิ้นไม่ใช่ของปลอม แต่เป็นงานศิลปวัตถุ อายุไม่เก่ามาก มีความสวยงามแบบศิลปะสมัยใหม่ เช่น พวกรูปหล่อโลหะอัศวิน รูปแกะสลักไม้ รูปปั้นหินอ่อน หรือตุ๊กตาแบบยุโรป หลายชิ้นไม่เคยเห็นมาก่อน คงต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียดต่างๆ เสร็จแล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจ ตัดสินใจว่าจะเก็บไว้ที่ไหน ทางกรมศิลป์ไม่มีอำนาจในส่วนนี้ เพราะถือว่าเป็นของกลาง ที่ผ่านมาเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว อาจมีบางส่วนยกให้พิพิธภัณฑ์และบางส่วนเปิดประมูลขายให้บุคคลทั่วไป"

�������������� ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังแวดวงนักเลงโบราณวัตถุ ส่วนใหญ่ให้คำตอบตรงกันว่า หากดูจากภาพข่าวทีวีหรือภาพจากเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ สรุปเบื้องต้นได้เลยว่าร้อยละ 80-90 เป็นของทำเลียนแบบหรือของไม่มีค่าอะไรมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มพระพุทธรูปหรือเทวรูปชิ้นใหญ่ๆ นั้น น่าจะเป็นของเทียมทั้งสิ้น

�������������� แหล่งข่าวนักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญโบราณวัตถุ แสดงความเห็นเกี่ยวกับพระพุทธรูปหินทรายสมัยขอมโบราณ ศิลปะพนมดาพุทธศตวรรษ 12 ที่อ้างว่าอาจมีอายุเก่าแก่มากถึง 1,400 ปีว่า

�������������� “ไม่น่าจะเป็นของแท้ เพราะสัดส่วนไม่ถูกต้อง ขนาดเล็กเกินไป พระพุทธรูปหินทรายที่ทำเพื่อบูชาสมัยขอมโบราณจะสูงใหญ่กว่านี้มาก นอกจากนี้งานแกะสลักหยาบไม่เหมือนศิลปะชั้นสูง ยังไม่ละเอียดมากพอ รวมถึงเป็นเนื้อทรายใหม่แค่เห็นจากรูปถ่ายก็รู้เลยว่าทำผิวหินเป็นคราบรา ไม่ใช่หินทรายเก่าที่ผ่านแดดผ่านฝนมาหลายร้อยปี”

�������������� ส่วน “แผ่นทับหลัง” งานศิลปะชั้นสูงของช่างโบราณ นิยมแกะสลักหินเป็นรูปเทวดาอย่างสวยงามเพื่อประดับประตูทางเข้าปราสาทนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าแผ่นทับหลังที่ยึดมาจากเครือข่ายพงศ์พัฒน์นั้น เป็นงานไม่ละเอียด ภาพนูนสูงผิดปกติ รวมถึงลักษณะหินทรายเป็นเนื้อใหม่ และที่สำคัญซึ่งทำให้มั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ใช่โบราณวัตถุ คือ ท่านางอัปสราเต้นกางขา ไม่เคยพบถูกนำมาใช้แกะสลักทับหลัง เพื่อวางด้านบนกรอบประตูทางเดินเข้าออกปราสาทอย่างแน่นอน

�������������� นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ แผ่นหินภาพนางอัปสรา 4 ชิ้น ที่เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทโบราณอายุเกือบพันปีว่า ลักษณะเหมือนของทำเทียม เพราะลักษณะแผ่นหินมีการตัดขอบคมชัดมากเกินไป ไม่ใช่ลักษณะการสกัดผนังหินโบราณออกมาเป็นแผ่นเล็ก ซึ่งต้องมีร่องรอยความเสียหายมากกว่านี้ นอกจากนี้รอยต่อของภาพแผ่นหินแต่ละชิ้นสมบูรณ์เกินไป รวมถึงรูปนางอัปสรามีผิวแกะสลักนูนเด่นมากผิดปกติ

�������������� “เท่าที่ดูจากภาพของหลายร้อยชิ้นนั้น เป็นของทำเทียมประมาณร้อยละ 80-90 แผ่นหินนางอัปสราแต่ละชิ้นไม่น่าเกินหลัก 3-4 หมื่นบาท หรือชิ้นใหญ่ก็ประมาณแสนกว่าบาทเท่านั้น อยากให้กรมศิลปากรเชิญผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการงานศิลปะมาช่วยกันวิเคราะห์ และช่วยกันพิสูจน์ให้ชัดๆ ว่า ชิ้นใดจริงชิ้นใดทำเทียม ของแบบนี้ถ้าเจอคนรู้จริง ช่วยกันพิสูจน์หรืออธิบายหลักฐานตามข้อมูลวิชาการเปรียบเทียบของแท้ของเทียมได้ไม่ยาก ไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือน”

�������������� "ผู้เชี่ยวชาญโบราณวัตถุ" เสนอความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า อยากให้เชิญคนในแวดวงตลาดค้าโบราณวัตถุมาช่วยกันวิเคราะห์ อาจต้องเชิญเป็นที่ปรึกษาภายในโดยไม่เปิดเผยตัว เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ค่อยชอบเป็นข่าว

�������������� จากความคิดเห็นที่หลากหลาย คงยังสรุปชัดเจนไม่ได้ว่า โบราณวัตถุ 3 หมื่นกว่าชิ้นนั้น อันใดเป็นของแท้หรือของเทียม ต้องรอฝ่ายผู้เชี่ยวชาญของกรมศิลปากรพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะมูลค่าหรือราคาของกลางที่ตลาดประเมินค่าศิลปวัตถุเหล่านี้