
'มาร์ค'หนุน'นายกฯ'ฟ้อง'ปู'
01 ธ.ค. 2557
'อภิสิทธิ์' หนุน 'ประยุทธ์' ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 'จำนำข้าว' จาก 'ยิ่งลักษณ์' เตือน ก.ม.นิรโทษกรรม ต้องไม่ทำให้ปัญหาซ้ำรอย
1 ธ.ค. 57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของนายแก้วสรร อติโพธิ และคณะ ที่ออกมาผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ทำให้ขาดทุน 5.19 แสนล้าน จากโครงการจำนำข้าว เนื่องจากเป็นความเสียหายส่วนรวมที่รัฐบาลดูแลแทนประชาชน ดังนั้นหากมีความเสียหายจริง มีการทำผิด ต้องเรียกค่าเสียหาย ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระของประชาชนที่เสียภาษี รัฐบาลก็มีหน้าที่ดำเนินการฟ้อง ไม่ควรละเลย ต้องไปดูข้อกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป เพราะโดยหลักการแล้ว คนที่สร้างความเสียหายต้องรับผิดชอบ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า คนที่ใช้อำนาจแทนประชาชน ทำความเสียหาย แต่ภาระกลับตกอยู่กับประชาชน ยิ่งรัฐบาลมีแนวคิดไปกู้เงินมาใช้หนี้ ภาระความเสียหายก็จะผูกพันไปยาว โดยในขณะที่กระทรวงการคลังมีการออกพันธบัตร 5 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระหนี้จำนำข้าว ตนคิดว่าไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้ทั้งหมด รัฐบาลต้องดูความเหมาะสม ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการผลักภาระให้อนาคต
"สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ 1. เรียกความเสียหายจากผู้ที่สร้างความเสียหาย 2 .บริหารการเงินการคลังให้เหมาะสม ความจริงตอนนี้เป็นโอกาสดีของรัฐบาลในแง่เศรษฐกิจ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่พยายามใช้ประโยชน์ เช่น ราคาน้ำมันดิบที่ถูกมากในขณะนี้ เพราะลดลง 30-40 เหรียญฯ แต่ไม่คืนกำลังซื้อให้กับประชาชน ไม่ดูโอกาสในการที่จะลดเรื่องภาระทางงบประมาณ ที่จะช่วยให้มีเงินไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แทนการไปกู้เงินเพิ่มเติม ที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ในความเป็นจริงขณะนี้ ตัวเลขที่เริ่มดีขึ้นกลับกลายเป็นการส่งออกที่กระเตื้องขึ้นมา จึงอยากให้รัฐบาลยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่าปัญหาเกิดจากเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่มาจากการขาดกำลังซื้อของประชาชน ผมจึงไม่เข้าใจนโยบายพลังงานที่เป็นอยู่ เพราะไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่เป็นการใช้โอกาสที่ราคาน้ำมันดิบถูกมาเก็บเข้ารัฐบาล หรือให้ผู้ประกอบการ แทนที่จะคืนกลับมาให้ประชาชน"
เตือน ก.ม.นิรโทษกรรม ต้องไม่ทำให้ปัญหาซ้ำรอย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง เพื่อความปรองดอง ว่า เรื่องนี้ตนได้แสดงความเห็นกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วว่า ทุกครั้งที่มีการใช้คำว่าปรองดอง มักเอามาบังหน้าเรื่องการนิรโทษกรรมการทุจริต ละเมิดชีวิตทรัพย์สินของบุคคลอื่น จนเป็นต้นเหตุของวิกฤตมาถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้ ต้องไม่ทำให้ปัญหาซ้ำรอย เมื่อมีการกำหนดเรื่องปรองดองเป็นหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างใหม่ ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนได้ฝากข้อคิดไปแล้วว่าต้องดูจังหวะสถานการณ์ที่มีความนิ่ง หากสถานการณ์ไม่นิ่ง จะเกิดคำถาม เช่น หากมีข้อเสนอนิรโทษกรรมย้อนหลัง ก็จะมีคำถามว่า คนที่ฝ่าฝืนกฎอัยการศึกในวันนี้ จะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ คนที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองในอนาคต จะได้รับการนิรโทษกรรมหรือเปล่า ถ้าได้รับการนิรโทษกรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับได้หรือไม่ เพราะจะทำให้การควบคุมสถานการณ์มีปัญหา แต่ถ้าไม่ให้ ก็จะเกิดเงื่อนไขเรื่องสองมาตรฐานขึ้นมาว่า ทำไมชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาได้ แต่ยกเว้นตามที่ คสช.ห้าม
