ข่าว

ประชาธิปไตยแบบตะวันตกและตะวันออก

ประชาธิปไตยแบบตะวันตกและตะวันออก

30 พ.ย. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : ประชาธิปไตยแบบตะวันตกและตะวันออก : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                        ขณะที่ สี จิ้นผิง ผู้นำจงหนานไห่ได้ไฟเขียวให้รื้อหลักนิติธรรมของขงจื๊อและหานเฟยมาใช้ในการบริหารประเทศเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมขึ้นมาใหม่ ภายใต้หลักการที่ว่าใครทำผิดต้องรับโทษเท่าเทียมกันไม่ว่าจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหน หรือนัยหนึ่งนี่ก็คือหลักประชาธิปไตยแบบตะวันออกที่ต้องการจะสร้างความมั่นคงภายในควบคู่กันไปด้วย ซึ่งได้เผยแพร่ก่อนหน้าสำนักคิดตะวันตกหลายพันปี 
 
                        แต่ "ประชาธิปไตย" แบบตะวันตกที่แดนดินถิ่นอินทรีผยองประกาศผูกขาดหลักการมานาน นับวันยิ่งเผยธาตุแท้ว่าถูกสนิมกัดกินจนผุกร่อนใกล้จะหักเต็มที อันเนื่องจากปราศจากหลักการแท้จริงที่มีเพียงมาตรฐานเดียวและสามารถบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันในทุกที่ ไม่ใช่ "ไม้หลักปักขี้เลน" ภายใต้การชี้นำของทำเนียบขาวที่สมคบคิดกับสื่อตะวันตกตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยเที่ยวชี้ถูกชี้ผิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยไม่ศึกษาสาเหตุ ประวัติความเป็นมาและรายละเอียดทุกแง่ทุกมุมให้ถ่องแท้เสียก่อน จนทำให้ปัญหาโลกแตกถูกบิดเบือนและไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุดดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้  
 
                        คำถามในเรื่องของสองมาตรฐานนี้เคยดังกระหึ่มมาแล้วเมื่อช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เมื่อมีการเปรียบเทียบนโยบายของทำเนียบขาวและวิธีการนำเสนอข่าวของสื่อตะวันตกต่อกรณีที่เกิดขึ้นในแดนสฟิงซ์อียิปต์ คราวที่ทหารก่อรัฐประหารเลือดล้มรัฐบาลมุสลิมสุดโต่ง โดยทำเนียบขาววางตัวเฉยไม่มีการต่อต้านการรัฐประหารว่าขัดกับหลักประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่เมื่อมีการยึดอำนาจในแดนไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มบ้าง ทำเนียบขาวและสื่ออเมริกันกลับประสานเสียงประณามการยึดอำนาจโดยสันติทันที อ้างว่าทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ฟังคำตอบว่า "ความมั่นคงในประเทศ" ย่อมมาก่อนประชาธิปไตยที่รอได้ หลังจากได้ร่วมมือกันบิดเบือนกระแสการประท้วงของชาวประชาในแดนดินถิ่นเจ้าพระยาที่เรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ ขณะเดียวกัน กลับสนับสนุนการประท้วงเลือดของชาวยูเครนเพื่อขับไล่รัฐบาลที่เอียงข้างไปทางรัสเซียซึ่งเกิดขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกันและมีคนตายเจ็บนับพันราย
 
                        ผ่านมาไม่นาน ทำเนียบขาวและสื่อตะวันตกก็ถูกกดดันให้ต้องตอบโจทย์เดิมอีกครั้งว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกและความมั่นคงภายในนั้น อะไรสำคัญกว่ากัน เมื่อเกิด 2 เหตุการณ์คู่ขนานในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันขึ้นมา เหตุการณ์หนึ่งก็คือกรณีสนับสนุนการประท้วงของนักศึกษาฮ่องกงกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารเขตปกครองพิเศษโดยตรงว่าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมกับโหมกระพือกระแสต่อต้านรัฐบาลจีนที่ยืนยันว่าปักกิ่งมีสิทธิเข้าไปควบคุมการเลือกตั้งผู้บริหารทางอ้อม นอกจากนี้ ก็ยังสร้างกระแสประณามการกระทำของตำรวจที่เข้าไปขอคืนพื้นที่โดยสันติตามคำสั่งศาลและได้จับกุมแกนนำนักศึกษาบางคนรวมทั้งผู้ประท้วงอีกกว่าร้อยคนที่ขัดขวางการขอคืนพื้นที่จนเกิดการกระทบกระทั่งกัน โดยไม่พูดถึงกรณีตำรวจ 7 คนที่ทำเกินเหตุนั้นถูกจับกุมไปสอบสวนโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้ประท้วง ซึ่งเท่ากับยืนยันว่าภายใต้หลักนิติธรรมแท้จริง ใครทำผิดก็ต้องรับผิดไม่ว่าจะเป็นตำรวจที่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่
 
