
ปัญญาประดิษฐ์จะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
ปัญญาประดิษฐ์จะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
นอกจากจะเรียกเสียงฮือฮาด้วยการประกาศว่าอยากรับบทตัวร้ายในภาพยนตร์สายลับเลื่องชื่ออย่าง เจมส์ บอนด์ 007 แล้ว สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องยังออกมาให้ความเห็นที่ทำให้คนทั่วโลกต้องตั้งใจฟังอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ว่า "ปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ถึงกาลสิ้นสุด" ซึ่งนับเป็นประโยคทองแห่งศตวรรษที่อาจร้อนแรงกว่าหนังสือคลื่นโลกที่สาม หรือหนังสือทำนายดวงชะตาที่ว่าแม่นๆ กันนักต่อนัก
ฮอว์กิ้งเป็นนักฟิสิกส์ที่มีไอคิวระดับสูงมาก แต่ต้องเผชิญโรคร้าย-โครงข่ายประสาทขับเคลื่อนทำงานบกพร่องตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม เป็นผู้นำในการสร้างทฤษฎีดาราศาสตร์หลายทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับกันในโลกของนักวิทยาศาสตร์ ให้ทัศนะว่า ในที่สุดแล้วเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง จะดำรงคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และเข้ามาแทนที่มนุษยชาติ ที่สำคัญการพัฒนาต่อยอดของเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีเองนั้นรวดเร็วกว่าวิวัฒนาการหลายหมื่นปีกว่าที่ลิงหางสั้นต้นกำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์จะพัฒนาสมองและร่างกายจนกลายเป็นมนุษย์ผู้ครองโลกอยู่ในปัจจุบัน หลายเท่านัก
แม้ว่าเขาจะต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดวันตลอดคืน และใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงที่แปลงสัญญาณสมองออกมาเป็นคำพูด กว่าจะพูดได้ครบประโยคหนึ่งต้องใช้เวลาเป็นนาที แต่ความคิด ความรู้ และจินตนาการของฮอว์กิ้ง ไม่ได้เป็นอัมพาตเช่นเดียวกับร่างกาย และโชคดีที่เมื่อเร็วๆ นี้ฮอว์กิ้งได้รับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชุดใหม่ที่สามารถพยากรณ์คำพูดได้รวดเร็วและแม่นยำ ทำให้เขาสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้เร็วขึ้น สามารถเขียนอีเมลส่งถึงคนอื่นได้เร็วกว่าเดิมราว 10 เท่า
เรียกว่าชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มของเขาเป็นต้นมา ต้องพึ่งพา "เทคโนโลยี" เป็นหลัก โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้เขาสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่านักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่มีระดับไอคิวสูงถึง 160 จะสังเคราะห์องค์ความรู้จนสรุปออกมาเป็นประโยคทองเพื่อเตือนสติเหล่ามนุษยชาติได้
ความคิดของฮอว์กิ้ง อาจจะขัดกับหลักการ 3 ข้อของไอแซค อาซิมอฟ นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องหุ่นยนต์ ที่ตั้งกฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์ไว้ในนิยายที่เขาแต่งขึ้นมาว่า 1.หุ่นยนต์มิอาจกระทำการอันตรายต่อผู้ที่เป็นมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้ผู้ที่เป็นมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายได้ 2.หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับจากผู้ที่เป็นมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นๆ ขัดแย้งกับกฎข้อแรก 3.หุ่นยนต์ต้องปกป้องสถานะความมีตัวตนของตนไว้ ตราบเท่าที่การกระทำนั้นมิได้ขัดแย้งต่อกฎข้อแรกหรือกฎข้อที่สอง
กฎทั้ง 3 ข้อของหุ่นยนต์แม้จะเกิดขึ้นในนิยาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้การยอมรับ และยึดเป็นหลักการในการพัฒนาหุ่นยนต์มาโดยตลอด
แต่เมื่อมนุษย์ต้องการหุ่นยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ก็ไม่พ้นต้องพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใส่ในสมองอิเล็กทรอนิกส์ของหุ่นยนต์ และต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการทำงานของหุ่นยนต์และเอื้อต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งก็หลีกไม่พ้นที่จะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์มาเกี่ยวข้อง
มนุษย์จึงหลีกไม่พ้นที่จะต้องพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้มีประสิทธิภาพในการคำนวณ พยากรณ์ และตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้นตามไปด้วย
ที่สุดแล้วเส้นขนานระหว่างความคิดของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั้งสองจึงต้องมาตัดกันในอนาคต และเมื่อนั้นมนุษย์ก็จะถึงทางแยกแห่งปัญญาที่จะยอมตกเป็นทาสของปัญญาประดิษฐ์ หรือจะหยุดยั้งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ไว้ในระดับหนึ่ง เพื่อการดำรงคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปได้อีกนั่นเอง



