ข่าว

เหน็บ!สื่อไม่เชียร์-จับผิดรำวงไม่สวย

เหน็บ!สื่อไม่เชียร์-จับผิดรำวงไม่สวย

28 พ.ย. 2557

'นายกฯ' แจงผลเยือนลาว-เวียดนาม ชี้ชาติอาเซียนต้องเดินไปพร้อมกัน เหน็บสื่อไม่เชียร์-จับผิดรำวงไม่สวย แจงบล็อกเว็บไซต์ฮิวแมนไรท์วอทช์เป็นอำนาจไอซีที

 
                        28 พ.ย. 57  ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจวันที่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. ว่า ภารกิจในวันที่ 2 ของนายกรัฐมนตรี ได้เปิดโอกาสให้นายตะ กวาง หง็อก ประธานสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณที่สมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย มีส่วนสำคัญช่วยส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ในระดับประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ
 
                        "ยืนยันที่จะรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิด โดยเฉพาะตั้งแต่การยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2556 ถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย-เวียดนาม และในปี 2559 ที่จะครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม ที่กำลังวางแผนจัดกิจกรรมในโอกาสนี้ด้วย"
 
                        ขณะที่ประธานสมาคมมิตรภาพ ฯ กล่าวชื่นชมและยินดีที่ทั้งสองประเทศร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทราและนครเกิ่นเทอ และพร้อมสนับสนุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และหวังว่าการเดินทางมาเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรี จะทำให้การค้าการลงทุนร่วมกันของ 2 ประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
 
                        จากนั้นนายกรัฐมนตรี ภริยา และคณะ ได้วางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์วีรชนและผู้พลีชีพเพื่อชาติของเวียดนาม รวมทั้งวางพวงมาลา ณ สุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของชาวเวียดนาม เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ อ่านคำประกาศอิสรภาพเวียดนามจากฝรั่งเศสต่อหน้าชาวเวียดนามที่มาชุมนุมกันอยู่ในจัตุรัสมากกว่า 500,000 คน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทย โดยขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามถึงประเทศไทยในเวลาประมาณ 12.00 น.
 
 
 
แจงผลเยือนลาว-เวียดนาม เหน็บ ! สื่อไม่เชียร์-จับผิดรำวงไม่สวย
 
 
                        เมื่อเวลา 12.30 น.  พลเอกประยุทธ์ เดินทางกลับถึงกองทัพอากาศดอนเมือง พร้อมกับให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปเยือน สปป.ลาว และประเทศเวียดนาม ในช่วงวันที่ 25-27 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การเดินทางเยือนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ ในฐานะที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้นำคณะไปลงนามความตกลง หรือเอ็มโอยู ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ว่ามีการดำเนินการอะไรบ้าง ซึ่งบางอย่างก็ยังไม่ได้เริ่ม หรือเริ่มไปแล้วก็ยังไม่ดีนัก รวมทั้งมีเรื่องใหม่เข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับการประชุม เช่น เอเปค และอาเซียน ที่ต้องขับเคลื่อนพร้อมกันในปี 2558 
 
                        นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องความมั่นคงในฐานะที่ไทยเป็นผู้ประสานงาน ที่ใดมีความขัดแย้งในอาเซียน ทั้งในพื้นที่ทางทะเล เราก็มีหน้าที่ประสาน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากที่จะมีมาตรการปฏิบัติชั่วคราวที่สามารถทำได้ และขณะนี้หลายประเทศก็ได้เห็นชอบร่วมกันแล้ว แต่ก็ต้องหารือกันอีกครั้ง และเราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่เราก็ต้องทำหน้าที่ให้อาเซียนมีความสุขและสันติ และใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการเตรียมจัดประชุมประเทศลุ่มน้ำโขงและชาติที่เกี่ยวข้อง หรือ GMS ที่เราจะเป็นประธานและเจ้าภาพในการจัดการประชุมในวันที่ 19 - 20 ธ.ค. ก็ต้องมาคุยกันต่อว่า เราจะเดินหน้าต่อไปกันอย่างไร 
 
