ข่าว

‘คืนทางเท้า’คนกรุงอย่าให้เป็น‘ไฟไหม้ฟาง’

‘คืนทางเท้า’คนกรุงอย่าให้เป็น‘ไฟไหม้ฟาง’

02 ธ.ค. 2557

‘คืนทางเท้า’คนกรุง อย่าให้เป็น‘ไฟไหม้ฟาง’ : ธนัชพงศ์ คงสาย สำนักข่าวเนชั่น

              จากการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารประเทศ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางโรดแม็พปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และภาคสังคม โดยนโยบาย “จัดระเบียบ” ทั่วกรุงเทพฯ เป็น 1 ในนโยบายด้านสังคมที่ คสช.ให้ความสำคัญ และสั่งตรงมายังหน่วยงานกรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้ดำเนินการเปลี่ยนโฉมเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน
ภายหลัง กทม.รับนโยบาย “คืนความสุขให้แก่คนกรุงเทพฯ” สู่การปฏิบัติผ่านไป 6 เดือนเต็ม ในการปูพรมจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่ แผงลอยบนทางเท้าในหลายพื้นที่การค้า ล่าสุดมีความคืบหน้าไปแล้ว 20 จุดสำคัญ แต่ยังมีการร้องเรียนจากผู้ค้า ทางกทม.จึงได้ผ่อนปรนขยายเวลาการขายบางพื้นที่ พร้อมนำกฎหมายมาบังคับใช้เป็น “นโยบายคู่ขนาน”

              ขณะเดียวกัน กทม.ได้กำชับเจ้าหน้าที่เทศกิจประจำการพื้นที่ต้องห้ามตลอด 24 ชั่วโมง หากพบผู้ค้ารายใดฝ่าฝืนจะเข้าจับกุมและเปรียบเทียบปรับตามอำนาจ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ในทันที

              ระหว่างนั้นได้ใช้ตลาดกทม. 4 แห่งเป็นพื้นที่รองรับผู้ค้าทั้งหมด ได้แก่ 1.ตลาดนัดธนบุรี (สนามหลวง2) เขตทวีวัฒนา 2.ตลาดรัชดาภิเษก(ตลาดพลู) เขตธนบุรี 3.ตลาดเทวราช เขตดุสิต และ 4.ตลาดราษฎร์บูรณะ เพื่อคืนทางเท้าให้เป็นพื้นที่สาธารณะของทุกคน ทำให้มีเสียงตอบรับด้านบวกจากคนกรุงได้พอสมควรว่า เป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากที่สุดของกทม.ในช่วงที่ผ่านมา

              เมื่อมองถึงปัญหาหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าพบว่าเป็นวงจรเกื้อหนุนจากคน 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้ค้าที่ยึดประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม 2.เจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ค้ากลุ่มแรก 3.เจ้าของอาคารที่สร้างแผงค้ารุกล้ำพื้นที่สาธารณะ และ 4.กลุ่มผู้มีอิทธิพล มาเฟีย นักการเมือง ที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ค้า ยึดพื้นที่ส่วนรวมเป็นพื้นที่ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

              สำหรับพื้นที่ 20 จุดสำคัญใน 13 เขต ที่กทม.รุกคืบเร่งจัดระเบียบหาบเร่ แผงลอย ภายหลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และเป็นพื้นที่สำคัญที่ภาครัฐต้องการจัดหน้าตาของมหานครใหม่ อาทิ ถนนราชดำเนินกลาง ริมคลองคูเมืองเดิม รอบพื้นที่ศาลฎีกา หน้าโรงพยาบาลศิริราช รอบตลาดนัดสวนจตุจักร หน้าศูนย์การค้าสยามสแควร์ เป็นต้น ?

