ข่าว

‘ประยุทธ์’ชี้‘ปรองดอง’กับ‘นิรโทษ’คนละเรื่อง

‘ประยุทธ์’ชี้‘ปรองดอง’กับ‘นิรโทษ’คนละเรื่อง

02 ธ.ค. 2557

‘ประยุทธ์’ชี้‘ปรองดอง’กับ‘นิรโทษ’คนละเรื่อง บอกตัวเองจะพยายามเลิกนิสัยโมโห ‘วิษณุ’วอนผู้เสนอนิรโทษกรรมให้สุดกระบวนการ

                2ธ.ค.2557 ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวเชิญชวนประชาชนเนื่องในเดือนมหามงคลว่า ขอให้ทุกคนเป็นคนดี มีความรักความสามัคคี มองประเทศชาติเป็นหลักในการดำรงชีวิตด้วยความพอเพียง สร้างอนาคตให้ลูกหลานสามาถอยู่อย่างมีความสุข คนไทยทุกคนต้องคิดเช่นนี้

                "สำหรับผมก็ตั้งใจว่า ต่อไปนี้จะเลิกเป็นคนขี้โมโห จะเป็นคนพูดจาเพราะๆ ไม่พูดจาเสียหายไม่ไพเราะ ผมกำลังคิดและกำลังทำอยู่ ขณะเดียวกันน้องๆ นักข่าวเองก็จะไม่กวนโมโหอีกต่อไป” พลเอกประยุทธ์ กล่าว
       
                พลเอกประยุทธ์ กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความเห็นต่อกรณีที่เริ่มมีการพูดถึงการนิรโทษกรรม ว่า “ไม่กลัว เพราะผมไม่ได้เป็นคนพูด ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นเพราะไม่ได้พูด เป็นเรื่องของ สนช.ที่เขาพูดมา ไม่รู้ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นเพราะผมไม่ได้พูด”  เมื่อถามว่ากลัวว่าจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งหรือไม่ พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มี ไม่ขัดแย้ง”
       
                เมื่อถามว่าในขณะที่รัฐบาลเดินหน้าสร้างความปรองดองในชาติจำเป็นต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องการสร้างความปรองดองก็เป็นเรื่องหนึ่ง การนิรโทษกรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าทุกคนอยากจะปรองดองไม่ต้องเอาเหตุผลอะไรทั้งสิ้นมามันก็ปรองดองด้วยกันได้

                “อย่าปรองดองด้วยสาเหตุตรงนี้ตรงนั้น ผมคิดว่าถ้าจะปรองดองก็ปรองดองกันซะ นิรโทษกรรมก็ไปว่ามาทางกฎหมายก็ไปทำกันมา ผมไม่มีข้อคิดหรือข้อเสนอจากทางนี้ไปเลย ไม่ได้คิด เป็นการคิดกันเองเขาอาจจะคิดก็ได้ว่าการปรองดองต้องนิรโทษกรรมหรือเปล่า เป็นเรื่องของเขาคิดไปและผมไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายเขา”
       
                เมื่อถามว่าแต่เหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้งก็มีข้อเสนอว่าควรมีการนิรโทษกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ว่าไป อะไรคือการเมืองอะไรคือคดีทางอาญาก็ว่ากันมา การกระทำผิดทางอาญาหมายความว่ามีการทำให้เกิดความเสียหาย ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตาย ถ้าเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องของการประท้วงต่างๆก็ว่าไปซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวโยงก็ต้องไปหาข้อมูลกันมาโดยให้ทางกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการ
       
                พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงการเตรียมแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 3 เดือน ที่กำหนดในวันที่ 25 ธ.ค.ว่า ได้มีการเตรียมงานไว้แล้ว วันไหนก็วันนั้น “แต่ทุกวันนี้ก็พูดและแถลงข่าวทุกวันอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในการแถลงผลงานผมเองก็ต้องพูดอยู่แล้ว จากนั้นก็มอบหมายให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พูดบ้าง ที่ผ่านมาผมก็พูดมาโดยตลอด”

                เมื่อถามว่าในเดือนธันวาคมจะมีการลงพื้นที่ต่างจังหวัดอีกหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า เดือนธันวาคมค่อนข้างจะยุ่งๆอยู่ มีการประชุมระดับประเทศอีก 3-4  ครั้งและยังมีกำหนดที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วย แต่เดี๋ยวจะพิจารณาหาเวลาอีกครั้ง
       
                ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า “โฆษกรัฐบาลยังเป็นคนเดิม ท่านยังอยู่ ไม่มีการลาออก และทุกวันนี้ผมก็เป็นหัวหน้าทีมแถลงข่าวอยู่แล้ว”

 

นัด“บก.ข่าว”ทำความเข้าใจการทำงาน

              พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่า นายกฯได้แจ้งด้วยว่าวันพุธที่ 3 ธ.ค. เวลา 16.00 น. ได้เชิญบรรณาธิการข่าวและระดับผู้บริหาร 15-16 คน ร่วมพูดคุยและสร้างความเข้าใจการทำงานของปัจจุบันรัฐบาล โดยมีรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องร่วมพูดคุยด้วย ซึ่งรัฐบาลจะทำความเข้าใจการทำงานว่าทำอะไรอยู่ เพราะนายกฯเชื่อว่าบ้านเมืองเราจะไปได้อยู่ในความสำคัญของสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นผู้เผยแพร่ข่าวสาร หากภาคสื่อสารมวลชนเข้าใจการปฏิบัติงานของรัฐบาล เข้าใจสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และช่วยกันประคับประคองให้สถานการณ์เหล่านี้ดำเนินไปได้ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีที่สุดในการปฏิรูปบ้านเมืองและเดินไปสู่ประชาธิปไตย