                        "หลักการของรัฐบาลนี้ คือ อะไรที่ตกลงกันไว้ จะต้องกำหนดระยะเวลา และความเร่งด่วน เพื่อให้ดำเนินการได้โดยเร็วเป็นขั้นเป็นตอน ไม่เช่นนั้นจะทอดเวลาออกไป และจับต้องเป็นรูปธรรมไม่ได้ ก็จะเป็นการสานต่องานเดิม และเริ่มต้นงานใหม่ในการสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนที่จะมีการทำแพคเกจการท่องเที่ยวร่วมกัน"
 
                        พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเวียดนาม จะมีการดำเนินการให้มีการเดินทางเชื่อมต่อไปเวียดนามได้ด้วยรถบัสจากไทยไปเวียดนามได้ โดยการเชื่อมโยงถนนของไทยกับเวียดนามให้ได้ โดยมีการพูดถึงโครงการรถไฟที่จะมีการเชื่อมต่อกัน ตามแผนที่เราจะมีการเชื่อมโยงการขนส่งคมนาคม 
 
                        "ทุกประเทศในอาเซียนต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่มีใครนำใคร เราต้องไปด้วยกัน ใครได้ก็ได้ด้วยกัน ทำให้ความมั่นคงเกิดขึ้นไม่มีความขัดแย้ง"
 
                        นายกฯ กล่าวอีกว่า ก็ขอให้คนไทยปรับความเข้าใจเรื่องการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจ เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ต้องมีการปรับมุมมองและทัศนคติใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเสียประโยชน์อะไรไป แต่จะเป็นประโยชน์กับเรามากขึ้นด้วยซ้ำไป
 
                        เมื่อถามว่า ในการเยือนลาว มีการรำวงกับผู้นำ สนุกหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า รำไม่ค่อยเป็น แต่ก็ต้องรำ คนไทยอย่างไรก็ต้องรำ เป็นการแสดงความเป็นเพื่อนบ้าน เป็นมิตรต่อกัน ส่วนเพลงก็เหมือนกันหมด ก็คล้ายเพลงไทย
 
                        เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ดูเหมือนท่านจะรำไม่ค่อยเก่ง พลเอกประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ และขึ้นเสียงว่า "จะเอาอะไรกันหนักหนา บริหารประเทศก็จะเอา รำก็ไม่ดี จะอะไรกันวะ" 
 
 
 
แจงบล็อกเว็บไซต์ฮิวแมนไรท์วอทช์เป็นอำนาจไอซีที
 
 
                        พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ทำการบล็อกเว็บไซต์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย ว่า เขามีมาตรการ กติกาของเขาอยู่ เป็นเรื่องของไอซีที เป็นเรื่องของความมั่นคงที่ตนไปมอบมาแล้วว่าเขาต้องทำอะไรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย
 
                        "จะไปปิดกั้นอะไรตรงไหน ไปดูสิว่าเขาเขียนเอาไว้ว่าอะไร ยังไง เวลาจะมาว่าอะไรไปดูสิว่าเขาเขียนว่าอะไรมั่ง ถ้าบอกว่าทุกคนเสรีหมด จะเขียนว่าอะไรใคร ด่าใครได้หมด ก็ทำไปสิ ประเทศไทยก็ไม่ต้องอยู่หรอก"
 
                        นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนดูหนังสือพิมพ์บางฉบับ บางเล่ม บางคอลัมน์ ท่านว่าตนปิดกั้น แต่ขอให้ไปดูที่ท่านเขียนได้ จะเอามากางให้ดูเลยก็ได้ หนังสือพิมพ์ของท่านทั้งนั้น เขียนทำไม เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องขี้หมากาไก่ เขียนส่งเดชไปเรื่อย
 
                        "ผมกำลังทำใหม่เป็นร้อยเรื่องทั้งหมดคุณก็เขียนช่วยผมสิ นี่ไม่มีเลยจะช่วยยังไงก็ไม่มี ติอย่างเดียว ไอ้ที่ยังไม่เสร็จมีปัญหาไม่ช่วยผม แล้วไงจะหากินกันอยู่อย่างนี้ต่อไปรึไง ผมไม่เข้าใจ ผมไม่โทษท่าน แต่ผมต้องการแก้ ถ้าปล่อยอยู่แบบนี้มันก็เป็นอยู่แบบนี้ ผมถามว่าใครจะมาพูดแบบผมมั่ง คนจะเกลียดผมก็ยอม แล้วท่านจะเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ ผมไม่เป็นศัตรูท่านอยู่แล้ว ผมอ่านหนังสือท่านทุกวัน แต่จะอ่านที่มันบันเทิง และประเทืองปัญญาหน่อย นี่ไม่ได้หงุดหงิดนะ ไม่ได้โมโหมาหลายวันละ"
 
