ข่าว

‘ศรีวราห์’ยัน‘เสี่ยหมื่นล้าน’ซุกเขมร

‘ศรีวราห์’ยัน‘เสี่ยหมื่นล้าน’ซุกเขมร

03 ธ.ค. 2557

ออกหมายจับอีก 2 นักธุรกิจนำเข้า-รถร่วมบริการจ้างวานเครือข่ายพงศ์พัฒน์อุ้มรีดเงินเหยื่อ‘ศรีวราห์’ยัน‘เสี่ยหมื่นล้าน’ซุกเขมร

              ความคืบหน้าการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ล่าสุดตำรวจ สน.พระโขนง ได้ออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหาหลังร่วมกับ 5 ผู้ต้องหาขบวนการอุ้มเคลียร์หนี้บุกอุ้มตัวผู้เสียหายไปเจรจาชำระหนี้ที่ติดค้าง กระทั่งผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.พระโขนง และสามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุไปแล้ว 5 คน


ออกหมายจับเพิ่มอีก 2 นักธุรกิจ

              ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ศาลจังหวัดพระโขนง อนุมัติออกหมายจับกุมนายปรีชา ดาราไตร อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/876 หมู่ 7 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. นักธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์มือสอง และนายไพเชษฐ์ เมธิสริยพงศ์ นักธุรกิจบริษัทรถขนส่ง และรถร่วมบริการ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102/1 หมู่ 9 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. ผู้ต้องหาร่วมกันหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป 

              ทั้งนี้ นายปรีชาเป็นผู้ว่าจ้างให้กลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 5 คนที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ไปอุ้มตัวนายวิทยา ปัญญาทวีกูล ลูกหนี้มาเคลียร์หนี้สินจำนวน ส่วนนายไพเชษฐ์ เป็นผู้ร่วมขบวนการที่พานายปรีชาไปติดต่อจ้างวานกลุ่มผู้ต้องหา 5 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และยังเป็นเจ้าของบ้านที่อุ้มนายวิทยาไปเจรจาด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาดำเนินคดี อย่างไรก็ตามมีรายงานระบุว่า ภายหลังศาลอนุมัติหมายจับ ทำให้นายปรีชาพอจะรู้ตัว โดยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายปรีชาได้ติดต่อมายัง สน.พระโขนง เพื่อขอเข้ามอบตัวเอง แต่ยังไม่ระบุวันเวลาหรือสถานที่ที่จะเข้ามอบตัวดังกล่าว

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลจังหวัดพระโขนงได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง นายปรีชาได้ติดต่อประสานมายัง สน.พระโขนง เพื่อขอเข้ามอบตัว แต่ยังไม่ระบุวันเวลาหรือสถานที่ที่จะเข้ามอบตัว


สน.วัดพระยาไกรหมายจับเพิ่มอีก 1

              นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวแจ้งอีกว่า เมื่อช่วงเย็นวันเดียวกันพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ขอศาลทหารอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 1 คน จากภาพเสก็ตช์คนร้ายเป็นชายไทยไม่ทราบชื่อจริง ชื่อเล่น "เจี๊ยบ" ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป

              เบื้องต้นทราบว่า นายเจี๊ยบ ถูกซัดทอดจากกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ว่า นายเจี๊ยบเป็นตัวกลางในการแนะนำ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีอาญาอื่นๆ ที่ยังหลบหนีให้รู้จักกับนายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหาในขบวนการอุ้มเคลียร์หนี้ โดยนายเจี๊ยบ เป็นคนนำเงินสดจำนวนหลายแสนบาทมาให้นายชากานต์ เพื่อเป็นค่าจ้างให้แก่แก๊งไกล่เกลี่ยหนี้ นอกจากนี้จากคำให้การของนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหาย ได้พูดถึงนายเจี๊ยบเช่นกัน โดยคาดว่าเป็นคนขับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด นำกลุ่มผู้ต้องหาไปหานายบัณฑิต ในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามตัวนายเจี๊ยบมาดำเนินคดีต่อไป


"ศรีวราห์" แฉก่อเหตุอีกที่ปทุมธานี

              วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลจังหวัดพระโขนงออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม 2 คน ได้แก่ นายปรีชา ดาราไตร เจ้าหนี้ และนายไพเชษฐ์ เมธีสริยะพงศ์ เจ้าของบ้านที่อุ้มผู้เสียหายไปเจรจา อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มผู้ต้องหายังกระทำผิดในท้องที่อื่นๆ เพราะพบข้อมูลระบุว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยก่อเหตุทวงหนี้ในลักษณะเดียวกับพื้นที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมที่ บช.น. หากพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหาจริง จะดำเนินคดีด้วย

