ข่าว

แฉ!5เครือข่ายยักษ์'เจ้าหนี้นอกระบบ'

แฉ!5เครือข่ายยักษ์'เจ้าหนี้นอกระบบ'

01 ธ.ค. 2557

แฉ!5เครือข่ายยักษ์'เจ้าหนี้นอกระบบ' : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               จากกรณีที่ คสช.สั่งการตำรวจสืบสวนจับกุมขบวนการปล่อยเงินกู้นอกระบบ กวาดล้างแก๊งทวงหนี้ข่มขู่ทำร้ายลูกหนี้มาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดพร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อหนี้นอกระบบ แจ้งเบาะแสข้อมูลสาวถึงต้นตอขบวนการใหญ่ปรากฏผลปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจมีประชาชนเดือดร้อนที่ถูกกระทำจากผู้มีพฤติกรรมเหี้ยมโหดแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในทางสืบสวนสอบสวนเข้ามายังศูนย์ปราบปรามการทวงหนี้และปล่อยเงินกู้นอกระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อเนื่องเป็นจำนวนมากช่วยให้ตำรวจทำงานง่ายและรวดเร็วขึ้น                                 

               พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดเผยว่า หลังจากประชาสัมพันธ์ไปแล้ว 2 เดือนมีการแจ้งเบาะแสข้อมูลเข้ามาที่หมายเลข 1135 และ 1599 แล้ว 164 เบาะแสเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลายกรณีสอดคล้องกับข้อมูลการสืบสวนในทางลับของตำรวจที่ทำอยู่ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การสืบสวนในเรื่องนี้ค่อนข้างยากเพราะมีการอำพรางไปในรูปแบบของตั้งบริษัทมีสาขาเครือข่ายมากมายรวมทั่วประเทศกว่า 300 แห่งพรางออกไปในเรื่องของการขายผ่อนสินค้า การให้ยืมทองรูปพรรณหรืออย่างอื่น แต่แท้จริงแล้วปล่อยเงินกู้โดยตรงทำกันเป็นล่ำเป็นสันคิดดอกเบี้ยแพง 200-300 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

               "วิธีการคือติดป้ายโฆษณาตามตู้โทรศัพท์ สะพานลอย เสาไฟฟ้า เดินแจกนามบัตรตามบ้านชวนกู้เงินด่วนทันใจอนุมัติง่ายเร็ว แต่ไม่ได้บอกเรื่องดอกเบี้ยว่าเท่าไหร่เมื่อคนมากู้ถึงรู้ว่าดอกเบี้ยแพงมาก พวกนี้ทำเป็นขบวนการใหญ่เป็นระบบแบ่งหน้าที่ชัดเจนแต่ละบริษัทมีสาขาย่อยรวม 50-60 แห่งมีเครือข่ายในจังหวัดใหญ่ จากข้อมูลทางลับที่ตำรวจติดตามอยู่มีรายใหญ่ทั่วประเทศ 5 รายเป็นพลเรือนผู้กว้างขวางในพื้นที่ มีสาขามีค่าตอบแทนและผลประโยชน์จากการทวงหนี้ใช้คนในพื้นที่เป็นลูกมือง่ายต่อการติดตามเก็บดอกรายวัน ถ้าปล่อยเงินในจังหวัดใดจะมีคนอย่างน้อย 5-6 คนคอยเก็บเงินเช่นในจังหวัดหนึ่งมีการปล่อยกู้ใน 10 อำเภอจะต้องมีลูกน้องอยู่ในมือ 10-20 คนเป็นอย่างต่ำ" พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าว

