
เทียบจุดแข็งเจรจาจคม. ลบจุดอ่อนพูดคุยดับไฟใต้
30 พ.ย. 2557
เทียบจุดแข็งเจรจาจคม. ลบจุดอ่อนพูดคุยดับไฟใต้ : โดย...ปกรณ์ พึ่งเนตร
น่าจะเป็นความบังเอิญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ซึ่งรู้กันดีว่ามีวาระสำคัญ คือ การหารือเพื่อเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
ที่ว่าเป็นความบังเอิญเพราะวันที่ 2 ธันวาคมนั้น หากย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน หรือปี พ.ศ.2532 เป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์มลายา หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่าโจรจีนคอมมิวนิสต์ หรือ จคม. ยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อยุติการเคลื่อนไหวปลดแอกชาวจีนและตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่อังกฤษยังปกครองดินแดนมลายู กระทั่งมาเลเซียได้รับเอกราชก็ยังมีการต่อสู้ต่อเนื่องมา
หลายคนอาจไม่ทราบว่าการลงนามในข้อตกลงสันติภาพนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทย ที่โรงแรมลีการ์เด้นส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2532 และไทยมีบทบาทสำคัญอย่างมากกับกระบวนการสันติภาพดังกล่าว โดยเฉพาะ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะผู้อยู่ "หลังม่านสันติภาพ"
ทว่าถัดมาเพียง 20 กว่าปี ไทยกลับติดกับดักความขัดแย้งและความรุนแรงเสียเองจากปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นดินแดนติดกับตอนเหนือของมาเลเซีย
และวันนี้มาเลเซียกำลังเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในกระบวนการพูดคุยสันติสุข ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ
น่าคิดว่ากระบวนการสันติภาพเมื่อ 25 ปีที่แล้วซึ่งไทยเป็นยิ่งกว่า "ผู้อำนวยความสะดวก" เพราะทำหน้าที่เป็น "คนกลางเจรจา" กับกระบวนการสันติภาพ ณ ปี 2557 ที่มีมาเลเซียเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" นั้น มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
และผู้ที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้น พล.อ.อกนิษฐ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กองทัพบก ผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนไทย-มาเลเซียอย่างหาตัวจับยากผู้นี้
รบเพื่อมาเลย์?
"ปี 2519 ร.ต.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ กับ ร.ต.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เข้าร่วมปฏิบัติการรบกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ร.ต.สุรศักดิ์ รบได้สิบกว่าวันก็โดนกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ ต้องนำส่งโรงพยาบาล ส่วน ร.ต.อกนิษฐ์ รบต่อ และตีฐาน จคม.ได้สำเร็จ"
พล.อ.อกนิษฐ์ เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งเป็นร้อยตรีหนุ่มแห่งกองทัพบกไทย ซึ่งภารกิจแรกหลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็คือการลงใต้ไปร่วมสมรภูมิกับ จคม. ซึ่งในขณะนั้นใช้ดินแดนทางตอนใต้ของไทยเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลมาเลเซีย
พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า นี่คือตัวอย่างของการรบเพื่อมาเลเซียในวันนั้น คนหนึ่งโดนกับระเบิด วันนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือตน เป็นสมาชิก สนช.ในปัจจุบัน
ร.ต.อกนิษฐ์ บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 5 (ร.5 พัน.3) ซึ่งปัจจุบัน คือ ค่ายสิรินธร (ที่ตั้งของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า) เมื่อบรรจุก็เข้าแผนร่วมรบกับมาเลเซียทันที
