
บิ๊กตู่ถกผู้บริหารสื่อยันไม่ก้าวล่วง
บิ๊กตู่ถกผู้บริหารสื่อยันไม่ก้าวล่วง มอบพระพุทธเมตตาเสนานาถเป็นพุทธานุสติ เผยเตรียมเชิญหาสื่อสำนักเล็กหารือต่อ บวรศักดิ์ย้ำร่างรธน.ควรผ่านประชามติ
ที่สโมสรราชพฤกษ์ เมื่อเวลา 16.18 น.วันที่ 3 ธ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาเพื่อนัดพบปะพูดคุยกับผู้บริหารสื่อหนังสือพิมพ์ 16 ฉบับ อาทิ นายฐากูร บุญปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด มหาชน นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด และนายภัทระ คำภิทักษ์ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เป็นต้น เพื่อทำความเข้าใจ และชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล กับสื่อมวลชน โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือเสร็จสิ้นในเวลา 18.10 น. ผู้บริหารสื่อต่างทยอยกลับออกจากสโมสรราชพฤกษ์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้มอบพระพุทธเมตตาเสนานาถ ให้กับผู้บริหารสื่อที่เข้าร่วมพูดคุยในครั้งนี้คนละ 4 องค์ บรรจุอยู่ในกล่องอย่างดี ซึ่งพระพุทธเมตตาเสนานาถนั้นเป็นองค์พระที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมจัดทำสมัยยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2556
จากนั้นในเวลา 18.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การหารือครั้งนี้เป็นการหารือสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยตนได้อธิบายให้กับผู้บริหารสื่อถึงการเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่มีคสช. และจะเดินหน้าประเทศอย่างไร เราอยู่ในขั้นตอนไหน จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเดิมในอนาคตได้อย่างไร เราต้องช่วยกัน ในการทำอย่างไรให้ประชาชนปรองดองให้ได้ ส่วนเรื่องกฎหมาย ตนก็อธิบายว่าเป็นอย่างไร ซึ่งต่างก็มีความเข้าใจกันในเหตุผลทั้งหมด
ผู้บริหารสื่อได้ถามตนว่าจะปฏิรูปได้หมดหรือไม่ เพราะมีเวลาเพียงปีเดียว ตนก็ตอบว่า เป็นเรื่องที่เราวางพื้นฐานไว้ วันหน้าใครที่เป็นรัฐบาลทำตามนี้ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าเราตกลงกันไม่ได้ในวันนี้ การเลือกตั้งจะมีปัญหาเช่นเดิม
สำหรับสื่อที่ไม่ได้ถูกเชิญมาในครั้งนี้นั้น เนื่องจากเราขอเชิญสื่อสำนักใหญ่ก่อน โดยอาจจะมีการเชิญสื่อสำนักอื่นรอบต่อไปอีกครั้ง แต่ตนคงไม่พูดเองแล้ว อย่างไรก็ตามตนไม่ได้มีการตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อ และบอกว่าต่างคนต่างมีความคิดของตัวเอง ไม่อยากก้าวล่วงสื่อมวลชน และบอกกับผู้บริหารสื่อว่า ลูกน้องท่านน่ารักทุกคน เพียงแต่ตนอาจจะมีโมโหบ้างเป็นธรรมดา ดีดหูบ้างอะไรก็ว่าไป แต่ทั้งหมดนั้นตนรับรู้ในความห่วงใย ซึ่งการอธิบายสั้นๆ อาจจะทำให้ไม่เข้าใจ ซึ่งการหารือครั้งนี้เราพูดกันในทุกประเด็น ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ที่เรานำมาทำกับทุกๆ งาน เพื่อจะได้เดินหน้าประเทศโดยไม่ล้ม การใช้จ่ายต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่สร้างหนี้สาธารณะ
ผู้บริหารสื่อได้ถามตนว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าจะปฏิรูปอย่างไรให้สำเร็จ ตนตอบว่า ทำไม่สำเร็จครบทุกด้านหรอกเพราะมีเวลาแค่นี้ วันนี้เราทำทุกอย่าง วันนี้ต่างชาติก็มีความพอใจ ส่วนสื่อมวลชนแขนงใดที่จะออกนอกลู่นอกทางเราก็ต้องช่วยกันดูแล เขาฝืนโลกไม่ได้หรอก สื่อต้องไม่แยกกันเป็นพวกๆ ถ้าตนทำในสิ่งที่ดี ก็จะมาว่าไม่ดีไม่ได้ ที่ตนคิด คิดดีหมด ตั้งใจทำดีหมด ส่วนจะมีการไม่ดี ทุจริต ก็ต้องไปไล่ล่าฆ่าฟันกัน จะบอกว่าทั้งหมดไม่ดีก็ไม่ใช่ หรือจะดีหมดก็ไม่ใช่ แต่ความจริงมี 100 เปอเซนต์ นอกจากนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงการปฏิรูปสื่อแต่อย่างใด
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เราต้องการสร้างความเข้าใจเพื่อให้สร้างบรรยากาศปรองดอง ทุกคนไม่อยากทะเลาะกัน ไม่อยากเอาเรื่องการเมืองมาทะเลาะกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องกฎหมายก็ไปว่ากันด้วยกฎหมาย วันนี้ต้องมองว่ารัฐบาลหน้าจะอยู่อย่างไร ตนวางรากฐานว่าให้เป็นแบบนี้ แต่ถ้าเข้ามาแล้วจะทำแบบอื่นก็ช่วยไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยเป็นเช่นนั้น ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบของรัฐธรรมนูญว่าจะเลือกตั้งอย่างไร ถ้าทุกคนยอมรับกติกาว่ารัฐบาลหน้าจะอยู่กันด้วยความรักความสามัคคีไปอย่างนี้ ประเทศไปได้แน่นอน