               ตอนนี้เฝ้าเกาะติดพฤติกรรมรายใหญ่อยู่ในทางสืบสวนรู้ตัวว่า เป็นใครอยู่เบื้องหลัง แต่ในทางหาหลักฐานที่ผูกมัดยังสาวไปถึงตัวค่อนข้างยาก เพราะพวกนี้มีวิธีหลบหนีพรางไปในรูปแบบอื่น ที่ผ่านมาจับกุมได้เฉพาะผู้ทำผิดที่ไปข่มขู่ทำร้ายร่างกายและผู้ปล่อยกู้รายย่อยเท่านั้น ผู้ต้องหามักจะไม่ซัดทอดไปถึงผู้บงการสั่งการ จึงต้องใช้ความพยายามในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเอง ฉะนั้นท่านก็อย่าหลงระเริงเรากำลังทำอยู่วันหนึ่งอาจจะมีช่องทางที่เอาจนถึงตัวจนได้  อยากให้ผู้กู้มาให้ข้อมูลต่อตำรวจเพราะเอกสารสัญญากู้เงินและคำให้การเป็นหลักฐานสำคัญ หากผู้กู้หลายๆ คนมาเป็นพยานยืนยันเชื่อว่าศาลจะรับฟัง แต่ที่ผ่านมาผู้กู้กลัวไม่กล้ามาพบตำรวจไม่กล้าเป็นพยานกลัวจะมีภัยเพราะไปสมยอมกับเขา

               ทั้งนี้ แหล่งข่าวที่ติดตามด้านข้อมูลเชิงลึกของเครือข่ายเจ้าหนี้นอกระบบรายใหญ่ระดับประเทศให้ข้อมูลว่า กลุ่มนายทุน 5 รายใหญ่ที่ตำรวจกำลังติดตามพฤติกรรมอยู่นั้นส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ 1.เครือข่าย นาย ว.  2.เครือข่ายนาง บ. 3.เครือข่ายนาย ล.อุทัย 4.เครือข่ายกำนัน ว. และนาย ป. ขณะที่กลุ่มของนาย ว.บางส่วนถูกตำรวจ จ.ระยอง จับกุมได้แล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

               ปัจจุบันคนไทยไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน เป็นหนี้นอกระบบเพราะความเดือดร้อนจำเป็นไม่สามารถกู้ธนาคาร สถาบันการเงินได้จึงหันไปพึ่งพาเงินด่วนทันใจที่จ่ายง่ายจ่ายเร็วยอมตกเป็นลูกหนี้ดอกเบี้ยโหด จากข้อมูลผู้เป็นหนี้ไม่ใช่เฉพาะคนจนหาเช้ากินค่ำ ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ค้าเท่านั้นยังมีพนักงานบริษัท เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจและผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวบางรายเป็นหนี้นอกระบบเช่นกัน หลายรายถูกตามทวงหนี้ด้วยวิธีป่าเถื่อนทำร้ายร่างกายหรือทำให้เกิดความอับอาย
 
               นาย ก. (นามสมมุติ) อายุ 49 ปี เล่าว่า จ่ายดอกเบี้ยไปแล้วเกือบ 1 ล้านบาทในช่วงเวลา 1 ปีทั้งที่เงินต้นยังคงอยู่เริ่มจากการกู้ยืมเงินก้อนแรก 5 หมื่นบาท ติดต่อจากนามบัตรที่ได้รับแจก ได้เงินมาใช้จ่ายเป็นค่าแรงลูกน้องเพราะธุรกิจส่วนตัวที่ทำอยู่เริ่มแย่ไปไม่ไหวต้องหาเงินจ่ายดอกเบี้ยวันละ 2,000 บาท พอนานเข้าไปเอามาเพิ่มอีก รวมเป็นเงินต้น 3.5 แสนบาทจ่ายดอกวันละ 2.6 หมื่นบาท มันไม่ไหวจริงๆ จ่ายไปได้ไม่กี่วันก็ไม่มีให้ เขาก็มาทวงทั้งกลางวันกลางคืนดึกดื่นมาตะโกนด่าบ้างเขย่าประตูบ้างจนลูกเมียผวาไม่ได้หลับนอน อายข้างบ้านด้วย ลำพังตัวคนเดียวไม่เป็นไรสงสารลูกเลยหนีไปอยู่ที่อื่นและหนีไปเรื่อยจนสุดท้ายมาคิดได้ว่า หนีไปก็มีแต่ทุกข์เราเป็นหนี้ก็ควรต้องใช้เขาเพราะไปเอาเงินเขามาเลยไปปรึกษาผู้ใหญ่ที่นับถือให้ช่วยพูดกับเจ้าหนี้จนยอมให้ผ่อนเงินต้นที่เหลือหากย้อนกลับไปได้วันนั้นจะไม่ไปขอกู้เงินอย่างเด็ดขาด

