
วัตถุล้ำค่าคดีพงศ์พัฒน์เทวรูป-พุทธรูปเก่ากว่าพันปี
ตรวจวัตถุล้ำค่าคดีพงศ์พัฒน์ เทวรูป-พุทธรูปเก่ากว่าพันปี
การจับกุมเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และยึดของกลางได้ทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ จำนวนมาก โดยประเมินว่ามีมูลค่าทรัพย์สินสิ่งมีค่าที่ยึดมาได้นั้นร่วมพันล้านหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
แต่ของกลางที่เป็นวัตถุโบราณหรือศิลปะโบราณ ต้องตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือของทำเทียมเลียนแบบ รวมทั้งตีราคาประเมินมูลค่า ที่สำคัญเส้นทางวิธีการได้มาของเหล่าวัตถุโบราณเหล่านี้ได้มาอย่างไร ซึ่งมีความจำเป็นต่อรูปคดีในการสอบสวนอย่างมาก
ล่าสุด นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยถึงการตรวจสอบโบราณวัตถุที่ยึดมาได้ว่า กรมศิลปากรได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมประชุม เพื่อตรวจพิสูจน์หลักฐานที่เป็นของกลางในคดี จึงมอบหมายให้หัวหน้ากลุ่มทะเบียนโบราณวัตถุไปตรวจสอบ
ในชั้นแรกพบว่ามีของกลาง ทั้งในส่วนที่เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งแยกตามวัสดุ มีทั้งไม้ หิน โลหะ ภาพวาด และเครื่องถ้วยอีกจำนวนหนึ่ง โดยทำบัญชีเบื้องต้นไว้ 2 หมื่นกว่าชิ้น ส่วนขั้นตอนต่อไปจะส่งเจ้าหน้าที่ไปคัดแยกสิ่งของให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เพราะมีกฎหมายควบคุมที่แตกต่างกัน จากนั้นจะจัดทำบัญชี ทะเบียน แต่ละชิ้น โดยจะเริ่มดำเนินการคัดแยกวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เน้นตรวจพิสูจน์ชิ้นหลักๆ ของสำคัญชิ้นใหญ่ก่อน และจะประเมินมูลค่าภายหลัง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีของมีค่ากว่า 2 หมื่นชิ้น กรมศิลปากรโดยคณะกรรมการตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมถึงบุคคลภายนอกจะเข้ามาร่วมทำงาน และจะต้องใช้ความชำนาญ ประสบการณ์ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อแยกแยะบ่งชี้ว่า ชิ้นไหนเป็นของจริง หรือ ของปลอม และต้องขอเวลาในการพิสูจน์ความชัดเจน เพื่อส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิด โดยคาดว่าจะสามารถตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 2 เดือน
สำหรับของกลางโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ หากตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว กรมศิลปากรจะนำไปจัดเก็บรักษาเป็นสมบัติแผ่นดิน ที่คลังโบราณวัตถุกลาง อ.คลองห้า จ.ปทุมธานี ส่วนศิลปวัตถุจะขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บไว้ก่อน เพราะมีจำนวนมากเป็นของล้ำค่าและไม่มีสถานที่เพียงพอในการเก็บรักษา
นอกจากนี้อธิบดีกรมศิลปากรยังชี้แจงถึงการตรวจสอบที่มาที่ไปและการได้มาครอบครองว่า ต้องทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบที่มาของการครอบครองว่ามีอะไรบ้าง เพราะกฎหมายประเทศไทยไม่ได้ห้ามบุคคลมีโบราณวัตถุไว้ในครอบครอง แต่หากมีการครอบครองแล้วจะต้องชี้แจงได้ว่า ได้มาครอบครองได้อย่างไร
