
แบงก์รัฐขยับรับมือก.ม.ค้ำประกันใหม่
แบงก์รัฐขยับรับมือก.ม.ค้ำประกันใหม่ เล็งรื้อสัญญาเงินกู้-เรียกลูกหนี้วางหลักทรัพย์เพิ่ม : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน
ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... ว่าด้วย ค้ำประกัน และจำนอง ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปหมาดๆ และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปีหน้า เริ่มก่อให้เกิดความวิตกกังวลกับระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากสาระสำคัญของกฎหมายที่แก้ไขใหม่หลายมาตรา ซึ่งจะบังคับใช้แทนบทบัญญัติในประมวลแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบันนั้น จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่ไม่ใช่ลูกหนี้โดยตรงมากขึ้น ขณะที่สถาบันการเงินก็จะมีความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเช่นเดียวกัน จากการที่กฎหมายใหม่ลดทอนสิทธิเจ้าหนี้ในการบังคับหนี้จากผู้ค้ำประกันและผู้จำนองลงกว่าเดิมมาก
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เตรียมจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากที่ ธปท.ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรไม่ให้กฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ธนาคารของรัฐเองก็กำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎหมายใหม่เช่นเดียวกัน
ออมสินเล็งปรับสัญญาเงินกู้ใหม่
นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้ความเห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่เกี่ยวกับการค้ำประกันและการจดจำนองจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของแบงก์อย่างแน่นอน จึงกำชับให้ฝ่ายกฎหมายเร่งศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายอย่างละเอียด รวมทั้งให้ไปดูว่าจะมีผลกระทบต่อลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแบงก์อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคาร เช่น โครงการธนาคารประชาชนที่ปล่อยกู้ให้พ่อค้าแม้ค้านั้น น่าจะเกือบ 100% ที่ใช้บุคคลค้ำประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคาร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กู้เงินวงเงินไม่สูงนักและไม่มีหลักทรัพย์อื่นมาค้ำประกัน
หากพิจารณาภาพรวมน่าจะมีกลุ่มลูกค้าที่เข้าข่ายใช้บุคคลค้ำประกันในการขอสินเชื่อประมาณ 25-30% หรือเป็นเงินเกือบ 5 แสนล้านบาท ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคาร ที่มีอยู่ 1.8 ล้านล้านบาท จึงต้องดูว่าสัญญาเดิมจะมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขสัญญาเงินกู้ใหม่หรือไม่เพื่อไม่ให้แบงก์ได้รับผลกระทบกรณีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ต้องมีการอบรมฝ่ายสินเชื่อของธนาคารเพื่อให้ปรับกระบวนการทำงานใหม่ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังพอมีเวลา รวมทั้งในอนาคตการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ๆ คงต้องคำนึงถึงข้อกำหนดในร่างกฎหมายใหม่ด้วย โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้ค้ำประกันที่แบงก์คงไปบังคับชำระหนี้แทนลูกหนี้เหมือนเดิมไม่ได้ ดังนั้น แนวทางดำเนินงานต่อไปคงต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น และถือว่าสอดคล้องกับนโยบายที่เคยคิดไว้ว่าจะหันไปปล่อยกู้ลูกหนี้ที่มีหลักประกันมากขึ้น และใช้คนค้ำประกันน้อยลง หรืออาจปรับให้ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วมในสัญญาด้วย เป็นต้น ซึ่งแบงก์ต่างๆ น่าจะปรับตัวไปตามแนวทางนี้เช่นกัน
“กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น ทำให้แบงก์ต้องปรับตัวให้สอดรับกับกฎหมายใหม่ คาดว่าน่าจะปรับตัวได้ทันกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารอยู่แล้วที่จะปรับการให้สินเชื่อจากใช้คนค้ำเป็นมีหลักประกันมากขึ้น แต่ยืนยันว่าแบงก์จะไม่เข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้น แต่อาจจะปรับกระบวนการพิจารณา โดยอาจจะต้องดูความสารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรายย่อยที่กู้ไปทำมาค้าขายอยู่แล้วและเป็นหน้าที่ของแบงก์ในการช่วยให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสินเชื่อของธนาคาร” นายธัชพลกล่าว