                        เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีผ่านสื่อออนไลน์ และเฟซบุ๊ก พลเอกประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า อ้าวแล้วไง อีกคนก็ถามว่าปิดเว็บจะทำยังไง แต่นี่ก็ถามว่าถ้าโพสต์เฟซบุ๊กจะทำยังไง ถ้าไม่ปิดจะต้องยังไง จะให้แช่งหรืออย่างไร อย่างไรก็ตามตนไปต่างประเทศเขาชื่นชมตนทุกคน เขาเห็นว่าตนพูดแสดงทัศนะว่าจะเดินประเทศยังไง เพราะเขาไม่ได้มาสนใจคนที่ขี้โกหกมากนักหรอก
 
                        "มีแต่พวกเรานี่แหละไปเขียนโกรธเคือง ใครจะเขียนอะไรก็ได้ เนี่ยเนี่ย ที่เขียนอยู่เนี่ยเขียนดีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย นายกฯ กลับมาอารมณ์เสีย ก็เขียนกันอยู่แค่นี้ วันหน้าไม่ต้องมาถามผม ผมเขียนให้ก็ได้แล้วมารับเอาออกไปพิมพ์เหมือนกันหมดแหละ"
 
 
 
ยังไม่เซ็นตั้งทีมพูดคุยสันติสุข ระบุรอให้ไปเยือนมาเลเซียก่อน
 
 
                        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุข ว่า ยังไม่มีการลงนามแต่งตั้ง ขณะนี้เพียงแต่อนุมัติหลักการ และเขียนโครงสร้างว่าจะมีใครอยู่ในทีมพูดคุยบ้าง แต่ต้องไปคุยกับมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย และคู่เจรจาก่อนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ หากทั้ง 3 ฝ่าย มีข้อยุติเห็นด้วยร่วมกัน ก็จะสามารถลงนามแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการได้
 
                        เมื่อถามว่า จะมีการลงนามแต่งตั้งรายชื่อเพียงรายชื่อเดียว หรือจะเสนอเป็นคณะ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่มีรายชื่อใครทั้งนั้น ตอนนี้แค่ร่างว่าจะตั้งคณะทีมพูดคุยอย่างนี้ ถ้าทุกฝ่ายโอเค ผมก็จะตั้ง แต่จะหารือว่าใครจะเป็นทหารดีหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ปัญหาอยู่ที่จะพูดอะไรกัน เพราะไม่ใช่จะตั้งนาย ก. ไปพูดตามสมองของตัวเอง หรือนาย ข. ก็พูดของตัวเอง แต่ต้องพูดตามนโยบายการแสวงหาสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติจริงให้ได้"
 
                        เมื่อถามว่า สามารถเปิดเผยรายชื่อทีมพูดคุยได้หรือไม่ "มันไม่สำคัญว่าจะเป็นใคร ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะรับใคร ผมก็ตั้งได้ทุกคน อยากรู้ว่า พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษากองทัพบก เป็นหัวหน้าทีมพูดคุยใช่หรือไม่ งั้นก็มี พล.อ.อักษรา มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) หรือจะเป็นนายพลอีกเยอะแยะ ก็สามารถตั้งได้ทั้งนั้น ปัญหาอยู่ที่เขาจะรับใคร ไม่ใช่เพียงตั้งส่งเดชไป"
 
 
 
นั่งประธาน คกก.ตรวจสอบทุจริต ระบุ เป็นนายกฯ ต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง
 
