ข่าว

 ลุ้นทุนนอกจ่อซื้อหุ้น 3 หมื่นล.ไหลเข้าช่วงครึ่งปีหลัง-6 เดือนหุ้นแบงก์วิ่ง 32%

ลุ้นทุนนอกจ่อซื้อหุ้น 3 หมื่นล.ไหลเข้าช่วงครึ่งปีหลัง-6 เดือนหุ้นแบงก์วิ่ง 32%

08 ก.ค. 2552

นักวิเคราะห์ประเมินหุ้นไตรมาส 3 ปรับฐานลง รับแรงกดดันจากความคาดหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว ส่วนไตรมาส 4 ค่อยๆ ฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก มองเม็ดเงินนอกไหลเข้า 3-5 หมื่นล้าน เผยครึ่งปีแรกหุ้นแบงก์วิ่ง 32%

นายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นครึ่งปีหลังว่า ในไตรมาส 3 ปีนี้ ดัชนีจะปรับฐานลงอีกครั้ง และค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 4 เนื่องจากมีแรงกดดันเรื่องเศรษฐกิจอาจไม่ฟื้นตัวจริงตามที่คาดหวัง หรือฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ อีกทั้งในไตรมาส 3 น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร หลังจากช่วงครึ่งปีแรกดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากจากระดับ 400 จุด มาสู่ระดับ 600 จุด รวมถึงในต่างประเทศจะมีการระดมทุนกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไปสู่ตลาดพันธบัตรมากขึ้น

 "ดัชนีน่าจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้นในช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยบวกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งจะเห็นผลในปลายไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป และต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4" นายโกสินทร์ กล่าวและว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังน่าสนใจคือ ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน

 นายโกสินทร์ กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศนั้น เชื่อว่าในครึ่งปีหลังจะมีแรงซื้อสุทธิมากกว่าครึ่งปีแรกที่ซื้อสุทธิประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยประเมินว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศในครึ่งปีหลังที่ 3-5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไตรมาสที่ 4 นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มลงทุนโดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยในอนาคตมาลงทุน

 ทั้งนี้ จากรายงานสรุปการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรก พบว่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 32.79% จากระดับ 449.69 จุดมาอยู่ที่ 597.48 จุด ขณะที่มีดัชนี 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าภาพรวมตลาด ประกอบด้วย หุ้นธนาคารพาณิชย์ เป็นหมวดที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมามากสุด 61.93% รองลงมาเป็นหมวดปิโตรเคมี เพิ่มขึ้น 52.72% หมวดขนส่งเพิ่มขึ้น 45.38% วัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น 41.27% อสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 40.87% หมวดเงินทุนหลักทรัพย์ 39.56% หมวดเกษตร 36.71% และเหมืองแร่ 34.2% ส่วนหมวดอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงมากสุด ได้แก่ กลุ่มบริการเฉพาะกิจ ลดลง 3.81% กลุ่มโรงแรม ลดลง 2.78% และแฟชั่น ลดลง 0.82%