              ส่วนพื้นที่ที่กทม.จะเข้าไปจัดระเบียบต่อไป 1.หน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน ปากซอยพหลโยธิน 33-35 เขตจตุจักร จุดนี้มีผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน 177 ราย จากนี้ กทม.กำหนดห้ามทำการค้าตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งสำนักงานเขตจตุจักรได้ประสานกับธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีอาคารสำนักงานอยู่ใกล้เคียง และมีพื้นที่ส่วนของตลาดนัดในปัจจุบัน เพื่อขอจัดสรรพื้นที่ให้ผู้ค้าบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน สามารถไปเช่าพื้นที่ขายในราคายุติธรรมได้

              2.หน้าบ้านมนังคศิลา ตลาดมหานาค เขตดุสิต จุดนี้มีผู้ค้าในจุดผ่อนผัน 175 ราย ก่อนหน้านี้กทม.ได้ยกเลิกจุดผ่อนผันไปแล้ว ทำให้ผู้ค้าได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้ตัดสินให้กทม.ชนะคดี แต่ผู้ค้าก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา หากเมื่อใดที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมาแนวทางใดแนวทางหนึ่ง กทม.จะกำหนดนโยบายในการจัดระเบียบพื้นที่นี้อีกครั้ง

              “วัลลภ สุวรรณดี” ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ที่ผ่านมา กทม.กับกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ลงพื้นที่จัดระเบียบอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ต้องการให้กทม.เข้ามาจัดระเบียบทางเท้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดระเบียบด้านการจราจรด้วย?

              “มือปราบหูดำ” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. มองถึงนโยบายการจัดระเบียบว่า ผลดำเนินการถือว่ามีความสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วกรุงเทพฯ พบว่ามีผู้เห็นด้วยกับนโยบายนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่ยังมีอีก 40 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นว่าการจัดระเบียบครั้งนี้จะไม่ยั่งยืน ส่วนปัจจัยความสำเร็จการจัดระเบียบเกิดจากกทม.ได้เอาจริง โดยออกข่าวตามหน้าสื่อมวลชนให้สังคมรับทราบ เพื่อเป็นแรงกดดันให้ผู้ค้าไม่สามารถต่อต้านได้

              ปัญหาการจัดระเบียบผู้ค้าแผงลอย เกิดจาก 4 ปัจจัย 1.ความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าแม่ค้า 2.เจ้าหน้าที่รัฐไปเอื้อประโยชน์ มีทั้ง เทศกิจ ตำรวจ ก็เลยเกิดปัญหา 3.กลุ่มที่หาผลประโยชน์ เช่น มาเฟีย 4.กลุ่มประชาชนอะลุ่มอล่วยให้สามารถให้ผู้ค้าขายของหน้าบ้านได้ ปัญหาจึงหมักหมมมาอย่างนี้ และแก้ปัญหาได้ยาก แต่ผู้ว่าฯ กทม.ได้บังคับการใช้กฎหมายจริงจัง และกวดขันการทำงานของเจ้าหน้าที่ของกทม. ถ้ามีหลักฐานว่ามีผลประโยชน์กับผู้ค้าจะให้ดำเนินคดีอาญาทันที หรือหากรู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องแต่ยังไม่มีหลักฐานก็ให้ย้ายออกจากพื้นที่ไป

              “จุดที่กทม.ผ่อนผัน มันไม่ใช่เป็นที่มรดกตกทอดนะ ไม่ใช่เป็นโฉนดที่ดินอยู่แล้วจะต้องอยู่ตลอดไป จุดไหนที่กทม.เคยให้เป็นจุดผ่อนผัน แต่สร้างความเดือดร้อน การจราจรติดขัด สร้างความเสียหายก็ยกเลิกได้ จุดไหนขายได้ก็ให้ขาย ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ขายทั้งหมด” พล.ต.ต.วิชัย ระบุ 

              ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนตามแนวทางการจัดระเบียบสังคม และจัดระเบียบหาบเร่ แผงลอย ทางเท้า และการยกเลิกจุดผ่อน ต้องการให้กวดขันอย่างเข้มงวด จริงจัง ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยให้ผู้ค้ากลับมาขายของในบริเวณดังกล่าวได้อีก ยืนยันว่าการจัดระเบียบหาบเร่ไม่ได้เป็นการรังแกผู้ค้า แต่เป็นการจัดพื้นที่ให้เป็นระเบียบ เพื่อคืนทางเท้าทางสัญจรให้แก่ประชาชน