              "ล่าสุด ได้รับข้อมูลว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่มีการแอบอ้างสถาบัน ข่มขู่ รีดไถ และอุ้มนักธุรกิจ เครือข่ายเดียวกันกับที่ก่อเหตุในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร และสน.พระโขนง โดยได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยข่มขู่ แอบอ้างสถาบัน บังคับไม่ให้ทำธุรกิจ มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท โดยทางตำรวจเตรียมเชิญตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำเพื่อขยายผลที่ บช.น." พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าว

              ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้เสียหายที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวมาสอบปากคำคือเสี่ยเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง ซึ่งประมูลจ่ายค่าสัมปทานจำหน่ายน้ำแข็งในตลาดไทอย่างถูกต้องเป็นเงินปีละ 24 ล้านบาท เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2556 แต่กลุ่มผู้ต้องหาได้บังคับให้เลิกกิจการ และนำพรรคพวกมาดำเนินการแทน โดยผู้เสียหายต้องยอมเลิกกิจการด้วยความหวาดกลัว


เผยเสี่ยหมื่นล้านหนีซุกเขมร

              พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจับกุมนายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีอาญาร้ายแรงอื่นว่า นายนพพรได้หลบหนีออกนอกประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เวลา 05.00 น. โดยเดินทางจากด่านบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ไปประเทศกัมพูชา ด้วยการเดินเท้าผ่านเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะเดินทางต่อไปประเทศที่สาม

              "ตำรวจได้จัดชุดสืบสวนติดตามจับกุมนายนพพร 3 ชุด คือ โดยให้ พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. เป็นหัวหน้าของศูนย์สืบสวน และให้ พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน บก.น.5 และชุดสืบสวน สน.วัดพระยาไกร เร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาหากเดินทางกลับมาในประเทศไทยให้จับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป" พล.ต.ท.ศรีวาร์ กล่าว


เผยชุดสืบสวนเร่งตามจับให้ได้

              ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณี ติดตามตัวนายนพพรว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนได้เร่งดำเนินการจับตัวนายนพพรมาดำเนินคดี ส่วนมูลเหตุตัวเงินจำนวน 120 ล้านบาทนั้น มาจากก่อนหน้านี้ นายนพพร และนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหายได้ร่วมลงทุนธุรกิจกัน ภายหลังนายบัณฑิตต้องการเงินที่ร่วมลงทุนคืน แต่นายนพพรต้องการจ่ายเงินคืนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงได้ต่อรองกัน และนายนพพรจึงได้เรียกใช้บริการกลุ่มทวงหนี้ดังกล่าว
      

โฆษกตร.เผยคืนเงิน120ล้านแล้ว

              เมื่อเวลา 20.00 น. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีเงิน 120 ล้านบาท ที่นายนพพร มีส่วนเกี่ยวข้องในการจ้างวานอุ้มผู้เสียหาย เพื่อลดหนี้ ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้ถูกอุ้มไปเพื่อเจรจาลดหนี้ และเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม หลังจากเกิดเหตุได้ประมาณ 1 เดือน นายนพพร ได้นำเงินจำนวน 120 ล้านบาท มาคืนให้กับผู้เสียหายแล้วทั้งหมด แต่ยังติดใจเอาความเรื่องที่ถูกอุ้มไปข่มขู่ที่ยอมไม่ได้อย่างแน่นอน จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งก่อนหน้าที่จะมีการออกหมายจับนายนพพรนั้น ทางตำรวจฝ่ายสืบสวนได้มีการเชิญตัวนายนพพร มาสอบปากคำไปแล้วครั้งหนึ่ง ในฐานะพยานในคดีดังกล่าวแล้ว ซึ่งในส่วนรายละเอียดเชิงลึก ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอาจทำให้เสียรูปคดี

              อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในวันที่สอบปากคำนายนพพรนั้น ได้เดินทางมาพร้อมทนายความ พร้อมให้การอ้างว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะมีการจ้างวานใครให้มาอุ้มผู้เสียหาย เพียงแต่เล่าสู่ในกลุ่มเพื่อนว่า เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น และก็มีคนมาติดต่อเสนอตัวว่า จะเคลียร์ปัญหาเรื่องนี้ให้ แต่ไม่รู้ว่าผู้ที่มาเคลียร์ปัญหาให้เป็นผู้ใด