 
                        พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริต ว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินการตั้งโดยกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลจะติดตามความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นมา ไม่ได้จะคอยจับผิด หรือใช้กฎหมายดำเนินการ ซึ่งมี 3 ส่วน คือ 1. เจ้าหน้าที่ 2. คนที่สมยอม ต้องดูว่าทำผิดทั้งคู่หรือไม่ ทำผิดเพราะต้องการได้ประโยชน์จึงต้องจ่ายเงินให้ จึงเรียกว่าเป็นการสมยอม ส่วนที่ 3 คือ คนที่อยู่ข้างนอกไม่ได้อะไรกับเขา เพียงแต่เหมาๆ ไป ใครผิดใครถูกก็ไม่รู้ เลยลงความเห็นดิบๆ ว่าคนนั้นถูก คนนี้ผิด เพราะฉะนั้นต้องแก้ที่จิตใจทุกคนให้ได้ว่า ทุกคนต้องให้ความเป็นธรรมก่อนที่จะมีการสอบสวนและเอกสารหลักฐาน ผู้ให้กับผู้รับ ต้องไม่เอาผลประโยชน์ถ้าไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เรียกหาผลประโยชน์ก็ต้องเข้าสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งวันนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลคงดูได้ไม่ทั่วถึง เพราะมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างมากมายไม่รู้กี่ล้านโครงการ ส่วนตัวคงดูได้ไม่ทั่วถึง แต่ละระดับก็ต้องช่วยกันดู ถ้าประชาชนเห็น และมีหลักฐานก็แจ้งมา 
 
                        "แต่ถ้ามาพูด หรือกล่าวหาลอยๆ ผมก็รับไม่ได้ ต้องพูดให้ตรง และมีหลักฐาน หรือเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้มีการสอบสวน ไม่ใช่มาพูดตำหนิลอยๆ แล้วไม่มีหลักฐาน ระวังเขาจะฟ้องร้องเอาได้"
 
                        เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี จะนั่งเป็นประธานในคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะนั่งเป็นประธานเอง ซึ่งได้พูดไปแล้ว "ที่ถามนี่ เพื่อให้ตอบว่าเมื่อผมเป็นแล้วจะต้องรับผิดชอบใช่ไหม ไม่ว่าผมจะเป็นหรือไม่เป็นประธาน ผมก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมรับผิดชอบทุกเรื่อง ไม่ต้องมาห่วง ไม่ต้องหาคนรับผิดชอบ"
 
 
 
เลือกตั้งปี 59 แค่ 'สมหมาย' พูดคนเดียว 
 
 
                        พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ระบุว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2559 ว่า นายสมหมายได้ชี้แจงแล้วว่า เป็นการพูดลักษณะประมาณการของท่าน เป็นการประเมินของท่านเอง 
 
                        "ซึ่งเรื่องนี้ ผมก็รู้อยู่แล้ว ไม่ได้หลับหูหลับตา ทุกอย่างก็ว่าไปตามโรดแม็พ ทุกอย่างก็อยู่ที่พวกเราว่าจะทำอย่างไรให้เป็นไปตามโรดแม็พที่วางเอาไว้ จะเอาสั้น หรือยาวก็ได้"
 
                        เมื่อถามว่า แสดงว่าอยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จทันใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวกัน ทำไมจะต้องเอามาพันกันไปหมด ตนไม่เข้าใจ วันนี้ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม หรือชัดเจนเลย บางเรื่องก็ไม่มีข้อยุติ แล้วทำไมต้องมากดดัน หรือบังคับว่าจะต้องเสร็จวันนั้น วันนี้ สื่อจะต้องไปเขียนให้เป็นอย่างนั้นทำไม ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้อยู่ตลอด วันนี้รัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้เขียนมาสักมาตราเลย อยู่ในขั้นตอนการหารือ มีความเห็นเป็นร้อยเป็นพัน แบ่งออกเป็น 11 คณะ แค่เพียง 20 ความเห็น ก็ตีกันไม่เลิก วันนี้ยังรับความเห็นข้างนอกเข้ามาอีก ไม่รู้ว่าอีกกี่เวที ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ แล้วยังจะตีกันอีกไหม ใครอยากจะแสดงความคิดเห็นก็เชิญเสนอเข้ามา
 
