
ประยุทธ์ลั่นสังคมต้องการแบบเก่าก็พร้อม
ประยุทธ์ลั่นสังคมต้องการแบบเก่าก็พร้อม ยันความขัดแย้งลดมีเลือกตั้งวอนเลิกทะเลาะ
28พ.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ภายหลังจากเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเวียดนาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีภารกิจต่อเนื่องทันที โดยเวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่เอ็กซิบิชั่นฮอลล์7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผู้เรียนอาชีวศึกษา คือผู้ทรงคุณค่าของสังคม” ในงานอาชีวศึกษาทวิภาคีไทย ทั้งนี้บรรยากาศในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบคอยเฝ้าระวังตามจุดต่างๆอย่างรัดกุม นอกจากนี้ยังมีทหารในชุดพรางเข้ามาตรวจกระเป๋าบุคคลเข้าออกและสื่อมวลชนอย่างละเอียด
ในการปาฐกถานั้นพล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและกลุ่มนักเรียนอาชีวะสถาบันต่างๆนั่งฟัง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ถือว่าโชคดีที่ปัจจุบันมีความขัดแย้งยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับก่อนวันที่ 22 พฤษภาคมถือเป็นวิกฤต แต่ก็ต้องเดินหน้าประเทศ โดยทุกคนต้องรู้ปัญหา เพราะไทยหยุดประเทศมานานแล้ว จึงจำเป็นต้องยุติความขัดแย้ง การจะยุติได้ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ต้องดัวยการสร้างความเข้าใจและลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ประเทศ ถือเป็นงานที่หนักแต่ก็ทำด้วยหัวใจ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า อยากจะฝากเรื่องของค่านิยม 12 ประการให้กับเยาวชนด้วย โดยการเริ่มจากตัวเองเป็นหลัก จากนั้นจึงทำเพื่อเป็นการถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทำได้ครอบครัวจะมีความสุขและส่งผลให้ประเทศมีความสุขด้วย การเรียนอาชีวะศึกษามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานน่าภูมิใจ จึงไม่ควรที่จะมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันพัฒนาประเทศแล้วเลิกทะเลาะกันเสียที เพราะรัฐบาลไม่อยากใช้กฏหมายมาควบคุมในการยุติความขัดแย้ง จะเห็นว่าเราสามารถนำทหารไปต่างประเทศเพื่อยุติความขัดแย้งได้ แต่ความขัดแย้งในประเทศยุติไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องการความร่วมมือของทุกคนในการแก้ไขปัญหา
"หลายประเทศไทยถามเราว่าวันนี้ประเทศไทยเลิกทะเลาะกันหรือยัง ผมก็บอกว่าขอเวลาอีกหน่อย เรื่องดังกล่าวผมยังคิดอยู่ว่าออกมาช้าไปหรือเปล่าและยังรู้สึกเสียดายอยู่เลย ขณะเดียวกันหลายคนก็ถามหาม้าขาวไปไหนทำไมไม่ออกมา ผมจึงต้องมาแก้ไขปัญหา"นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า
หากเรามีความเสถียรภาพต่างชาติพร้อมเข้ามาลงทุน วันนี้จึงต้องขจัดความขัดแย้งทั้งหมด ต้องเดินไปข้างหน้า ความขัดแย้งต้องไม่มี เชื่อว่าวันนี้คนไทยไม่มีใครโกรธเกลียดกันแน่นอน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องสร้างทัศนคติในการทำงานของคนไทยใหม่ โดยต้องอาศัยกระทรวงศึกษาฯเป็นหลัก เพื่อเราจะได้รู้ทันโลก สามารถคิดวิเคราะห์เป็น ทำให้คนสามารถคิดได้เร็วขึ้น เพราะตอนนี้ประเทศไทยเสียความเชื่อมั่นมากแล้ว เวลามีจำกัด
"หากสังคมต้องการอย่างเก่าผมก็พร้อมและจะไม่ทำอะไรเลยไม่ว่าจะเป็นกฏหมายการค้าการลงทุนและอื่นๆ"พลเอกประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงสื่อมวลชนว่า ต้องมีความรับผิดชอบในการทำงาน วันนี้ทุกคนต้องไม่คิดถึงตัวเอง ต้องไม่มีผลประโยชน์ สำหรับการปฏิรูปประเทศนั้นต้องเดินหน้า โดยแม่น้ำทั้ง 5 สายต้องไปด้วยกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นที่ 2 ของโรดแม็พ สำหรับการค้าการลงทุนก็จำเป็นต้องแก้ไขกฏหมายเพื่อให้มีความสอดคล้อง เป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้ง แต่ถึงอย่างไรวันนี้ต้องลดความขัดแย้งให้ได้เสียก่อน
"มีคนบอกว่าไม่ชอบการรัฐประหาร แต่ต้องอย่าลืมว่าวันนี้ไม่เหมือนปี 2549 เพราะทุกอย่างก่อนหน้านี้ไม่สามารถเดินหน้าได้ จึงขอให้อย่าเกลียดใครหรือโมโหใครจนไม่สบาย ขอให้เชื่อใจกัน รัฐบาลเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขปัญาประเทศ"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เยือนมาเลย์1ธ.ค.หารือ'นาจิบ'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นกำหนดการเดินทางไปกลับในวันเดียวกัน โดยจะเข้าพบและหารือข้อราชการกับนายราจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อแนะนำตัวและทำความรู้จักในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะหารือในประเด็นสำคัญที่ครอบคลุมในหลายด้าน ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และประเด็นในภูมิภาค อาทิ การเร่งรัดโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนร่วม ตามแผนงานของกรอบคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Joint Development Strategy - JDS) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก การรื้อฟื้นเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีอำเภอสุไหงโก-ลก กับสถานีตุมปัต การส่งเสริมเขตอุตสาหกรรมตามแนวชายแดนสองฝ่าย รวมทั้งหารือเพื่อเร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ในเรื่องนี้เป็นปัญหาร่วมกันของไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยที่ไทยอยากให้มีการหารือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากการรักษาราคายางให้มีเสถียรภาพถือเป็นเรื่องเร่งด่วน
นอกจากนี้ จะมีการหารือกันเกี่ยวกับประเด็นเรื่องบุคคลสองสัญชาติ การทบทวนผลการดำเนินงาน ตามที่มาเลเซียได้เคยตกลงกับไทย รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจตราตามแนวชายแดนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งมาเลเซียพอใจกับการดำเนินการดังกล่าว และพร้อมจะส่งคนมาช่วยในเรื่องนี้