"เมื่อ ร.ต.สุรศักดิ์ โดนระเบิดในครั้งนั้น ร.ต.อกนิษฐ์ ก็รบต่อไป จนถึงผลัดลงมาเฝ้าฐานปืนใหญ่ เป็นหมวดป้องกันทหารปืนใหญ่ ต้องนอนฟังเสียงปืนใหญ่เป็นเดือนๆ หูจึงไม่ได้ยินไปพักหนึ่ง เรียกว่าหูดับชั่วคราว ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า" เขาเล่าต่อถึงความยากลำบากในการทำสงครามเมื่อครั้งอดีต
"นี่คือการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา รบในพื้นที่ของเราเอง ทั้งที่ อ.สะเดา นาทวี สะบ้าย้อย จ.สงขลา อ.ยะหา จ.ยะลา ยาวไปถึง อ.เบตง จ.ยะลา ผมเองเป็นมาลาเรีย (ไข้จับสั่น) ถึง 13 ครั้ง ปี 2525 ช่วงปลายปียังเป็นมาลาเรียอยู่เลย ผมรบมาตลอดหลายปี ลูกน้องบาดเจ็บและเสียชีวิตไปมากกว่า 50 คน"
หว่านเมล็ดสันติภาพ
จุดเปลี่ยนของสงครามในครั้งนั้น คือความคิดของทหารหนุ่มที่ชื่อ อกนิษฐ์ ในวันนั้นว่า ไม่มีวิธีอื่นแก้ปัญหาอีกแล้วหรือ ทำไมต้องรบกัน เหตุใดถึงไม่พูดคุยกันเพื่อฟังว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
"สถานการณ์ขณะนั้นในฝั่งไทย จคม.สร้างอำนาจรัฐซ้อนขึ้นในหมู่บ้าน มีการเรียกเก็บภาษี เกณฑ์คนในพื้นที่ไปฝึกอาวุธ มีการตั้งศาลขึ้นเอง ไม่ต้องแจ้งความ แต่ตัดสินคดีกันเอง อย่างไรก็ตาม เข็มมุ่งของเขาไม่ได้ต้องการอะไรจากไทย แต่ต้องการปลดแอกมาเลเซีย ให้มาเลเซียเป็นคอมมิวนิสต์"
จากการจุดประกายความคิดเรื่องพูดคุยสันติภาพ ทำให้ในราวเดือนสิงหาคม 2526 ทหารหนุ่มที่ชื่ออกนิษฐ์ ซึ่งขณะนั้นติดยศพันตรี ได้ขอเข้าพบผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ที่ฐานเขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าวันนั้นถือเป็นวันหว่านเมล็ดพืชการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และนำมาสู่การแก้ไขปัญหาทั้งหมด
เข้า-ออกป่ากับเมือง
หลังจากเข้าพบผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาที่ดูแลฐานในฝั่งไทยแล้ว พ.ต.อกนิษฐ์ ก็กลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อยังโรงเรียนเสนาธิการทหารบก กระทั่งปี 2527 ก็กลับไปบรรจุที่กองพลทหารราบที่ 5 (พล.ร.5) รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งมี พล.ต.กิตติ รัตนฉายา (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บัญชาการกองพล (ผบ.พล.)
"ผมเป็นพันตรี ไปขอพบ ผบ.พล. ซึ่งปกติไม่มีใครเขาทำกัน แต่ผมขอเข้าพบเพื่อเสนอความคิดว่าน่าจะสามารถแก้ไขปัญหา จคม.ด้วยสันติวิธีได้ เขียนบทความขึ้นมา 10 กว่าหน้า เป็นแผนการดำเนินการทุกอย่าง ทั้งด้านการทหาร การพูดคุย และการทูต"
"พล.ต.กิตติ ถามว่าทำได้จริงหรือ ผมตอบกลับไปว่าทำได้ จากนั้นก็ใช้เวลา 6 ปีครึ่ง เข้าๆ ออกๆ ระหว่างเมืองกับฐานที่มั่นของ จคม.ในป่า จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ สามารถเข้าออกทุกฐานของ จคม.ในฝั่งไทยได้ ทั้งยังได้รับมอบเครื่องแบบจากผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา โดยรองหัวหน้าพรรคอันดับ 1 ซึ่งอยู่ที่ค่ายเขื่อนบางลาง"
2 เหตุผลวางปืน
พล.อ.อกนิษฐ์ เล่าว่า ระหว่างที่เดินกระบวนการสันติวิธีตามแผน กำลังของทั้ง 3 ฝ่าย (ไทย จคม. มาเลเซีย) ก็ยังยิงกันอยู่ กระทั่งจบปี 2532 ถึงได้หยุดยิงอย่างแท้จริง และก่อนจบได้เดินทางไปจีน 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายนำตัว จีนเป็ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา จากประเทศจีนมายังประเทศไทย และลงนามในสัญญาสันติภาพด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไปโน้มน้าวอย่างไรให้คนที่มีความเชื่อแบบหนึ่ง และกำลังติดพันในสงคราม หันมาใช้สันติวิธี