                        "ตกลงกันไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ไม่รู้จะเอาอย่างไร พอไม่ให้พูดก็หาว่าปิดกั้น พอให้พูดก็บอกว่าไม่เอา ไม่ชอบ ไม่ชอบอยู่ในที่แคบๆ ไม่รู้นะอย่างไรดี ไม่ต้องมีรัฐบาลเลยดีกว่ามั้ง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกคนเป็นประชาชนอยากทำอะไรก็ทำไป วันนี้เรามาจัดระเบียบ มาควบคุม และผมยืนยันว่า ไม่เคยปิดกั้นพวกท่านเลย เขียนให้มันดีๆ และที่ผมรู้เพราะผมอ่านหนังสือของพวกท่านทุกคน อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับถึงได้รู้ว่าใคร อย่างไร ดี 90 กว่าเปอร์เซนต์ และที่เหลือไม่ใช่ว่าไม่ดี เพราะไม่เชียร์ผม เพียงแต่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับผมเวลาเขียน และก็ไม่จำเป็นจะให้ท่านมารักผมทุกคน เอาแค่ให้ความเป็นธรรมกับผม ให้ผมทำงานให้ได้ ทุกวันนี้ไปต่างประเทศทำงานเหนื่อยแสนเหนื่อย ไม่ได้หยุด ไม่ได้พัก กลับมาต้องมาหย่าศึกอะไรก็ไม่รู้มันน่ารำคาญ อย่าเขียนให้มันเป็นภาระ หรือปัญหาในอนาคตเลย วันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม หรือชัดเจน อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จะมีการตั้งพรรคการเมืองปีใหม่ อย่าไปมโนกันมากแล้วกัน ไม่มีใครเขาตั้ง ใครเขาอยากจะเป็น ทำไมไม่ไปย้อนดูว่าที่ผ่านมาปัญหามาจากอะไร มีข้อขัดแย้งและเกิดขึ้นเพราะใคร ใครทำ ใครคือปัญหา วันนี้ผมยังไม่พูดเลย ไปต่างประเทศก็ไม่พูด พอไม่พูดก็หาว่าเข้าข้าง มันอายเขา ไม่รู้จักอายเขาบ้างหรืออย่างไร ประเทศไทยประจานกันอยู่ทุกวัน ไม่รู้จักอายหรือไง ซึ่งทุกคนเขาก็รับข่าวจากสื่อไทย วันนี้ทั้งโลกรับรู้รับทราบกันหมด ผมไปต่างประเทศพูดให้ตายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหนื่อยก็ไม่ได้ประโยชน์"
 
                        ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สรุปการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ทำไมอยากเลือกตั้งแล้วหรือไง ที่นายสมหมายพูดก็มีการชี้แจงแล้วว่า เป็นการพูดของเขาเองในที่ประชุม ครม.ตนก็พูดมาตลอดว่า ให้ทุกคนรีบทำงานให้เร็ว เพราะเรามีเวลาจำกัด 1 ปี แต่นายสมหมาย อาจจะมองว่า งานอาจจะไม่เสร็จ ก็เป็นเรื่องของท่าน และอยากถามว่าการเลือกตั้งใครเป็นคนกำหนด นายสมหมายหรือใคร วันนี้รัฐธรรมนูญเสร็จหรือยัง แม้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วกฎหมายลูกทำกันหรือยัง
 
                        เมื่อถามว่า ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี อยากให้มีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี ใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า ใช่ เป็นไปตามโรดแม็พ แต่ 1 ปีแล้วเลือกตั้งมันมีอะไรบ้าง ทำให้เสร็จได้ก็ทำกันไป ถ้าทำไม่ทันก็ต้องทำต่อให้เสร็จ "ถ้าจะให้เลือกตั้งพรุ่งนี้ผมก็พร้อมเอาหรือไม่ล่ะ จะอะไรกันนักกันหนา ผมไม่เข้าใจ วันนี้บ้านเมืองปัญหาเยอะทับซ้อนกันไปหมด นักข่าวก็คอยมาแคะแกะเกาเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง" 
 