                        แต่มุมมองนี้กลับตาลปัตรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี เมื่อมีการประท้วงระลอกที่ 2 ในรอบ 3 เดือน ถึงขั้นจุดไฟเผาอาคารร้านค้า รถยนต์ มีการปล้นร้านค้าและยิงปืนใส่ตำรวจ เพื่อตอบโต้กรณีคณะลูกขุนใหญ่ตัดสินใจไม่สั่งฟ้องตำรวจผิวขาวคนหนึ่งที่ยิงวัยรุ่นผิวดำวัย 18 ปีคนหนึ่งเสียชีวิต ทั้งๆ ที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ โดยชาวเมืองต่างฟ้องชาวโลกว่าเหลืออดเต็มทีกับการต้องเผชิญกับการเหยียดผิวและการใช้วิธีการรุนแรงของตำรวจมานานหลายปีแล้ว ในส่วนของทางการนั้นนอกจากจะเสริมกำลังทหารและตำรวจกว่า 2,000 คนแล้ว ยังได้ยิงแก๊สน้ำตาสลายการประท้วง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน 
 
                        ด้านสื่อเองก็พยายามรายงานข่าวซ้ำซากว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ทั้งๆ ที่การประท้วงได้ยืดเยื้อนานหลายวัน และยังไม่มีใครคิดจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด หนำซ้ำยังลามไปตามเมืองต่างๆ กว่า 170 เมืองทั่วประเทศ ตั้งแต่ถนนหลายสายในกรุงวอชิงตันใกล้กับทำเนียบขาว เรื่อยไปจนถึงเมืองแอตแลนตา ฟิลาเดลเฟีย และบัลติมอร์ ทางฝั่งตะวันออก แล้วข้ามฟากไปที่นครลอสแองเจลิส และเมืองซีแอตเทิล ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งมีการถือป้ายประท้วงว่า “ชีวิตคนดำก็มีความหมาย” และ “ยกมือขึ้น อย่ายิง” หนำซ้ำยังลามไปปะทุที่อังกฤษและรัสเซียด้วย โดยเฉพาะที่แดนผู้ดีอังกฤษมีผู้ประท้วงกว่า 5,000 คน ชุมนุมกันที่หน้าสถานทูตสหรัฐในกรุงลอนดอน 
 
                        ผลตามมาก็คือยอดขายปืนในพื้นที่ใกล้ที่เกิดเหตุพุ่งพรวด ผู้ค้าปืนรายหนึ่งในเมืองเซนต์ปีเตอร์ส ใกล้เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ห่างกันแค่ขับรถ 20 นาทีก็ถึง เผยว่ามีลูกค้าซึ่งเป็นคนผิวขาวเข้ามาซื้อปืนมากขึ้น จากปกติที่ขายปืนวันละ 3-5 กระบอก แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดขายพุ่งพรวดเป็นวันละ 20-30 กระบอก ส่วนใหญ่เป็นปืนพก โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุจลาจลแค่วันเดียว มีคนมาซื้อปืนถึง 33 กระบอกพร้อมกระสุนอีก 18,000 นัด คาดว่าเพื่อป้องกันตัวเองหากสถานการณ์ลุกลามออกไป
 
                        นักวิเคราะห์หลายคนให้ความเห็นว่า คดีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การเหยียดสีผิว’ และความเหี้ยมโหดของตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุโดยเฉพาะเวลาปฏิบัติต่อคนผิวสี จนกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของประเทศ โทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นได้เผยผลการสำรวจความเห็นของประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนผิวขาวยอมรับว่าตำรวจในพื้นที่เกือบทั้งหมดมีอคติต่อคนผิวสี ด้านผลการสำรวจของหนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ พบว่าสถานีตำรวจอย่างน้อย 70 แห่งทั่วประเทศ ได้จับกุมคนผิวสีมากกว่าคนผิวขาวถึง 10 เท่า ซึ่งยิ่งทำให้ตำรวจกับคนผิวสียิ่งไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น
 
                        ด้านกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งปกติมักจะชอบยื่นจมูกเข้าไปยุ่งเรื่องของประเทศต่างๆ ทั่วโลกภายใต้ข้ออ้างว่าปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน คราวนี้กลับมาแปลก ออกปากขอร้องนานาประเทศให้งดวิจารณ์การปราบจลาจลครั้งนี้ อ้างว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงภายใน แต่คำขอร้องกลับไม่มีใครฟัง หลายประเทศรวมไปถึงอียิปต์ได้รุมประณามแดนดินถิ่นอินทรีผยองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งสำคัญ พร้อมๆ ไปกับกำลังฟื้นฟูลัทธิเหยียดผิวขึ้นมาใหม่ กระทรวงต่างประเทศรัสเซียได้ทีวิจารณ์ว่าจลาจลผิวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติในสหรัฐ อีกทั้งพิสูจน์ให้เห็นว่าทำเนียบขาวเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ไม่อยู่ในฐานะจะมาสั่งสอนรัสเซียเรื่องสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด
 
 
 
 
 
 
----------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ประชาธิปไตยแบบตะวันตกและตะวันออก : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)