
ตร.จ่อส่งสำนวนคดีอุ้มลดหนี้แก๊งพงศ์พัฒน์ให้นครบาล
05 ธ.ค. 2557
ตร.จ่อส่งสำนวนคดีอุ้มลดหนี้ แก๊ง"พงศ์พัฒน์"ให้นครบาล "พงษ์พัฒน์"เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในคุก ส่อถูกขังยาวในแดนแรกรับ ผบ.คุกเผยยังไม่มีแผนจำแนกแยกแดน
วันที่ 5 ธ.ค.57 จากกรณีเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.ได้อุ้มนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหายเพื่อบังคับให้ลดหนี้จำนวน 120 ล้าน เหลือ 20 ล้าน ที่ย่านพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทั่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ เหลือเพียงนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี รวมทั้งนายเจี๊ยบ ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ที่ทางตำรวจได้ดำเนินการออกหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ก่อนประสานทางฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ไล่ล่าติดตามตัวนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วกว่า 50 ปาก รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งตอนนี้สำนวนใกล้แล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนจะนำเสนอให้ทางผู้บังคับบัญชาในชั้นกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) นำไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ แนวทางการสอบสวนทราบว่า นายเจี๊ยบ มีความเชื่อมโยงกับนายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหาในท้องที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร โดยนายเจี๊ยบ รู้จักกับนายนพพร และได้แนะนำนายนพพร ให้รู้จักกับนายชากานต์ ซึ่งนายเจี๊ยบ กับนายชากานต์ รู้จักกัน เพราะเคยเที่ยวเตร่ด้วยกันในสถานบันเทิงย่านทองหล่อ อีกทั้งนายชากานต์ ยังได้รู้จักกับเจ้าของ และเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าของสถานบันเทิงหลายแห่งในย่านทองหล่อ นายชากานต์ จึงทำให้เป็นคนที่ไว้วางใจของเจ้าของสถานบันเทิงต่างๆ จึงให้ทำหน้าที่รับผิดชอบเป็นนายหน้าในการรับเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กับสถานบริการหลายแห่ง เพื่อดูแลเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย และเมื่อเกิดปัญหาจะเป็นคนรับเคลียร์อยู่เสมอ และจากข้อมูลในการสืบสวนยังไม่ทราบว่านายเจี๊ยบ มีชื่อนามสกุลจริง และเป็นใครมาจากไหน จึงยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากผู้ต้องหาให้การซัดทอดมาเพียงเท่านี้
ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลในวันที่เกิดเหตุอีกว่า นายเจี๊ยบ เป็นคนที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน รุ่นคาราเวลล์ นำกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดที่สวมใส่ชุดซาฟารีสีเข้มเป็นเครื่องแบบ และสวมแว่นตาดำ ไปหานายบัณฑิต ที่คอนโดริเวอร์ หรือลัดดาวัลย์ ย่านเจริญกรุง ในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. และในขณะที่ลงมือก่อเหตุได้ข่มขู่ รปภ.ประจำอาคาร ก่อนจะปัดกล้องวงจรปิดเพื่อไม่ให้สามารถจับภาพกลุ่มคนร้ายเพื่อใช้เป็นหลักฐานได้ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำให้ทางตำรวจทำการรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงการสอบปากคำพยาน และพยานวัตถุในที่เกิดเหตุเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างติดตามตัวนายเจี๊ยบ มาสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป
ส่วนกรณีที่ทางตำรวจ สน.พระโขนง ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือ นายปรีชา ดาราไตร อายุ 44 ปี และนายไพเชษฐ์ เมธิสริยพงศ์ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาที่ได้มีการติดต่อขอเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไร้วี่แววนั้น มีรายงานข่าวว่า ทางพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวน โดยเบื้องต้นได้สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 ปาก จึงคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลจังหวัดพระโขนงได้ อย่างไรก็ตามในวันนี้จะนำสำนวนบางส่วนส่งให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนนำมารวบรวมพยานหลักฐานที่ยังไม่สมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งนี้ทางตำรวจยังเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองยังอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องการหลบไปตั้งหลักสู้คดีก่อน
ด้าน พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนติดตามจับกุมนายนพพร เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่า นายนพพร ยังคงอยู่ในประเทศกัมพูชา และยังไม่ได้รับการติดต่อขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด โดยชุดสืบสวนได้มีการประสานงานกับด่านตรวจคนเข้าเมือง หากพบนายนพพร เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย ก็จะดำเนินการจับกุมทันที อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายเจี๊ยบ นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบชื่อสกุลจริง จึงยังคงทำได้แค่การออกหมายจับชายไทยตามภาพสเก็ตซ์เท่านั้น
"พงษ์พัฒน์"เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในคุก
นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการคุมขังผู้ต้องขังเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) ว่า ผู้ต้องขังคดีดังกล่าวทั้งหมดยังคงถูกคุมขังอยู่ในแดนแรกรับ จะยังไม่มีการจำแนกไปคุมขังในแดนอื่นแม้ศาลจะอนุมัติฝากขังเป็นผลัดที่ 2 เนื่องจากในแดนแรกรับมีห้องคุมขังที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้ต้องขังได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยได้ทั่วถึง โดยขณะนี้สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ต้องขังอื่นและปรับสภาพการอยู่ในเรือนจำได้แล้ว ไม่กังวลเรื่องความเครียด ในช่วงกลางวันผู้ต้องขังใช้ชีวิตปกติในพื้นที่เฉพาะที่กำหนดไว้ให้ ซึ่งผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีเหล่านี้จะยังไม่มีกิจกรรมให้เข้าร่วม เพียงแค่ใช้ชีวิตปกติคือทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น
สำหรับด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ที่มีอาการป่วยตั้งแต่วันแรกที่ถูกนำตัวมาคุมขังและถูกส่งตัวเข้าสถานพยาบาลในเรือนจำ ล่าสุดอาการปกติได้ย้ายตัวมาคุมขังในแดนแรกรับร่วมกับผู้ต้องขังคดีเดียวกันแล้ว ส่วนพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ซึ่งมีอาการโรคผู้สูงอายุ เช่น เบาหวาน ความดัน นั้นหากมีอาการเจ็บป่วยเจ้าหน้าที่มีหน้าที่นำตัวไปรักษาตามสิทธิ โดยยาที่ใช้ประจำนั้นหลังจากนี้แพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะเป็นผู้จ่ายยาให้โดยยึดตามรายการยาเดิมที่แพทย์ประจำตัวเคยจ่ายให้