               นาง ข. (นามสมมุติ) อายุ 54 ปี อดีตลูกหนี้ เปิดเผยว่า ตอนนั้นเดือดร้อนไปกู้เงินนอกระบบจำนวน 5,000 บาท จ่ายดอกวันละ 250 บาท ทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานได้ค่าจ้าง 300 บาท เหลือเงินกินใช้ในบ้าน 50 บาท รอบ 2 ปีที่ผ่านมาช่วงเป็นหนี้ต้องส่งดอกเบี้ยเหนื่อยมากเป็นความทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตกินไม่ได้นอนไม่หลับ สวดมนต์ภาวนาทุกวันให้เจ้าหนี้เห็นใจไม่มาทวง จากเงินก้อนแรกเพียง 5,000 บาท กลายเป็น 5 หมื่นบาท และเป็นแสนโดยไม่รู้ตัวเพราะไปเอาเจ้านั้นเจ้านี้มาโปะหมุนจ่ายไปมาเป็นลูกโซ่ไม่จบสิ้น สุดท้ายไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ขอประนีประนอมลดต้นลดดอก กัดฟันหาเงินผ่อนจ่ายจนหมดเป็นความเหนื่อยที่สุดในชีวิตและขอประกาศต่อจากนี้ไม่ขอเป็นหนี้ใครอีก

               ชัยรัตน์ แสงอรุณ ที่ปรึกษานักกฎหมายและทนายความองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน เห็นด้วยกับรัฐบาลเร่งออกกฎหมายทวงหนี้ไม่ให้เกิดความอับอาย ควบคุมพฤติกรรมของผู้ทวงหนี้ไม่ให้ทำผิดกฎหมายใช้กำลังทำร้ายร่างกายข่มขู่คุกคาม โดยเสนอให้เพิ่มบทลงโทษที่หนักขึ้น นอกเหนือจากการดำเนินคดีทางอาญา คนเป็นหนี้ก็ทุกข์ใจอยู่แล้วยังจะถูกคนของเจ้าหนี้ใช้วิธีการป่าเถื่อนรุนแรงทำร้ายอีก บางคนประจานทวงหนี้จากคนที่ไม่รู้เรื่องทำให้เกิดการกดดันและขวัญเสีย ที่ผ่านมาเคยมีลูกหนี้หลายคนฆ่าตัวตายหนีปัญหา อยากเห็นกฎหมายทวงหนี้ควบคุมเจ้าหนี้พฤติกรรมนอกรีตนอกรอยโดยกำหนดชัดเจนสิ่งต้องห้ามไม่เช่นนั้นสังคมจะยุ่งเหยิง

               ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยข้อมูลร้องเรียนทำร้ายร่างกายข่มขู่คุกคามจากการทวงหนี้เยอะมาก บางรายโดนทำร้ายขู่ฆ่า มีอยู่รายหนึ่งอุ้มภรรยาไปขัดดอกต่อหน้าต่อตาสามี คนพวกนี้เขาไม่กลัวกฎหมายเพราะเป็นพวกสีเทา ดังนั้น ผู้ที่ถูกกระทำอย่าไปยอมให้เขาทำร้ายฝ่ายเดียวต้องออกมาสู้มาให้ข้อมูลตำรวจ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะการทวงหนี้ด้วยวิธีทำร้ายร่างกายมันผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่รัฐต้องจัดการอย่างเด็ดขาด อย่าให้เขามาทำนาบนหลังคน เราต้องช่วยกันป้องกัน  มูลนิธิปวีณาฯ เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือเมื่อรับแจ้งจะมีเจ้าหน้าที่ไปดูแลพาไปแจ้งความดำเนินคดีและคุ้มครอง 24 ชั่วโมง มีการร้องขอเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิเข้ามาดูแลคุ้มครองพยานจนกว่าการดำเนินคดีจะเสร็จสิ้น ผู้ที่ถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกายสามารถร้องทุกข์มาได้ที่ 1134 มือถือ 08-1814-0244 หรือฮอตไลน์กระทรวงยุติธรรม หมายเลข 1300 ตลอดเวลา