ข่าว

'ดีเอ็นเอ' มัดเด็กปั๊ม ฆ่าข่มขืนจนท.สตง.

'ดีเอ็นเอ' มัดเด็กปั๊ม ฆ่าข่มขืนจนท.สตง.

30 พ.ย. 2557

'ดีเอ็นเอ' มัดเด็กปั๊ม ฆ่าข่มขืนจนท.สตง. : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                            ช่วงสายของวันที่ 22 มกราคม 2553 ผู้ที่สัญจรผ่านถนนสายโพธิ์ทอง-ท่าช้าง-สิงห์บุรี บริเวณใกล้วิทยาลัยการอาชีพโพธิ์ทอง พื้นที่หมู่ 3 ต.บางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ต้องเจอภาพเหตุการณ์สลด เมื่อต้องพบกับร่างไร้วิญญาณของหญิงวัย 43 ปี ถูกคนร้ายฆ่าตายแล้วนำศพมาทิ้งไว้บริเวณริมคลองชลประทาน ห่างจากถนนสายนี้ไม่กี่เมตร
 
                            ร.ต.ท.วันชาติ นุ่นงาม ร้อยเวร สภ.โพธิ์ทอง (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) ได้ประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ผู้เสียชีวิตอยู่ในสภาพนอนหงาย สวมกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อสีชมพูลายดำ ไม่สวมรองเท้า ที่เบ้าตาซ้ายปูดบวมเขียวช้ำ มีรอยช้ำที่ต้นคอ กกหูทั้งสองข้าง รวมถึงที่ข้อมือขวา เล็บมือนิ้วก้อยด้านขวาหักมีเลือดไหล ในซอกเล็บมีเนื้อเยื่อติดอยู่ จึงเก็บไว้เพื่อนำไปผ่านกระบวนการตรวจสอบดีเอ็นเอ เพราะเชื่อว่าเนื้อเยื่อดังกล่าวจะเป็นของคนร้าย ที่เกิดจากการต่อสู้ โดยสภาพศพที่พบคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ห่างจากจุดพบศพไม่มากนักพบรอยลากจากริมถนนลงไปยังริมคลองชลประทาน 
 
                            ตำรวจได้ส่งศพไปผ่าพิสูจน์อย่างละเอียด พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สำคัญคืออสุจิในช่องคลอดของผู้ตาย ซึ่งจากร่องรอยที่พบบนศพรวมถึงบาดแผลสันนิษฐานได้ว่าผู้ตายน่าจะถูกฆ่าข่มขืนจากจุดอื่นแล้วนำศพมาทิ้งเพื่ออำพรางคดี
 
                            อสุจิ และเนื้อเยื่อที่พบในร่างของผู้ตายถูกนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อเทียบกับผู้ต้องสงสัยหากมีการจับกุมในภายหลัง ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้มัดตัวคนร้ายเพื่อให้ดิ้นไม่หลุด
 
                            ต่อมาตำรวจตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยจอดทิ้งไว้ริมถนน หมู่ 5 ต.บางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง ห่างจากจุดพบศพประมาณ 2 กิโลเมตร โดยจอดทิ้งไว้ตั้งแต่เวลาประมาณ 04.30 น. คืนวันที่ 21 ต่อเนื่อง 22 มกราคม 2553 จึงไปตรวจสอบพบเป็นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า โซลูน่า วีออส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ชง 7253 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในลักษณะเสียหลักล้อรถด้านซ้ายตกลงไปข้างไหล่ทางจนไม่สามารถขับเคลื่อนได้และพบว่ากุญแจรถยังเสียบคาอยู่
 
                            ภายในรถยนต์คันนี้มีเสื้อสูตรผู้หญิงสีดำคลุมที่เบาะคนขับ รองเท้าผู้หญิง 3 คู่ สลิปใบฝาก-ถอนเงิน ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย 4 ใบ โดยใบล่าสุดถอนเงินจำนวน 1 หมื่นบาทและพบเศษหญ้าจำนวนหนึ่ง ที่กระโปรงท้ายรถพบโน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง กระเป๋าเครื่องสำอาง และกระเป๋าเอกสารการศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขา จ.ลพบุรี และเอกสารต่างๆ ส่วนนอกตัวรถมีคราบสีดำติดอยู่ 
 
                            เอกสารที่พบภายในรถ เมื่อนำไปเทียบเคียงกับผู้ตายที่พบก่อนหน้านี้แล้วยืนยันได้ว่า รถคันนี้เป็นของผู้ตาย โดยในหลักฐานดังกล่าวระบุยืนยันตัวบุคคลไว้ชัดเจน ทำให้ทราบว่าผู้ตายรายนี้มีบ้านพักอยู่ในย่านพญาไท กรุงเทพมหานคร และเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภูมิภาค 1 จ.พระนครศรีอยุธยา 
 