"ในการพูดคุยกับผู้นำของ จคม. ผมก็บอกให้ฟังว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองในมาเลเซียนั้น ทำได้ 2 วิธี คือ 1.รบตามแบบ แต่ต้องมีทหารราบ ปืนใหญ่ เครื่องบิน ถามว่ามีขีดความสามารถทำได้หรือไม่ กับ 2.ทำสงครามประชาชน แต่คนในมาเลเซียต้องร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา แต่คุณอยู่เมืองไทย จะเอาคนมาเลย์มาช่วยได้อย่างไร"
พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า หลังจากอธิบายเหตุผลให้ฟัง ก็ทอดเวลาให้ผู้นำ จคม.ได้คิด แต่สิ่งที่ทำเรียกว่าหาทางออก หรือหาบันไดลงให้แล้ว จึงอยู่ที่ฝ่าย จคม.เองว่าจะลงหรือไม่
"จะเห็นได้ว่านับจากวันที่เริ่มหว่านเมล็ดพืชการพูดคุยเพื่อสันติภาพครั้งแรกตั้งแต่ปี 2526 กว่าจะสำเร็จคือปี 2532 ขึ้นโต๊ะเจรจาจริงๆ เพียง 1 ปี จำนวน 5 ครั้ง"
"ไว้ใจ" คือกุญแจ
ถามว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จคืออะไร พล.อ.อกนิษฐ์ ตอบแบบไม่ต้องคิดว่า คือความไว้วางใจ
"ผมเข้าได้ทุกค่ายของ จคม." เขาย้ำและว่า นอกจากความไว้วางใจแล้ว ก็ยังมีการรักษาความลับ ผมทำงานกันแค่ 2 คนเท่านั้น วันที่จะลงนามในข้อตกลงสันติภาพ วันที่ 2 ธันวาคม 2535 ยังไม่มีข่าวเลย จนวันที่ 3 ธันวาคม ถึงมีข่าว ทุกคนงงกันหมด"
"การรักษาความลับเป็นเรื่องสำคัญ ผมทำงานในพื้นที่กันแค่ 2 คน อีกคนที่รู้เรื่องก็คือ พล.อ.กิตติ รัตนฉายา เพราะผมทำงานอะไรก็รายงานท่านตลอด เพราะท่านเป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสมเฉพาะกิจฝ่ายไทยด้วย และอีกคนหนึ่งที่รู้คือแม่ทัพภาคที่ 4"
พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า ช่วงแรกๆ ได้ทำหนังสือเชิญทหารมาเลเซียเข้าร่วม แต่มาเลเซียตอบกลับมาว่าไม่มีนโยบายพูดคุย อย่างไรก็ดี หน่วยที่ขอร่วมจริงๆ คือสันติบาลของมาเลเซีย แต่ก็ขอเข้ามาในช่วงที่เดินทางไปจีนครั้งที่ 2 แล้ว และเปิดโต๊ะพูดคุย หรือ peace talk ที่ จ.ภูเก็ต
ปิดห้องยังมีวอล์กเอาท์
พล.อ.อกนิษฐ์ เล่าต่อว่า ช่วงที่เริ่มกระบวนการพูดคุย เปิดโต๊ะพูดคุยแล้ว มาเลเซียจัดผู้แทนรัฐบาลมาร่วม มีผู้บัญชาการสันติบาล ซึ่งบุคคลผู้นี้ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของมาเลเซีย
"ตอนแรกคุยกันก็ตกลงกันไม่ได้เลย วอล์กเอาท์จากห้องประชุมก็มี วอล์กเอาท์ทั้งสองฝ่ายก็ยังมี จากนั้นก็ต้องเว้นไป 3-4 เดือน แล้วกลับมาคุยกันใหม่ การพูดคุย 1 รอบ ใช้เวลา 7-10 วัน ครั้งสุดท้ายใช้เวลา 1 เดือน คุยกันทุกวัน บทบาทของเราเป็นทั้งผู้อำนวยความสะดวกและนักล็อบบี้"
วันที่ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ ฝ่ายไทยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้นเป็นสักขีพยาน ส่วนมาเลเซียมีรัฐมนตรีมหาดไทย ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์มลายานั้น จีนเป็งเดินทางมาด้วยตัวเอง
"ในที่สุดก็ตกลงกันได้ พรรคคอมมิวนิสต์มลายายอมสลายกองทัพปลดแอกประชาชนมลายา แต่ขอว่าไม่ให้ถือเป็นการมอบตัว จากนั้นก็มาคุยกันต่อว่าคนในกองทัพต้องทำอย่างไร ปรากฏว่าส่วนหนึ่งขออยู่เมืองไทย ส่วนหนึ่งขอกลับมาเลเซีย ทางการมาเลย์ก็เปิดช่วงเวลาไว้ 2 ปีสำหรับคนที่ตัดสินใจกลับมาเลย์ ซึ่งทางมาเลย์ก็มีการจัดอบรมเปลี่ยนทัศนคติ แล้วก็ดูแลเรื่องอาชีพให้ เพื่อเข้าสู่สังคมปกติ ขณะที่ไทยก็ดูแล จคม. ซึ่งมีบางส่วนเป็นมุสลิม เป็นคนมลายู ก็จัดที่ทำกิน ตั้งหมู่บ้านให้ ตอนนี้ได้สัญชาติไทยกันหมดแล้ว"