                        "ผมถามว่าวันนี้ใครจะมาพูดแบบผมบ้าง ใครจะเกลียดผมก็ยอมและผมก็ไม่ใช่ศัตรูของพวกท่านหรือกับสื่อ ผมอ่านข่าวของทุกสำนัก แต่ก็ขอให้ได้อ่านในส่วนที่ประเทืองปัญญาบ้าง เช่น วันนี้รัฐบาลกำลังทำอะไรไปบ้าง ไม่ใช่แค่เริ่มก็วิจารณ์แล้วว่าทุจริต แค่คิดก็ผิดแล้ว หรือจะไม่ให้ทำอะไรเลยปล่อยให้ตีกันอยู่เหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ วันนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใคร ที่ผ่านมาทำงานมา 6 เดือนเยอะมากกว่า 6 ปีด้วยซ้ำ วันนี้ผมรู้ดีว่าประชาชนฝากความหวังไว้ แต่ทุกคนก็ควรให้ความหวังกับผมบ้าง มีอะไรก็ขอให้เสนอแนะหรือบอกกันมา แต่ไม่ใช่มากดดันว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ อย่างไร หรืองานที่ทำใช้ไม่ได้ ไม่ใช่มาถามว่าวันนี้จะมาเลือกตั้งเมื่อไหร่ จะไปเมื่อไหร่แล้วงานนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ วันนี้ผมเป็นอะไรว่ะ ยืนยันว่าที่พูดไม่ได้หงุดหงิด เพียงแต่ไม่ได้โมโหมาหลายวันแล้ว"
 
                        ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ รวมทั้งได้มีการระบายอารมณ์โดยการเคาะโพเดียมอยู่ตลอดระหว่างการให้สัมภาษณ์ พร้อมดักคอสื่อมวลชนว่า เดี๋ยวก็คงมีการไปเขียนว่า นายกฯ กลับมาจากต่างประเทศแล้วอารมณ์เสียอย่างนั้น อย่างนี้ ก็เขียนเป็นอยู่แค่นี้ วันหน้าไม่ต้องมาตั้งคำถาม เดี๋ยวตนเขียนให้ก็ได้ สื่อก็เขียนเหมือนกันหมด 
 
                        เมื่อถามว่า ทำไมวันนี้นายกฯ อารมณ์เสีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อารมณ์ไม่เสีย เพียงแต่เหนื่อยหน่อย ไปต่างประเทศ 2-3 วันไม่ได้พัก แต่ทุกอย่างดีหมด ทุกคนช่วยกัน ไปต่างประเทศไม่ได้สนุก ไม่ได้ไปเที่ยวไหน แต่ไปทำงาน พอกลับมาถึงแทนที่จะถาม หรือพูดกันดีๆ กลับมีคำถามที่มากดดัน "มันอะไรกันว่ะ งานทุกอย่างมีมากมายมีขั้นตอน ซึ่งมีการมอบหมายผู้รับผิดชอบไปแล้ว ผมกำกับนโยบายก็จะดูว่าสามารถดำเนินการไปตามโรดแม็พได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าไอ้นี่ก็จะเอา ไอ้นั้นก็จะเอา แหม่มันไม่รู้จะทำยังไงว่ะ"
 
 
 
ฉากหลังรายการคืนความสุขที่ชาวเน็ตออกแบบให้ 'ทุเรศ' ทุกอัน
 
 
                        พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปลี่ยนรูปแบบรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ ที่ออกอากาศในคืนนี้ (28 พ.ย.) ว่า ได้บันทึกเทปไว้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่มีอะไร เพียงแต่วันนั้นเมื่อย ขี้เกียจยืน เลยนั่งพูด เดี๋ยวครั้งหน้ายืนใหม่ก็ได้ ไม่เป็นไร เพียงแต่วันนั้นประชุมเยอะ เหนื่อย หมดแรง 
 
                        "ผมไม่ได้ให้ใครมาชอบ ผมเพียงแต่ต้องการให้ได้ฟังว่าสิ่งที่พูดเคยมีใครพูดบ้างหรือไม่ ก็ไม่มี ผมเลยต้องพูดนาน ก็ยังมีคนไม่ฟังอีก จะให้บอกว่าทุกเรื่องทำแล้วเสร็จวันนี้พรุ่งนี้ไม่มีทาง ไว้รอชาติหน้าเถอะ ที่พูดมาไม่ได้บ่น เหนื่อย โมโห แต่ก็ทำเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคนคาดหวัง มันก็กดดัน ทั้งตัวเองและคนอื่น ผมไม่ใช่พระอิฐ พระปูน แต่ผมไม่ทำอะไรด้วยความโมโห ทหารเป็นเช่นนี้ แม้โมโหก็จะมีสติมากกว่าเดิม ถ้าไม่โมโห สติจะไม่ค่อยมี เวลาโมโหต้องควบคุมตัวเองให้ได้ แต่ปฏิกิริยาอาการออกได้ อยู่กับทหารเป็นแบบนี้ แต่ต้องรอบคอบ แม้โมโหจะอะไรใครสักคนจะต้องระมัดระวัง" พลเอกประยุทธ์ กล่าวและว่า วันนี้พูดด้วย โมโหด้วย แต่ก็ทำงานด้วย ยืนยันว่าไม่ได้โกรธนักข่าว 
 