              ขณะที่เสียงสะท้อนจากผู้ค้าหลายพื้นที่เห็นว่า อยากขอความเห็นใจจากกทม.สำหรับพื้นที่ค้าขาย ที่ผ่านมา ไม่ว่ากทม.จะมีนโยบายอะไร ทางผู้ค้าก็ให้ความร่วมมือโดยตลอด หากย้ายไปพื้นที่อื่นเกรงว่าจะไม่มีผู้ซื้อ จึงเป็นความเดือนร้อนของกลุ่มผู้ค้าส่วนหนึ่ง ผู้ค้าบางส่วนจึงต้องไปยื่นเรื่องขอความเห็นใจจากคสช. และส่วนหนึ่งคงไม่เดินทางไปทำการค้าในตลาดกทม.ทั้ง 4 แห่ง เนื่องจากเดินทางไม่สะดวก ทำให้ผู้ค้าหลายคนกำลังตัดสินใจหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับตนเองต่อไป

              “สำนักข่าวเนชั่น” ได้ลงพื้นที่ถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงสี่แยกคอกวัว พบว่าไม่มีการตั้งแผงขายสินค้า หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่ในช่วงวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน จะมีผู้ค้าสลากเดินค้าขายกันเป็นจำนวนมาก และมีผู้ค้ารายย่อยบางส่วนยังตั้งแผงค้ารุกล้ำพื้นที่ทางเท้าแต่มีจำนวนไม่มาก ส่วนบริเวณถนนข้าวสารผู้ค้าได้ถอยแผงค้าเข้ามาประชิดตัวอาคารอย่างเรียบร้อย เพื่อเปิดพื้นที่ทางเดินให้แก่ประชาชน และไม่พบแผงค้าบนผิวจราจร โดยมีเจ้าหน้าที่เทศกิจเดินตรวจตราความเรียบร้อยเป็นระยะ

              ทั้งหมดจึงเป็นไทม์ไลน์ 6 เดือนแรกกับแผนจัดระเบียบเมืองหลวงของกทม. ในช่วงโอกาสทองมีรัฐบาลเป็นแบ็กอัพชูธงปฏิรูปโครงสร้างบ้านเมืองทั้งหมด ซึ่งที่สุดแล้วหากรัฐบาลคสช.หมดภารกิจอีก 1-2 ปีข้างหน้า จะเป็นบทพิสูจน์อำนาจหน้าที่ของกทม. จะสานต่อนโยบาย “คืนทางเท้า” ได้นานหรือไม่ เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ดำเนินการมาทั้งหมดว่าไม่ใช่นโยบาย “เสียของ” สำหรับคนกรุงเทพฯ



ผลงานจัดระเบียบ 20 จุดใน 13 เขต

              1.ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร เป็นจุดแรกของการเริ่มจัดระเบียบวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งกทม.ได้กำหนดห้ามค้าขายตลอด 24 ชั่วโมง เดิมจุดนี้เป็นกลุ่มผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลกว่า 157 ราย กทม.ได้ขอให้ย้ายพื้นที่ขายไปยังสนามบินน้ำ หรือเข้าไปในซอยใกล้เคียง ห้ามขายบนทางเท้าเด็ดขาด

              2.ริมคลองคูเมืองเดิมและรอบพื้นที่ศาลฎีกา เขตพระนคร เป็นจุดค้าขายที่เคยได้รับการร้องเรียน มีกลุ่มคนเร่ร่อนและผู้ค้าเข้ามายึดพื้นที่เป็นจำนวน 1 พันราย ซึ่งกทม.ได้ให้ผู้ค้าทั้งหมดย้ายไปทำการค้าในพื้นที่รองรับที่ตลาดเอกชนถนนท่าดินแดง เขตคลองสาน ที่ตลาดสถานีขนส่งสายใต้เก่า เขตบางกอกน้อย และตลาดขนส่งสายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน

              3.ถนนสุขุมวิท 2 ฝั่ง ระหว่างซอยสุขุมวิท 1-21 เขตวัฒนา มีผู้ค้าในจุดผ่อนผัน 158 ราย นอกจุดผ่อนผัน 107 ราย และระหว่างซอยสุขุมวิท 2-14 เขตคลองเตย มีผู้ค้าในจุดผ่อนผัน 25 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถทำการค้าช่วงเวลา 10.00-24.00 น. กทม.ได้กำหนดเวลาขายใหม่เป็นช่วงเวลา 19.00-02.00 น.