"บ้านเมืองมีปัญหามาก ทำอย่างไรเราจะแก้ปัญหาส่วนรวมให้มีความมั่นคง ถ้าหยิบยกเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญหาปลีกย่อยนำไปสู่ความขัดแย้ง สุดท้ายเรื่องใหญ่จะไม่ได้ทำ แม้ว่าการนิรโทษกรรมจะเป็นเครื่องมือในกระบวนการปรองดอง แต่ขั้นตอนจะต้องเริ่มจากหลังการได้ข้อเท็จจริง มีข้อตกลงที่จะทำให้สถานการณ์หยุดนิ่ง จึงนำไปสู่เรื่องการนิรโทษกรรมที่มีขอบเขตชัดเจน แต่ของเราหยิบเรื่องนิรโทษกรรมก่อนทุกครั้งจนเป็นปัญหา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กำหนดเป็นประเด็นในอนาคตได้ และมีท่าทีจากกรรมาธิการยกร่าง ฯ ว่ามากที่สุดจะพูดถึงแค่องค์กร หรือกระบวนการในอนาคตมากกว่า ถ้าหยิบเนื้อหาสาระขึ้นมาจะเป็นความขัดแย้งที่เป็นปัญหาแน่ ผมจึงไม่ทราบว่าแนวคิดเรื่องนิรโทษกรรม จะกำหนดในรัฐธรรมนูญ หรือออกเป็นกฎหมาย ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการฯ ต้องให้คำตอบว่าจะทำอย่างไร แต่ถ้าเป็นการออกกฎหมาย คสช.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องให้คำตอบว่าจะทำหรือไม่"
ปัดตอบเห็นด้วยเลือก 'นายกฯ' ตรง - เลือกตั้งแบบเยอรมันหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนายกรัฐมนตรีโดยตรง ว่า ตนได้ให้ความเห็นกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ว่าขอให้ตั้งโจทย์ในภาพรวมให้ชัดว่าสภาพปัญหา คือ การไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหารได้ ดังนั้นข้อเสนอก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ไม่ใช่ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เพราะถ้าให้มีการเลือกผู้บริหารโดยตรง แต่ไม่ชัดเจนว่าเรื่องกลไกการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยสภา หรือฝ่ายอื่นจะเข้มแข็งอย่างไร ก็จะเป็นอันตรายทำให้มีการอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ทำให้การตรวจสอบยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้เลือกจากบัญชีรายชื่อ เท่ากับเป็นการรวบอำนาจไว้ที่คนกลุ่มเดียว แต่ไม่สามารถตอบคำถามที่เป็นปัญหาอยู่ได้ จึงขอให้กรรมาธิการฯ ได้พิจารณาออกแบบทั้งระบบ จึงจะตอบได้ว่า การเลือกฝ่ายบริหารโดยตรงจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งแบบเยอรมัน มีข้อดี 2 ประการ คือ 1. คะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายทุกคะแนนเสียงเป็นเป้าหมายที่ดี 2. สัดส่วนในสภาจะสะท้อนคะแนนเสียงประชาชนมากกว่าการเลือก ส.ส.เข้าไป แต่รายละเอียดจะมีความซับซ้อนพอสมควร จึงเห็นว่าต้องเริ่มต้นจากการบอกเป้าหมายของข้อเสนอแต่ละข้อก่อนว่า เสนอเพื่อแก้ปัญหาอะไร สอดคล้องกับเรื่องอื่นๆ หรือเปล่า
"ไม่ควรมีเป้าหมายว่าให้ทุกฝ่ายพอใจในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกฝ่ายพอใจ จึงต้องออกแบบทั้งระบบให้สอดคล้องกัน ถ้าออกแบบด้วยการหยิบข้อเสนอหนึ่งมาวาง แล้วเอาอีกข้อเสนอหนึ่งมาแปะ เอาอีกข้อเสนอหนึ่งมารวม แต่ระบบไม่สอดคล้องกัน ก็จะเป็นปัญหา ขาดเรื่องความสมดุลของโครงสร้างอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจของปัญหาการเมืองไทยมาโดยตลอด"



