ข่าว

ตีตราสื่อตีตรวนเสรีภาพ!

ตีตราสื่อตีตรวนเสรีภาพ!

02 ธ.ค. 2557

ตีตราสื่อ ตีตรวนเสรีภาพ! : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

              มีบางข้อเสนอที่เข้าใจง่าย และเชื่อว่าคงได้รับการสนับสนุนท่วมท้น คือการให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำอนุญาตจากองค์กรรัฐ เช่นเดียวกับอำนาจของเจ้าพนักงานการพิมพ์ ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 หรือการอนุญาตในนามองค์กรวิชาชีพสื่อเอง เช่นเดียวกับแพทยสภา หรือสภาทนายความ

              เพราะเมื่อสื่อทำหน้าที่โดยปราศจากความรับผิดชอบ ไม่ได้เป็นไปตามหลักการวิชาชีพ ก็สมควรจะมีการตีตรา บังคับให้อยู่ในกฎ ระเบียบ กติกา เมื่อมีการละเมิดก็พักหรือถอนใบอนุญาต ไม่ต้องมีกระบวนการ ขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน เบ็ดเสร็จในจุดเดียว

              แต่โลกไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น และการให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งไปจัดการสื่อตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมา นั่นคือการปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้ได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะความจริงที่ไปกระทบกับผู้มีอำนาจ

              อีกทั้งเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พูดอีกนัยหนึ่งคือ การมีใบอนุญาตประกอบอาชีพสื่อ คือเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการ “ควบคุม บังคับ” ให้สื่อต้องนำเสนอข้อมูล ข่าวสารตามที่พวกเขาต้องการ

              แน่นอนว่า อาจจะเป็นความกลัวที่ไร้เหตุผล เพราะถ้าองค์กรวิชาชีพมีดาบอยู่ในมือ มีอำนาจในการให้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาต แทนที่จะใช้มาตรการทางสังคม หรือโซเชียลแซงชั่น เช่นในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนบอกว่าไม่เห็นผลทางปฏิบัติ ไม่ทันใจใครหลายคน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาสื่อนอกแถว ที่องค์กรวิชาชีพที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการได้เลย

              บางคนบอกว่า ถึงแม้โดยโครงสร้างการกำกับ ดูแลกันเอง ภายใต้กฎหมาย เราสามารถที่จะออกแบบไม่ให้ “อำนาจภายนอก” เข้ามาแทรกแซง เช่นสภาทนายความ ถึงแม้จะมีตำแหน่งนายกสภาพิเศษ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นโดยตำแหน่ง ก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหา เพราะอำนาจเด็ดขาดควรอยู่ที่คณะกรรมการมารยาท หรือคณะกรรมการสภาทนายความที่จะให้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพ
 
              แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น

              ข้อโต้แย้ง เรื่องที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ ที่มาหากินในประเทศไทย ในกิจการเรื่องลิขสิทธิ์ สัญญาธุรกิจ และงานด้านกฎหมายของบริษัทข้ามชาติ ถือว่าจะต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 หรือไม่ กรรมการสภาทนายความเห็นว่า ควรต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติทนายความ แต่เมื่อที่ปรึกษากฎหมายอุทธรณ์ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คำวินิจฉัยกลับไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสภาทนายความที่จะวินิจฉัยความผิดตามพระราชบัญญัติทนายความได้

              ในห้วงเวลาเดียวกับที่สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระดมผู้คนในแวดวงวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาตินั้น ก็มีความพยายามที่จะตราข้อบัญญัติให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย โดยมีตัวแทนกรมประชาสัมพันธ์ กรมตำรวจ และสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่วมเป็นกรรมการสภา

              ในที่สุดที่ประชุมสมาพันธ์ได้ลงมติตัดข้อความความเป็นองค์กรอิสระออก โดยให้นำไปบัญญัติไว้ในหมวดที่ 5 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าด้วยหลักการพื้นฐานในการกำหนดนโยบายของรัฐ เพราะสื่อมวลชนต้องการให้องค์กรนี้เป็นอิสระจริงๆ ปราศจากการแทรกแซงของราชการและการเมือง

              ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กรนี้ ผมยังยืนยันว่า หลักการความเป็นอิสระของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ รวมทั้งสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยังสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด อย่างน้อยการยืนยันไม่ทำตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ องค์กรชั่วคราวในการเมืองไทย ที่สั่งให้สภาการหนังสือพิมพ์ฯ สอบสวนจริยธรรมองค์กรสมาชิก ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 108 ก็คือการตอกย้ำสถานะความเป็นอิสระขององค์กรวิชาชีพ

              แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ปฏิเสธถึงปัญหาความรับผิดชอบของสื่อมวลชนบางส่วน ที่ต้องนิยามกันให้ชัดก่อนตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป กับการไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อที่จะร่วมกำกับ ดูแลสื่อ

              นี่เป็นหนทางหนึ่งที่จะสร้างหลักประกันความรับผิดชอบของสื่อได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน