
'กับดัก'แห่งวาทกรรม'ขายชาติ'
'กับดัก'แห่งวาทกรรม'ขายชาติ' : บทความพิเศษ โดยเสือ ซ่อนเล็บ
เห็นเค้าลางปฏิรูปการเมืองไทยที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอออกมาแล้วก็ได้แต่ทอดถอนหายใจไปกับชะตากรรมของประเทศไทยเราจริงๆ ขนาดสมาชิก สปช.ด้วยกันยังส่ายหน้าลุกขึ้นมาค้าน แต่ก็ยังจะเอาให้ได้ อย่างโมเดลปฏิรูปการเมืองที่อนุกรรมาธิการชุดโครงสร้างอำนาจทางการเมืองเสนอให้มีการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีกันโดยตรง ล่าสุดนี้ก็ไปปัดฝุ่นเอาระบบเลือกตั้งแบบเยอรมนีเข้ามาผสมโรงให้อีก อ้างว่าเพื่อแก้ลำระบบเผด็จการรัฐสภา
ก็ไม่รู้ว่าหากบทสรุปโมเดลปฏิรูปการเมืองเหล่านี้ ถูกส่งไปถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว จะว่าอย่างไร สุดท้ายจะเสียของหรือเปล่า
กับเรื่องที่จั่วหัวไว้ เรื่องของผลงาน “ชิ้นโบแดง” คสช.ในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่นำกำลังเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศและจัดตั้งรัฐบาล คสช.ขึ้นบริหารประเทศท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทำให้อะไรที่หวังไว้ ดูจะแผ่วลง
แม้แต่ผลงานชิ้นโบแดงการปฏิรูปพลังงานที่ได้รับการชื่นชมมาก่อนหน้าจากการที่รัฐบาล คสช.เดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ลดการบิดเบือนกลไกราคาตลาด รวมทั้งการที่รัฐบาลกล้า “หักดิบ” เดินหน้านโยบายเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ รอบที่ 21 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ โดยไม่หวั่นเครือหน้าไหนจะลุกขึ้นมาคัดค้าน
หลังจาก นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ไฟเขียวอนุมัติให้บริษัทเอกชนยื่นขอแปลงสัมปทานใหม่ไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะเปิดให้เอกชนยื่นคำขอเปิดแปลงสัมปทานปิโตรเลียม 29 แปลงไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2558 นั้น หลายฝ่ายชื่นชมในความกล้าหาญกล้าตัดสินใจของรัฐบาล คสช.ที่กล้าทำในสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่กล้า และโดยเฉพาะประกาศิตของพล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนกับการที่รัฐต้องตัดสินใจเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ที่ว่านี้
แต่หลังจากนายกฯ มีท่าทีอ่อนข้อลง เปิดทางให้ "เครือข่าย" ทั้งหลาย ออกมาให้ข้อมูลแก่ประชาชน แล้วก็ประดิษฐ์วาทกรรม “ขายชาติ” ประเคนผลประโยชน์ให้ต่างชาติ-กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ดูเหมือนเรื่องสัมปทานจะกร่อยๆ ไป
การเปิดโอกาสให้สมาชิก สปช. ไปเร่งหาโมเดลการปฏิรูปพลังงานภายในระยะ 2 เดือนนี้ โดยจะยังคงเก็บเรื่องต่างๆ ไว้ก่อนนั้น แม้จะยังเปิดให้เอกชนที่สนใจได้ยื่นขอแปลงสัมปทานต่อไป แต่ก็ทำเอาหลายฝ่ายแสดงความเป็นกังวลกลัวรัฐบาลจะเอาอย่างไร จะคล้อยตามเสียงค้านไปเลยหรือไม่
เพราะบทเรียนในอดีตที่รัฐบาลซื้อเวลาตัดสินใจ เปิดทางให้เครือข่ายเหล่านี้ได้มีเวทีโลดแล่นนำเสนอข้อมูลที่ทุกฝ่ายต่างก็รู้แก่ใจกันดีว่าอะไรเป็นอะไร แม้แต่ข้อมูลที่ว่าแปลงสัมปทานเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ทับซ้อนจะทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอะไรนั้น ยิ่งเท่ากับว่ารัฐกำลังจะปล่อยให้ประเทศ “ยืนบนเส้นด้าย” และคงไม่มีนักลงทุนหน้าไหนกล้าตัดสินใจลงทุน
ก็คงต้องฝากไปอีกครั้ง ภารกิจในการปรับโครงสร้างพลังงานที่รวมไปถึงการเปิดแปลงสำรวจแหล่งปิโตรเลียมระลอกใหม่รอบที่ 21 ที่รัฐบาลและกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการอยู่นี้ รวมไปถึงการเดินหน้าเจรจาพัฒนาปิโตรเลียมบนพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชานั้น คือภารกิจที่เราไม่อาจจะวางใจใคร หลุดไปจากรัฐบาล คสช.ชุดนี้แล้ว ก็ยิ่งไม่ต้องไปคาดหวังเลยว่าจะไม่มีเรื่องของ “ผลประโยชน์ใต้โต๊ะ” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เครือข่ายเหล่านี้โจมตีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องขายชาติที่จะยิ่งทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเดินไปสู่ชะง่อนผา!