ธ.ก.ส.ไม่กังวลชาวนาเป็นลูกหนี้ร่วม
ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเร่งตรวจสอบร่างกฎหมายใหม่อย่างละเอียด เพื่อดูว่าจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่มองว่าน่าจะมีผลต่อการให้สินเชื่อกับเกษตรกรไม่มากนัก เพราะปกติสินเชื่อของลูกค้าที่เป็นเกษตรกรจะใช้ระบบค้ำประกันกลุ่มไขว้กันไปมา ซึ่งทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเป็นทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกันเรียกว่าว่าสัญญารับรองรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งเป็นสินเชื่อหลักของธนาคารอยู่แล้ว
ส่วนที่จะได้รับผลกระทบน่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใช้บุคคลค้ำประกันรายบุคคล เช่น โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่ธนาคารดำเนินการไปก่อนหน้านี้ และการให้สินเชื่อสำหรับบุคลากรภาครัฐหรือสินเชื่อสวัสดิการ ซึ่งรวมกันแล้วน่าจะมีประมาณ 25% ของพอร์ตสินเชื่อรวม 1.2 ล้านล้านบาท ส่วนนี้ยอมรับว่าคงต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะน่าจะมีผลกระทบในทางปฏิบัติไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ หากมีปัญหาเชื่อว่ากระทรวงการคลังน่าจะหาทางออกให้แบงก์รัฐ โดยในเร็วๆ นี้เข้าใจว่าน่าจะมีการหารือกับธปท. ในเรื่องดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อในภาพรวม ซึ่งอาจส่งผลต่อการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อยและมีผลต่อระบบเศรษฐกิจตามมา
"ในหลักการทำงานของ ธ.ก.ส.จะเน้นให้กลุ่มสมาชิกค้ำประกันและช่วยเหลือกันอยู่แล้ว หากมีปัญหาก็ต้องช่วยกันแก้ไข และหากรายใดมีปัญหาจริงจะเน้นเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้ามากกว่าจะไปไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำประกันอยู่แล้ว หากจะมีก็เป็นกรณีที่ลูกหนี้เสียชีวิตหรือติดต่อไม่ได้เช่นย้ายถิ่นฐาน ซึ่งที่ผ่านมามีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์และไม่ค่อยย้ายที่ทำกิน จึงมองว่าในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการให้สินเชื่ออาจไม่กระทบมากนัก แต่ธ.ก.ส.ก็ต้องปรับการทำงานหรือจัดทำสัญญาเงินกู้ให้สอดรับกับกฎหมายใหม่ด้วย" นายลักษณ์กล่าว
เอสเอ็มอีแบงก์เน้นใช้อสังหาฯค้ำ
ขณะที่นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า กฎหมายแพ่งดังกล่าว ไม่น่าจะผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร หรือหากจะกระทบก็มีผลน้อยมาก เพราะการปล่อยสินเชื่อของเอสเอ็มอีแบงก์ไม่ได้มีความซ้ำซ้อนหรือมีธุรกรรมที่หลากหลายเหมือนแบงก์พาณิชย์ทั่วไป
“การปล่อยสินเชื่อของธนาคารทำแบบง่ายๆ หากเป็นกลุ่มที่วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายเล็กๆ อย่างโอท็อป เอสเอ็มอีตามต่างจังหวัดที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็จะใช้ บสย.เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารมีข้อตกลงหรือเซ็นเอ็มโอยูไว้แล้ว แต่หากเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดกลางขึ้นมา หรือวงเงิน 15 ล้านบาทขึ้น จะต้องเรียกหลักทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกัน อาจเป็นของเจ้าของกิจการเอง จึงไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลค้ำประกันเพิ่มเติม เพราะส่วนใหญ่มูลค่าของอสังหาฯจะคลอบคลุมวงเงินที่ปล่อยกู้อยู่แล้ว หากลูกค้ามีปัญหาการชำระหนี้สามารถยึดหลักประกันและนำมาขายทอดตลาดได้ต่อไป” นางสาลินีกล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าสาเหตุที่แบงก์พาณิชย์มีความกังวล เพราะมีการทำธุรกรรมที่หลากหลาย เช่น การค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงิน (แอลซี) การที่ลูกค้าไปยื่นซองประมูลรับงานก่อสร้างกับภาครัฐ หากมีปัญหาอาจจะกระทบแบงก์ด้วย เป็นต้น แต่เอสเอ็มอีแบงก์ไม่มีธุรกรรมอื่นๆ นอกจากให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอีเท่านั้น จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบและไม่จะเป็นต้องเข้มงวดการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้นแค่ทำไปตามกระบวนการที่วางไว้ก็เพียงพอแล้ว
บสย.สบช่องดึงแบงก์ใช้บริการ
นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ความเห็น ว่า หากร่างพ.ร.บ.แพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องการค้ำประกันและการจดจำนอง มีผลบังคับใช้ ทางบสย.ก็กังวลว่าจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขยาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยิ่งขึ้น
"เราให้ฝ่ายกฎหมายมานั่งดูว่ามีส่วนใดบ้างที่จะมีผลกระทบ ซึ่งในส่วนของ บสย. ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เป็นห่วงเอสเอ็มอีมากกว่า เพราะเชื่อว่าแบงก์พาณิชย์จะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าแบงก์ก็อยากเสนอให้มีการปรับแก้กฎหมายฉบับนี้ แต่มองว่าการแก้ไขหลังจากนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย" นายวัลลภ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่แบงก์กังวลเรื่องการปล่อยกู้น่าจะเป็นประโยชน์กับบสย.มากขึ้น โดยหลังจากนี้ บสย.จะเข้าไปหารือกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เพื่อเชิญชวนให้มาใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีแทนการใช้ตัวบุคคลในการค้ำประกัน โดย บสย. พร้อมจะทบทวนเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกให้หากไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย เพื่อให้ธนาคารต่างๆ หันมาใช้บริการกับทางบสย.มากขึ้น เพราะต้องการให้เอสเอ็มอีมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการกู้เงินของเอสเอ็มอีในปัจจุบันพบว่าประมาณ 30% ต้องใช้ระบบค้ำประกัน
"พ.ร.บ.ดังกล่าว อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์หันมาใช้บริการ บสย. มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะบสย. เป็นองค์กรของรัฐบาล และมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินให้ธนาคารชัดเจน หากเกิดเป็นหนี้เสีย และจ่ายเงินเร็วภายใน 30 วัน ขณะที่บสย.ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงเพิ่ม เนื่องจากมีการตั้งสำรองไว้ครบถ้วน และร่วมรับผิดชอบกับแบงก์พาณิชย์ไม่เกิน 18% โดย บสย.พร้อมเปิดช่องเป็นข้อตกลงพิเศษร่วมกับแบงก์พาณิชย์ เพื่อจูงใจให้เข้ามาใช้บริการเรามากขึ้น เช่น อาจระบุประเภทของสินเชื่อหรือทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะง่ายกว่าการที่แบงก์จะไปเรียกเอาหลักประกันเพิ่มจากลูกค้า" นายวัลลภกล่าว
คลังมองได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีเวลาให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปรับประมาณตัว 90 วัน และจะไม่มีผลย้อนหลังไปยังสัญญาเงินกู้ที่ได้ทำไว้แล้ว ซึ่งการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นประโยชน์มากกว่าจะมีผลกระทบ เช่น 10 ประเด็นอาจจะมีเพียงเรื่องเดียวที่มีผลเสีย หรือเป็นประเด็นธนาคารพาณิชย์มีความกังวล เช่น กรณีปรับโครงสร้างหนี้ หากผู้ค้ำประกันไม่มาลงนามด้วยถือว่าผู้ค้ำประกันไม่มีภาระต้องร่วมรับผิดด้วย ทำให้แบงก์ค่อนข้างกังวลเรื่องนี้มาก
"มองว่าการแก้ไขกฎหมายค่อนข้างสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งผู้กู้เงินและผู้ค้ำประกัน เช่น กรณีการกู้เงินหากไม่กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เมื่อเกิดปัญหาหนี้เสียแล้วลูกหนี้หนีไป เมื่อธนาคารไม่ดำเนินคดีให้แล้วเสร็จตามเวลาอันเหมาะสม ปล่อยเวลาให้นานออกไปจนทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนไปกระทบหลักประกันเพิ่ม เช่น กู้เงิน 100 ล้านบาท หลักประกัน 1 พันล้านบาท หากเจรจาหนี้ได้เร็ว สามารถขายหลักประกันชำระหนี้ได้เร็วภาระหนี้ก็จบ แต่หากปล่อยให้เวลานานออกไป หลักประกันพันล้านจะต้องถูกยึดจากภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่บานปลายออกไป เป็นต้น" นายกฤษฎากล่าว
ขณะที่ในส่วนของแบงก์รัฐไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เพราะดำเนินงานตามนโยบายของภาครัฐและมีการป้องกันความเสี่ยงอยู่แล้ว หรือหากเสียหายรัฐก็เป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายให้ ส่วนการผลักดันให้เกิดนาโนไฟแนนซ์ที่น่าจะออกมาในเร็วๆ นี้นั้น เป็นการปล่อยกู้ของบริษัทเอกชนที่ตั้งขึ้นและไม่น่าจะต้องมีคนค้ำประกันเงินกู้ เพราะเป็นวงเงินไม่สูงมากและมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงครอบคลุมความเสี่ยงในการปล่อยกู้อยู่แล้ว