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีคนเปลี่ยนฉากหลังในรายการคืนความสุขให้ในโซเชียล และชอบฉากไหนมากที่สุด พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า "เห็นแล้ว มันทุเรศทุกฉาก"
 
 
 
กำลังแก้ต้นทุนลอตเตอรี่ให้ต่ำกว่า 80 บาท วอนสื่ออย่าเร่ง เสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น
 
 
                        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า อยากให้ลองไปดูว่าราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกมาได้อย่างไร ซึ่งเงินที่ขายสลาก ก็จะนำไปทำการกุศล และนำไปเป็นงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งตนก็พร้อมที่จะลดราคาต้นทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ แต่วันนี้เราต้องไปดูว่าสัญญามีกี่ฉบับ แล้วมาแก้ว่าอันไหนที่หลุดสัญญา อันไหนที่ต้องต่อ หรือไม่ต้องต่อสัญญา ซึ่งต้องรื้อทั้งหมดมาดู ทั้งนี้หากราคาสลากออกมาอยู่ที่ 70-80 บาท จะทำให้เงินเข้ารัฐลดลง รายได้-รายจ่าย และงบประมาณของรัฐลดลงนั้น ตนก็ไม่ได้อยากได้ตรงนี้ แต่อยากได้ในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า ทั้งนี้แต่ละขั้นตอนในการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีการเพิ่มกำไรหลายทอด จึงต้องไปแก้ในส่วนนี้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังหาทางว่าจะแก้ไขปัญหาพวกนี้ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลาไม่ใช่แก้ได้ในวันเดียว 
 
                        "ปัญหาราคาลอตเตอรี่มันมีมากี่ปีแล้ว จะให้เลิกทั้งหมด ถ้าใช้อำนาจในการแก้ปัญหาทีเดียว แล้วคนขายลอตเตอรี่อีก 8 แสนกว่าคน ก็ต้องเดือดร้อน ถ้าจะแก้เดี่ยวก็มาแก้กัน เรากำลังทบทวนให้ราคาสลากออกมาให้ได้ในราคา 70 กว่าบาท และแต่ละขั้นตอนต้องมีกำไรเท่ากัน กำลังแก้ว่าต่อไปแต่ละสายที่จะออกมาต้องมีคนละสีจะเกิดอะไรขึ้น มันต้องค่อยๆ แก้ไปอย่างนี้ก่อน"
 
                        นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขณะนี้การลงทะเบียนก็ยังไม่ครบ เมื่อเรียกมาขึ้นทะเบียนก็มากัน แต่เมื่อถึงเวลาจะเอา ฉะนั้นสื่อจึงต้องไปช่วยเขียนว่ารัฐบาลมีความจริงใจแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงขอความร่วมมือให้ผู้ค้ามาร่วมลงทะเบียน 
 
                        เมื่อถามว่า หลังจากปีใหม่ราคาสลากกินแบ่งจะอยู่ที่ 80 บาทใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมจะทำให้ แต่จะมาเร่งตนแบบนี้ไม่ได้ การแก้ปัญหาด้วยการเร่งทุกอย่างไม่ได้ ผมเป็นใครจะมาแก้ทุกอย่างในเวลาอันรวดเร็ว ที่ผ่านมา 6 เดือน ทำไปเยอะกว่า 6 ปีที่ผ่านมาเสียอีก ผมรู้ว่าประชาชนฝากความหวัง แต่ทุกคนต้องให้ความหวังตนด้วยว่าจะช่วยกัน ถ้าให้ตนแก้เร็วๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตนประกาศเลยว่าจะยกเลิกโควต้าทั้งหมด แล้วถ้าบอกอย่างนี้อีกกี่คนจะเดือดร้อน"