ข่าว

ย้อนรอยทางรถไฟสายมรณะบทเรียนสงครามที่เหลือเพียงผู้แพ้

ย้อนรอยทางรถไฟสายมรณะบทเรียนสงครามที่เหลือเพียงผู้แพ้

04 ธ.ค. 2557

ย้อนรอยทางรถไฟสายมรณะบทเรียนสงครามที่เหลือเพียงผู้แพ้

              ทุกๆ ปี จ.กาญจนบุรี จะจัดงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควและงานกาชาดประจำปี โดยปีนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-7 ธันวาคม 2557 เพื่อเป็นการรำลึกถึงความโหดร้ายในประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของมวลมนุษย์

              สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา เกิดขึ้นปี พ.ศ.2484-2488 กองทัพญี่ปุ่นยกทัพเข้าไทยเพื่อเป็นฐานในการยึดครองเอเชียทั้งหมด ญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างทางรถไฟไปพม่าเริ่มจากสถานีหนองปลาดุก จ.ราชบุรี-กาญจนบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์เพื่อไปบรรจบทางรถไฟที่ญี่ปุ่นสร้างไว้ที่มะละแหม่งของพม่า ระยะทาง 412 กม.  แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะการสร้างเส้นทางสายนี้ได้ยุติลงที่สถานีน้ำตก

              ความยากลำบากในการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ มาจากสภาพภูมิประเทศ-อากาศ-สัตว์ป่าและโรคร้ายแรงมากมาย เชลยศึกที่ญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายนี้ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฮอลันดา รวมทั้งกรรมกรจากจีน มลายู อินเดีย ไทย ลาว ฯลฯ ล้มตายจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า "ทางรถไฟสายมรณะ"

              แม้แต่วงการฮอลลีวู้ดยังนำเหตุการณ์นี้ไปสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Rainway Man เพื่อให้มนุษยชาติได้ทบทวนและตระหนักว่า เหตุการณ์ที่ทารุณกับชีวิตด้วยกันแบบนี้ไม่สมควรจะเกิดขึ้นอีกไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม

              ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ลงพื้นที่สุสานทหารพันธมิตรดอนรัก หรือสุสานทหารสหประชาชาติ โดยได้สนทนากับปีเตอร์ เรสตัล และลี วัตฟอร์ด สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ โดยลี วัตฟอร์ด ระบุว่า มาท่องเที่ยวที่นี่และพบว่าเชลยสงครามมีคนที่นามสกุลเดียวกับเพื่อนบ้านของเขา บุคคลที่จากไปอาจเป็นญาติกับเพื่อนบ้านของเราก็ได้ จนรู้สึกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น มีความใกล้ตัวเขามากกว่าที่คิดไว้ ส่วนปีเตอร์ เรสตัล ระบุว่า ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 มาไม่น้อย ตอนแรกรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และชัยชนะ แต่เมื่อสัมผัสของจริงแล้วนั้นมันคือความเศร้าสลดเพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากต้องพลีชีพเพียงเพื่อความต้องการของผู้ที่มีอำนาจเบื้องบน

              แต่ในความเลวร้ายของสงครามนั้น มิตรภาพและไมตรีจิตที่มนุษย์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ยังไม่เสื่อมคลาย แม้จะต่างเชื้อชาติและภาษาก็ตาม   “บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรีและพ่อค้าคนสำคัญในตลาดปากแพรก ได้เสี่ยงชีวิตตัวเองและครอบครัวช่วยเหลือเชลยศึกแบบไม่คิดค่าตอบแทน จนได้รับรางวัลความดีงามมากมายจากนานาชาติที่สำนึกในความเมตตายามยากลำบาก จนได้รับสมญานาม "วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ" จากวีรกรรมที่นายบุญผ่องได้กระทำไว้

              ลำใย สิริเวชชะพันธ์ น้องสะใภ้ของบุญผ่อง ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตัวเองได้ประสบพบพาน และยังชี้ให้เห็นถึงเหตุผลลึกๆ ที่บุญผ่องได้กระทำไปว่า "ช่วงแรกไม่เคยทราบเลย พี่บุญผ่องไม่เคยเล่า แต่กรรมการจัดงานนิทรรทศการครั้งเเรกมาขอภาพที่บ้านไปจัดงาน จึงมอบให้ไปแบบงงๆ แล้วก็ตามไปดูก็เห็นหนังสือพิมพ์ต่างประเทศหลายฉบับมีภาพพี่บุญผ่อง จึงสอบถามแล้วรู้ว่า พี่บุญผ่องช่วยเชลยศึกไว้ในตอนนั้น จากนั้นจึงมีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่หลายเล่ม"

              ลำใย เล่าว่า บทเรียนจากสงครามโลกนั้น ไม่มีใครชนะ-แพ้ถาวร ทุกคนสูญเสียทั้งนั้น ระเบิดปรมาณู 2 ครั้งที่ญี่ปุ่นคนตายมากมาย แม้ไทยไม่ได้สู้กับฝ่ายอื่นโดยตรงก็ลำบาก แต่ต้องช่วยเหลือ สมัยนั้นพี่บุญผ่องเป็นนายกเทศมนตรีและเปิดร้านค้าขาย "บุญผ่อง แอนด์บราเธอร์" กลางตลาดเมืองกาญจน์ ตอนนั้นญี่ปุ่นต้อนเชลยปัญญาชนนานาชาติจากสิงคโปร์มาทางเรือและรถไฟ เพื่อสร้างทางรถไฟไปพม่า รวมทั้งจ้างแรงงานพื้นเมืองมาเพิ่ม เริ่มสร้างที่หนองปลาดุก มีการสร้างค่ายเชลยศึกมาก ญี่ปุ่นทำสัญญาซื้อขายผูกขาดกับร้านเรา บางครั้งก็เอาไปส่ง บางครั้งญี่ปุ่นส่งเชลยมาขนของ เชลยรู้ว่าพี่บุญผ่องพูดภาษาอังกฤษได้ จึงสื่อสารกัน

              "ตอนนั้นเมืองกาญจน์ไข้มาลาเรียแรงมาก ญี่ปุ่นไม่ให้ยาแก่เชลย โดยอ้างมียาน้อย พี่บุญผ่องจึงแอบส่งยาในเข่งอาหาร ตลอด 3 ปีครึ่งนั้น พี่บุญผ่องเสี่ยงตายมาก แต่หลังจากนั้นเชลยศึกและประเทศเหล่านั้นยกย่องสิ่งที่พี่บุญผ่องทำไว้อย่างมากมาย”

              บทเรียนจากสงครามนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจดจำ แต่มันเป็นสิ่งย้ำเตือนว่า สงครามนั้นไม่ควรที่จะเกิดขึ้นทั่วทุกตารางนิ้วบทพื้นโลกใบนี้