              4.รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี มีผู้ค้า ในจุดผ่อนผัน 137 ราย ทำการค้าช่วงเวลา 06.00-24.00 น. โดยกทม.ได้อนุญาตค้าขายพื้นที่เดิม แต่ต้องอยู่ภายในเส้นที่กำหนดไว้เท่านั้น

              5.หน้าศูนย์การค้าสยามสแควร์ เขตปทุมวัน มีผู้ค้า 470 ราย เป็นผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน จากเดิมทำการค้า 2 รอบ รอบแรก 05.00-18.00 น. รอบสองทำการค้า 18.00-24.00 น. แต่กทม.ได้จัดระเบียบให้เลิกขายช่วงกลางวัน เหลือขายเฉพาะช่วง 19.00-02.00 น.เท่านั้น

              6.บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน มีผู้ค้ารวม 326 ราย เป็นผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน จุดนี้ ทำการค้าได้ 2 รอบ รอบแรก 06.00-15.00 น. กทม.จัดระเบียบให้ผู้ค้าตั้งแผงแนวเดียวชิดด้านใน รอบสอง 17.00-24.00 น. ให้ผู้ค้าตั้งแผงได้สองแนว แต่ต้องเว้นระยะช่องทางเดินตรงกลาง

              7.ถนนสีหบุรานุกิจ หน้าตลาดจตุจักร 2 เขตมีนบุรี มีผู้ค้า 374 ราย จากเดิมทำการค้าเวลา 07.00-02.00 น. กทม.ได้ยกเลิกการค้าทั้งหมด โดยให้ผู้ค้าย้ายไปในตลาดนัดจตุจักร 2 ที่อยู่ใกล้เคียง

              8.ถนนสุขุมวิทบริเวณปากซอยอุดมสุข เขตบางนา มีผู้ค้า 223 ราย เป็นผู้ค้าในจุดผ่อนผัน จุดนี้ทำการค้า 2 รอบ เวลา 05.00-23.00 น. และเวลา 18.00-02.00 น. โดยกทม.ได้ขีดเส้นกำหนดแนวตั้งขายให้ชัดเจน

              9.ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ มีผู้ค้า 488 ราย ทำการค้า 09.00-24.00 น. กทม.จัดระเบียบให้เลิกทำการค้าช่วงกลางวัน ให้ทำการค้าในช่วงกลางคืนช่วงเวลา 19.00-02.00 น. และให้เจ้าของอาคารรื้อส่วนต่อเติมที่ล้ำทางเท้าทั้งหมด

              10.รอบตลาดนัดสวนจตุจักร เขตจตุจักร มีผู้ค้า 559 ราย เป็นผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน ส่วนใหญ่ทำการค้าวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 06.00-21.00 น. กทม.ได้ยกเลิกการค้าทั้งหมดในพื้นที่โดยรอบตลาดนัดสวนจตุจักร

              11.หน้าวัดหัวลำโพง เขตบางรัก มีผู้ค้า 72 ราย เป็นผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน จากเดิมทำการค้า 07.00-02.00 น. กทม.จัดระเบียบห้ามขายช่วงกลางวัน แต่ให้ทำการค้าช่วงกลางคืนเวลา 19.00-02.00 น.