"ผมไม่เคยไม่สบายใจกับการทำงานของสื่อ และรู้จักกันหมด เพียงแต่ให้เขามาเห็นตัวตนของผมอีกที เพราะก่อนหน้าที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจ รู้จักกันในฐานะ ผบ.ทบ. บรรดาผู้บริหารสื่อเขาก็รู้จักผมมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยคุยกัน เมื่อผมมีอำนาจแล้วเขาจะได้เห็นว่าผมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่บอกว่ามีความจริงจังมากขึ้น แบกความรับผิดชอบมากขึ้นมากกว่าที่เป็นผบ.ทบ. และให้สบายใจว่าไม่ได้ใช้ความคิดแบบทหารอย่างเดียว เพียงแต่ให้ทหารมาขับเคลื่อนให้ประเทศเดินหน้าเร็วขึ้นเพราะเวลาจำกัด แต่ตนใช้สติปัญญาจากทุกส่วนที่มีความรู้ทั้งด้านเศรษฐกิจก็มาหารือกันหมด" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าการหารือมีการพูดถึงประกาศคสช.ฉบับ 97 กับ 103 หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "ถ้าสื่อมวลชนไม่ทำอะไร ตนจะไปทำอะไรท่าน ทำไม ยังไม่ได้ทำอะไร มีแล้วจะเป็นอะไร รำคาญใจหรือ สื่อบางฉบับ ทุกวันนี้ไม่อ่านแล้ว พออ่านแล้วโมโห" นายกรัฐมนตรีกล่าว
“บวรศักดิ์”ย้ำร่างรธน.ควรผ่านประชามติ
ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เมื่อเวลา 18.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในงานสานเสวนาปฏิรูป “On the Path to Reform” ที่จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร ตอนหนึ่งว่า วันนี้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้รัฐประหาร ไม่ใช่ประชาธิปไตย เนื่องจากบางเรื่องไม่สามารถทำได้ในยุคประชาธิปไตย เช่น พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ที่ในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คงไม่ทำเพราะเกรงว่าอาจจะต้องเสียผลประโยชน์ ทั้งนี้เมื่อครั้งที่ตนเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2532-2533 มีการผลักดันกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้ออกมา จนกระทั่งมีการรัฐประหารแล้วมีการแต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี กฎหมายฉบับนี้จึงได้ออกมา ดังนั้นประเทศนี้จึงมีเรื่องประหลาดอยู่ เหมือนกับพระพุทธเจ้าเคยบอกว่าจากโคลนตมที่สกปรกอาจมีดอกบัวขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ตนไม่ได้หมายความว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งดี แต่ก็ต้องมาดูกันต่อ
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การจัดงานที่ให้มีเวทีพูดเรื่องทางปฏิรูป ก็ถือว่าเหมาะสมและสอดคล้อง พราะควรมาคุยกันว่าควรปฏิรูปอะไร อย่างไร ทั้งนี้เราควรรับฟังว่ามีอะไรดี แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตามต่างประเทศ หยิบยืมได้ แต่ไม่สามารถลอกมาใช้ทั้งหมด แต่มาดูว่าโลกเขาทำอะไรที่ดีๆบ้าง เพราะประเทศไทยก็คือประเทศไทย แล้วปรับให้เหมาะสมกับบริบทการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทย สำหรับความสำเร็จของรัฐธรรมนูญหรือการปฏิรูปของไทยเป็นสิ่งท้าทาย แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเราจะเปิดเวทีรับฟังที่เป็นกลางที่สุดและจะใช้หลักสถิติ ให้คนมาร่วมมากที่สุด ท้งนี้ถ้าตนมีอำนาจลิขิตได้ ก็อยากให้จัดทำประชามติว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนอยากใช้หรือไม่ เพราะผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจคือประชาชน แต่บังเอิญรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ให้อำนาจการทำประชามติอยู่ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ดังนั้นก็ต้องมารอดูกันต่อไป นอกจากนี้ การสื่อสารกับประชาคมระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น และควรเป็นการสื่อสารที่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่ากระทรวงการต่างประเทศจัดเวทีลักษณะนี้อีก โดยสามารถประสานกับสนช.ได้ ส่วนกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะจัดเช่นกัน