                            หลักฐานที่พบภายในรถยนต์ดังกล่าว กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่ทำให้ตำรวจขยายผลจนทราบว่า ผู้ตายเป็นภรรยาของทนายความมีสำนักงานอยู่ที่เขตพญาไท แต่พักอยู่กับบิดาและน้องสาวใน จ.ลพบุรี โดยเมื่อคืนวันที่ 21 มกราคม 2553 ได้โทรศัพท์ไปบอกกับสามีว่าจะไปนอนค้างกับบุตรที่หมู่บ้านนวนคร จ.ปทุมธานี จากนั้นขับรถออกจากบ้าน กระทั่งกลายเป็นศพ
 
                            ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของผู้ตายก่อนเสียชีวิต กระทั่งทราบว่า ผู้ตายน่าจะเดินทางมาหาทหารเกณฑ์รายหนึ่ง จึงได้เชิญตัวมาสอบสวน ซึ่งผู้ต้องสงสัยรายนี้ยอมรับว่าคบหากับผู้ตายอยู่แต่ไม่ได้เป็นคนฆ่า ตำรวจได้นำตัวทหารเกณฑ์รายนี้ไปผ่านกระบวนการตรวจสอบดีเอ็นเอเทียบเคียงกับดีเอ็นเอที่พบในร่างของผู้ตาย รวมถึงคราบเลือดที่ประตูด้านซ้ายของรถยนต์ และพวงมาลัยรถของผู้ตาย แต่ปรากฏว่าไม่ตรงกัน ตำรวจจึงปล่อยตัวทหารเกณฑ์รายนี้ไป
 
                            ตำรวจได้เริ่มต้นตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของผู้ตายอย่างละเอียดอีกครั้งพบว่า ในวันเกิดเหตุมีการเข้าไปพักในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 7 ต.อ่างแก้ว อ.โพธิ์ทอง โดยเข้าพักที่ห้องหมายเลข 304 โดยมีนายรุ่ง เครือแก้ว ชาวลาว ซึ่งเป็นบุตรชายของพนักงานของโรงแรมม่านรูดเป็นผู้เปิดห้องพักให้ 
 
                            ตำรวจได้ติดตามหาตัวนายรุ่ง เพื่อมาสอบถามแต่กลับไม่พบตัว จึงเชิญมารดามาสอบสวนแทนจนทราบว่า นายรุ่ง ทำงานที่ปั๊มน้ำมันปิโตรนาส หมู่ 6 ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันเกิดเหตุได้มาเยี่ยมพ่อแม่และช่วยทำงานบริการเปิดห้องพักให้คนตายเข้าพัก
 
                            ตำรวจใช้เวลานานกว่า 6 เดือน ในการรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งมั่นใจว่านายรุ่งน่าจะรู้เห็นเกี่ยวกับการตาย และสืบสวนจนทราบว่านายรุ่งกลับไปทำงานที่เดิมจึงได้ติดตามจับกุม แต่เบื้องต้นนายรุ่งปฏิเสธ ตำรวจได้นำตัวไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อเทียบเคียงกับดีเอ็นเอจากร่างของผู้ตาย ทั้งอสุจิในช่องคลอด ชิ้นเนื้อในซอกเล็บ รวมถึงคราบเลือดที่พบบนรถของผู้ตาย ปรากฏว่าตรงกัน  
 
                            นายรุ่ง จึงยอมเปิดปากรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือข่มขืนและฆ่าผู้ตาย
 
                            "คืนเกิดเหตุเห็นผู้ตายขับรถเก๋งมาเช่าห้องพักค้างคืนเพียงลำพัง กระทั่งใกล้สว่างได้แอบดูผู้ตายนอนหลับในห้อง พบนอนนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ปกปิดร่างกายไม่หมด จึงใช้เหล็กงัดลูกบิดประตูห้องพักบุกเข้าไปข่มขืน แต่กลัวผู้ตายแจ้งความ จึงใช้หมอนปิดใบหน้าและบีบคอซ้ำจนตายคามือ แล้วอุ้มศพขึ้นรถเก๋งไปทิ้งทางเปลี่ยว" นายรุ่ง สารภาพกับพนักงานสอบสวน 
 
                            ดีเอ็นเอที่พบในร่างของผู้ตาย ทั้งที่สกัดได้จากอสุจิในช่องคลอด รวมถึงชิ้นเนื้อที่ติดอยู่ในซอกเล็บ เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ที่ทำให้ผู้ต้องหารายนี้ดิ้นไม่หลุด และยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้ผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นทหารเกณฑ์รอดพ้นจากข้อสงสัย
 
 
 
 
 
 
 
-------------------------
 
('ดีเอ็นเอ' มัดเด็กปั๊ม ฆ่าข่มขืนจนท.สตง. : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)