              “แต่ถ้ารัฐบาลเพียรพยายามทำ แต่สื่อมวลชนระดับผู้บริหารไม่เข้าใจหรือคิดเห็นแล้วอาจสื่อความหมายไม่ตรงกัน การทำงานทุกอย่างก็ลำบาก ซึ่งนายกฯจะนำความตั้งใจจริงในการทำงานของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาไปเล่าให้ฟัง และมั่นใจว่าผู้บริหารทั้งหลายที่มีประสบการณ์ ผ่านงานต่างๆมามากมายจะช่วยกันประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองให้เดินต่อไปได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว


เชิญชวน“ปชช.-สื่อ”ดู“ทีวีรัฐสภา”


              พล.ต.สรรเสริญ  แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่า กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เชิญชวนให้คนดูทีวีรัฐสภา ที่มีการนำเสนอการพิจารณากฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะสื่อมวลชน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนสนใจ


 

“วิษณุ”วอนผู้เสนอนิรโทษกรรมให้สุดกระบวนการ


                นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมการร่างหมวดปรองดอง เสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ว่า เรื่องดังกล่าวสภาก็ดำเนินการเองได้ เพราะไม่ใช้กฎหมายการเงิน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้มาจากรัฐบาลแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกัน สภาอาจดำเนินการยากขึ้น ก็ต้องรอให้ถึงจุดนั้นก่อนแล้วค่อยมาคิดกันอีกครั้ง โดยวันนี้เป็นเพียงแค่อนุกรรมการชุดหนึ่งเสนอเข้ามา รัฐบาลยังไม่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวเลย และนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้แล้วว่าเรื่องนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คิดก็ให้ดำเนินการไป แต่บังเอิญว่าคนที่เสนอเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่ใช่สนช.

                “ตอนนี้ยังฟังไม่ได้ศัพท์ว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอในการปฏิรูปหรือเป็นข้อเสนอในการยกร่างรัฐธรรมนูญก็โยนหินมาหนึ่งก้อนถามทาง ช่วยโยนหินมาหลายๆ ก้อนหน่อย จะได้เข้าใจ ตอนนี้คงตอบไม่ได้ว่าการนิรโทษกรรมควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือออกเป็นกฎหมาย ต้องไปถามผู้เสนอมา และต้องเสนอมาให้สุดกระบวนการว่าจะนิรโทษใคร ทำเรื่องนี้เมือใด พร้อมทั้งเหตุผลในการเสนอว่าเป็นอย่างไร ถ้าเสนออย่างเป็นระบบก็อาจจะฟังขึ้นก็ได้” นายวิษณุ กล่าว


 

ชี้หากใช้ระบบเลือกตั้งเยอรมันจริงต้องทดลอง


                นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่3 เสนอให้การเลือกตั้งในประเทศไทยให้เหมือนระบบการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนี ว่า ตนได้ศึกษาระบบการเลือกตั้งของเยอรมันซึ่งมีข้อดี และข้อเสีย ซึ่งข้อดีทุกคะแนนจะมีความหมาย แต่ระบบเลือกตั้งของบ้านเราคะแนนบางส่วนไม่มีความหมาย และทุกภาคส่วนมีโอกาสที่จะรับเลือก ส่วนข้อเสียจะมีความยุ่งยากเราชินกับการเลือกตั้งที่คนได้คะแนนเป็นอันดับ 1 จะได้รับเลือก แต่ระบบของเยอรมันคนที่ได้ลำดับที่ 2 อาจจะได้รับเลือก ซึ่งทำความเข้าใจเรื่องนี้ยากมาก ทั้งนี้ จุดอ่อนอีกเรื่องคือการทำให้มีพรรคเล็กพรรคน้อยเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะมีโอกาสได้รับเลือก


                เมื่อถามว่าระบบของเยอรมันจะทำให้พรรคใหญ่เสียเปรียบหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เสียเปรียบ แต่ว่ามันต้องแบ่งเปรียบให้แก่พรรคเล็ก ถ้าคิดว่าเราสามารถทนความยุ่งยากตรงนี้ได้ ระบบเยอรมันถือว่าน่าสนใจ เพราะคล้ายกับระบบการเลือกตั้งของออสเตรเลีย ส่วนหากมีการตกลงว่าจะมีการใช้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็ยังมีเวลาอีก 1 ปีที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ อาจจะทดลองใช้ 1-2 พื้นที่ก่อนก็ได้

                เมื่อถามว่าจะต้องทำประชาพิจารณ์ก่อนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การทำประชาพิจารณ์ไม่เหมือนกับการทำประชามติก็สามารถทำได้ ไม่ยากอะไร สามารถลองกับกลุ่มไหนก็ได้