ข่าว

"ส.ส.ลำพูน"ชี้เข้าชื่อถวายฎีกาล้านคนเป็นสิทธิทำได้

"ส.ส.ลำพูน"ชี้เข้าชื่อถวายฎีกาล้านคนเป็นสิทธิทำได้

08 ก.ค. 2552

"ส.ส.เหนือเพื่อไทย" ชี้เข้าชื่อถวายฎีกาล้านคน เป็นสิทธิทำได้ ในการขอพึ่งพระบารมี หากเห็นความไม่เป็นธรรมยัน ”เพื่อไทย”ไม่มีชี้นำและไม่ต้องใช้เงินจ้าง มั่นใจครบ 1 เดือนได้รายชื่อทะลุล้านรายชื่อแน่ "ติง”เทพไท”น่าอายยก”กษิต”เทียบ”ทักษิณ”ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกัน

(8ก.ค.) นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเข้าชื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นเรื่องที่คนไทยที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ ทุกคนมีสิทธิในการจะขอพึ่งพระบารมี ขอพึ่งใบบุญได้ โดยเฉพาะการออกมาเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มารับโทษก่อนนั้น ก็แสดงว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมาขอนิรโทษกรรมให้ตัวเองก่อน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาชนที่เห็นว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น จึงเข้าชื่อเพื่อถวายฎีกาขอให้อภัยโทษให้แทน แม้การล่าชื่อครั้งนี้ อาจมีความคิดเห็นแตกแยกในกลุ่มเสื้อแดงบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่เชื่อว่าเสื้อแดงทุกคนต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไปในทางที่สงบ ไปสู่แนวทางประชาธิปไตยซึ่งในพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีการชี้นำใดๆ และคิดว่าไม่จำเป็นที่ต้องให้นักการเมืองหรือ ส.ส.มาอยู่แถวหน้า อาจมีเพียงบางคนที่ไปร่วมกับกลุ่มเสื้อแดง รวมทั้งเรื่องนี้ไม่มีการใช้เงินไปจ้างให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อ
 
 “เชื่อว่าจะมีประชาชนส่วนหนึ่งเห็นความไม่เป็นธรรม สามารถรวมจิตใจร่วมเข้าชื่อกันได้ และคิดว่าเพียงแค่วันที่ 15 ก.ค.นี้ ก็น่าจะได้รายชื่อเกิน 1 ล้าน เพราะถ้าหาก 76 จังหวัด มีคนร่วมลงชื่อจังหวัดละ 1.5 หมื่นคน หรือมีคนร่วมลงชื่อในแบบฟอร์มถวายฎีกาแค่ใบละ 4 คน เพียง 2,500 ใบก็ได้หมื่นคน ถ้าแจกจังหวัดละ 4-5 พันใบ มั่นใจว่าครบ 1 เดือน ก็น่าได้รายชื่อเกิน 1 ล้านคนแน่นอน การแสดงพลังครั้งนี้จะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นการก้าวล่วงแต่อย่างใด ” นายสงวน ย้ำ
 
 นอกจากนี้ ส.ส.ลำพูน กล่าวอีกว่าขอฝากไปถึง นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง โดยเปรียบเทียบนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น คิดว่าจะบอกเป็นมาตรฐานเดียวกันไม่ได้ เพราะอีกคนหนึ่งมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่ถูกโค่นล้มจากคมช.และพรรคประชาธิปัตย์ จะให้อยู่ในบริบทเดียวกัน คงไม่ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกเบียดออกจากเวทีของสังคมที่ไม่มีนิติรัฐ แต่นายกษิต มาจากการโค่นล้มอำนาจจากการเลือกตั้ง ดังนั้น การมาพูดเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่น่าอายอย่างยิ่ง