              12.ถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยอ่อนนุช เขตวัฒนา มีผู้ค้า 66 ราย เป็นผู้ค้าในจุดผ่อนผัน ทำการค้าช่วงเวลา 05.00-24.00 น. และเวลา 07.00-22.00 น. โดยกทม.ได้ขีดเส้นกำหนดแนวตั้งขายให้ชัดเจน

              13.หน้าโรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย มีผู้ค้า 72 ราย เป็นผู้ค้าในจุดผ่อนผันทำการค้าช่วงเวลา 06.00-20.00 น. และเวลา 18.00-02.00 น. กทม.จัดระเบียบให้ยกเลิกจุดผ่อนผันและให้เลิกทำการค้าทั้งหมด

              14.ถนนราชปรารภ ประตูน้ำ เขตราชเทวี มีผู้ค้า 602 ราย เป็นผู้ค้าในจุดผ่อนผัน ทำการค้าช่วงเวลา 10.00-24.00 น. กทม.ได้สั่งรื้อผ้าใบที่มีลักษณะเป็นอุโมงค์ และขีดเส้นกำหนดแนวตั้งขายให้ชัดเจน

              15.หน้าศูนย์การค้าบิ๊กซี ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน เป็นผู้ค้าในจุดผ่อนผัน 292 ราย ทำการค้าช่วงเวลา 05.00-23.00 น. กทม.ขีดเส้นกำหนดพื้นที่ขาย กวดขันให้ผู้ค้าปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขตามที่กทม.กำหนด และไม่ให้ตั้งวางล้ำผิวจราจร

              16.ริมคลองผดุงกรุงเกษม หรือตลาดโบ๊เบ๊ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีผู้ค้า 977 ราย เป็นผู้ค้ากลางวัน 342 ราย กลางคืน 635 ราย กทม.จัดระเบียบให้ผู้ค้ากลางวันตั้งแผงชิดริมคลองแนวเดียว 200 แผงค้า ค้าขายช่วงเวลา 09.00-15.00 น. ส่วนผู้ค้าที่เหลือให้ไปจับสลากขายช่วงกลางคืนแทน โดยช่วงกลางคืนให้ตั้งแผงได้สองแนวแต่ต้องเว้นช่องทางเดินตรงกลาง มีแผงค้า 660 แผง ค้าขายช่วงเวลา 23.00-05.00 น. ส่วนผู้ค้าอีก 177 ราย กทม.ได้จัดหาพื้นที่ในตลาดของกทม. หรือตลาดเอกชนที่ได้ประสานไว้

              17.ถนนสีลม เขตบางรัก มีผู้ค้า 850 ราย เป็นผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน แบ่งเป็นถนนสีลมขาเข้าจากแยกถนนพระราม 4 ถึงสีลมซอย 7 จากเดิมทำการค้าช่วงเวลา 05.00-14.00 น. จำนวน 144 ราย และกลางคืนช่วงเวลา 16.00-02.00 น.จำนวน 155 ราย รวม 299 ราย

              ส่วนถนนสีลมขาออก ตั้งแต่สีลมซอย 10 ถึงแยกพระราม 4 จากเดิมทำการค้าช่วงกลางวันเวลา 05.00-14.00 น. จำนวน 142 ราย และช่วงกลางคืนเวลา 16.00-02.00 น. จำนวน 409 ราย รวม 551 ราย กทม.ได้จัดระเบียบยกเลิกการค้าช่วงกลางวันทั้งหมด และให้ทำการค้าช่วงกลางคืนเวลา 19.00-02.00 น. เท่านั้น โดยนำร่องให้สีลมเป็นพื้นที่ถนนคนเดิน

              18.ถนนข้าวสาร เขตพระนคร มีผู้ค้า 273 ราย กทม. จัดระเบียบให้ค้าขายที่เดิม แต่ให้รื้อแผงค้าที่ยึดกับตัวอาคาร และให้เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคารรื้อโครงหลังคาเหล็กกันสาดที่ต่อเติมยื่นล้ำออกมาในที่สาธารณะทั้งหมด และห้ามตั้งแผงค้าล้ำผิวจราจรทั้งกลางวัน-กลางคืน

              19.ถนนบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน มีผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน 101 ราย จัดระเบียบโดยให้ผู้ค้าตั้งแผงค้าแนวชิดหน้าอาคาร

              20.ถนนหน้าพระลาน ถนนหน้าพระธาตุ และถนนมหาราชตั้งแต่ท่าช้างถึงท่าเตียน เขตพระนคร มีผู้ค้า 400 ราย กทม.จัดระเบียบห้ามทำการค้าตลอด 24 ชั่วโมง