ความช่วยเหลือที่แตกต่าง
เมื่อถามถึงบทบาทของไทยในปัญหา จคม.เมื่อหลายสิบปีก่อน กับบทบาทของมาเลเซียในปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ณ พ.ศ.นี้ แตกต่างกันอย่างไร พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า ความจริงใจของไทยสะท้อนผ่านการเปิดพื้นที่ชายแดนให้มาเลเซียส่งกำลังเข้ามาปราบปราม เป็นกองกำลังใหญ่ที่สุดถึง 9 กองพันทหารราบ ซึ่งก็เท่ากับ 1 กองพล และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่ และยังมียานเกราะอีก
"ที่บอกว่าเพื่อนบ้านด้านนี้ไม่มีกระสุนตกข้ามแดนจากมาเลย์มายังฝั่งไทยเลยนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเขาเข้ามายิงในแผ่นดินไทยได้เลย โจมตีทางอากาศได้เลย มีข้อตกลงว่าถ้าติดตามการปะทะจากฝั่งมาเลย์ สามารถไล่ติดตามเข้ามาในเขตไทยได้เลย ทั้งๆ ที่ จคม.เป็นศัตรูของมาเลย์ ไม่ใช่ไทย แต่เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ จึงถือเป็นศัตรูร่วมกัน"
"เรายอมให้ส่งทหารเข้ามา ส่งปืนใหญ่ รถถัง การโจมตีทางอากาศ พูดคุยจบแล้วยังดูแลคนเหล่านั้นให้ ไม่ให้เป็นภัยกับมาเลเซีย จากนั้นมาเลเซียก็เดินหน้าพัฒนาประเทศต่อมาได้อย่างราบรื่น ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีปัญหาภายในเรื่องนี้"
"เราช่วยเขาแล้ว แต่วันนี้ขบวนการก่อการร้ายพูโล บีอาร์เอ็น หรือขบวนการอื่นๆ อีกหลายขบวนการหลบไปเคลื่อนไหวในมาเลเซีย เขารู้ แต่ทำไมเขาปล่อยให้พวกนั้นกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของเรา ผมคิดว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรีของเราจะเดินทางเยือนมาเลเซียในวันที่ 1 ธันวาคม ทุกอย่างน่าจะตกลงกันได้ และมีความร่วมมือในทิศทางที่ดีขึ้น"
2 ปัจจัยความสำเร็จ
ส่วนปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในกระบวนการพูดคุยสันติภาพเมื่อ 25 ปีก่อน โดยเปรียบเทียบการทำงานช่วงพรรคคอมมิวนิสต์มลายา กับปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันนี้ พล.อ.อกนิษฐ์ อธิบายว่า สิ่งแรกเลยถามว่าฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้องไหม คำตอบคือไม่เลย เป็นทหารล้วนๆ ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้รับผิดชอบ
สอง คือ การรักษาความลับ ตั้งแต่ปี 2526 เดินทางกัน 2 คน มีคนรู้ไม่เกิน 5 คน นอกจาก 2 คนที่ทำงานสนามแล้ว ก็มี ผบ.พล. (พล.อ.กิตติ) กับแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่มีการออกข่าว ไม่มีการแถลงข่าว จนกว่าจะจบ
"ความจริงใจไม่ได้วัดกันที่การพูดคุยแบบเปิดเผยหรือการแถลงข่าว แต่เป็นความจริงใจที่หว่านเมล็ดไว้ 5-6 ปี สำหรับผม 2 เรื่องนี้คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ"
อย่างไรก็ตาม พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเจรจาไม่ใช่แนวทางเดียวที่ทำให้เกิดสันติภาพและสันติสุข แต่ยังต้องมีเครื่องมืออื่นๆ ด้วย เช่น ข้อตกลงความร่วมมือชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2508 และแก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2543 วันนี้ยังไม่มีการแก้ไขเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หรือสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ถ้ามีก็น่าจะปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นเช่นกัน
-------------------------
(เทียบจุดแข็งเจรจาจคม. ลบจุดอ่อนพูดคุยดับไฟใต้ : โดย...ปกรณ์ พึ่งเนตร)