โดยเฉพาะต้องตรวจสอบว่า โบราณวัตถุบางชิ้นที่คนทั่วไปไม่สามารถมีไว้ในครอบครองได้ แต่ควรอยู่ในศาสนสถาน เช่น เทวรูปหินทราย ถ้าหากเป็นของจริง สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ 12 อายุประมาณ 1,200 ปี และพระพุทธรูปไม้ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย อีกประเด็นหนึ่ง เนื่องจากของกลางยังมีพระพุทธรูปอีกจำนวนมากที่ทำจากไม้และสำริด ดังนั้นจะต้องตรวจพิสูจน์เพื่อเป็นหลักฐานเปรียบเทียบกับกรณีที่มีการแจ้งหายมาก่อนหน้านี้ ซึ่งที่ผ่านมากรมศิลปากรได้จัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ โดยเฉพาะที่อยู่ในครอบครองของวัด หรือสถานที่ราชการ หรือเอกชน ไว้แล้ว
“เท่าที่ดู เทวรูปหินทราย ที่มีโค้งยึด หากเป็นของจริงก็จะเป็นมรดกที่มีความเก่าแก่มาก มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งจะต้องอยู่ในเทวสถาน หรือ ปราสาทหิน แน่นอน ซึ่งมีทั้งในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในปราสาทหินเมืองไทยไม่มีการนำของจริงมาไว้แน่นอน เพราะจะเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และจากการตรวจสอบก็ไม่พบว่าสูญหาย ดังนั้นคาดว่าจะมาจากที่อื่น จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องให้ผู้ครอบครองมาชี้แจง" อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
เขาสรุปการจำแนกวัตถุล้ำค่าของกลางในคดีนี้ ว่า 1.ชนิดวัตถุแยกตามประเภทของกลาง ประกอบด้วย ประติมากรรมทำด้วยวัสดุหลากหลาย ทั้งโลหะ ไม้ และหิน เช่น พระพุทธรูปเทวรูป ภาพแกะสลักไม้ เครื่องปั้นดินเผา เช่น เครื่องถ้วย รวมถึงภาพเขียนด้วย
2.ประเภทของกลางตามรูปแบบศิลปะและอายุสมัย เป็นโบราณวัตถุที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปะแบบไทย ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปทำด้วยโลหะและไม้ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-25 และพบศิลปะวัตถุที่ทำด้วยฝีมือประณีต จำแนกตามศิลปะรูปแบบต่างประเทศ เช่น ภาพสลักหินแบบศิลปะเขมร รูปเทพเจ้าศิลปะแบบจีน รูปสลักหินอ่อน ศิลปะตะวันตก รูปสลักหินอ่อนศิลปะอินเดีย และพระพุทธรูปศิลปะพม่า และประเภทที่ 3.ภาพถ่ายทางวัตถุโบราณ
ทั้งนี้ หากได้มาโดยมิชอบ มีฐานทำผิด พ.ร.บ.โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 มาตรา 31 ผู้ใดซ่อนเร้น จำหน่าย เอาไปเสีย หรือรับซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุอันได้มาโดยการกระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับเส้นทางการลักลอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ส่วนใหญ่มีทั้งลักลอบมาตามชายแดน และการนำเข้าส่งออกตามปกติ โดยกรมศิลปากรได้เปิดให้ประชาชน วัด หรือศาสนสถาน แจ้งเข้ามาเพื่อขอตรวจสอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่สูญหาย หากมีหลักฐานตรงกับของกลางที่ยึดก็จะดำเนินการส่งคืนให้ และเริ่มมีประชาชน 2-3 ราย ยื่นเรื่องต่อกรมศิลปากรว่า มีพระพุทธรูปและงาช้างที่อยู่ในครอบครองหายไป แต่ในส่วนโบราณวัตถุที่กรมศิลปากรดูแลในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พบว่ายังอยู่ครบ ไม่ได้หายไปไหน
"ของกลางที่ยึดมาได้ บางชิ้นในประเทศไทยไม่มีผู้ที่ครอบครองได้แน่นอน และอาจจะเป็นโบราณวัตถุที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ดังนั้นหลังจากพิสูจน์ทราบก็จะมีกระบวนการประสานให้ส่งหลักฐานจากประเทศนั้นๆ มาเพื่อที่จะส่งกลับไปยังประเทศที่เป็นเจ้าของได้ตามขั้นตอน" อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวตอนท้าย



