
มติสนช.แถลงเปิดคดีถอดสมศักดิ์-นิคม8มค.ปีหน้า
27 พ.ย. 2557
"สนช."มีมติแถลงเปิดคดีสอย "สมศักดิ์-นิคม" 8 ม.ค. 58 ด้าน "ตวง"แจง 16 สนช.ที่มีส่วนได้เสียต้องร่วมกระบวนการสอยอ้างไม่เข้าร่วมประชุมถือละเว้นการปฏิบัติหน้า
วันที่ 27 พ.ย.57 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ ก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายพรเพชรแจ้งว่า นายนิคมได้มีหนังสือถึงประธานสนช.เพื่อขอคัดค้านการทำหน้าที่ของสนช. 16 คน ไม่ให้เข้าร่วมกระบวนการถอดถอนครั้งนี้ เนื่องจากเคยเป็นผู้เข้าชื่อร้องถอดถอนนายนิคมออกจากตำแหน่งต่อป.ป.ช. และยังมีส่วนร่วมในการพิจารณารัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. ซึ่งเป็นมูลเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถือว่า มีฐานะเป็นคู่กรณี มีส่วนได้เสีย และมีผลประโยชน์ขัดกันต่อเรื่องที่จะพิจารณา ตกอยู่ในสภาพร้ายแรง อาจจะไม่เป็นกลาง ขัดกับหลักกฎหมายมหาชน และหลักนิติธรรม จึงขอให้สนช.16 คน งดการเข้าร่วมการพิจารณาถอดถอนในทุกขั้นตอน
จากนั้นนายพรเพชรได้เปิดโอกาสให้สมาชิกสนช.อภิปรายแสดงความเห็นกรณีการคัดค้านไม่ให้สนช. 16 คน ทำหน้าที่ในกระบวนการถอดถอน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้อภิปรายไปในทิศทางเดียวกันคือสนับสนุนให้ทั้ง 16 คนทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้เหตุผลว่า การที่ 16 สนช. ซึ่งเป็นอดีตส.ว.ที่เคยเข้าชื่อยื่นถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ต่อป.ป.ช.นั้น เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้สนช.ต้องทำหน้าที่พิจารณาเรี่องการถอดถอน ไม่สามารถจะถอนตัวจากการพิจารณาได้ โดยเชื่อมั่นว่า สนช.ทุกคนจะทำหน้าที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ และไม่ใช่คู่กรณี หรือมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะยังไม่รู้ว่า ทั้ง 16 คน จะลงมติการถอดถอนไปในทิศทางใด
นายตวง อันทะไชย สนช. ในฐานะ 1 ใน 16 ที่ถูกยื่นคัดค้านไม่ให้ทำหน้าที่ อภิปรายว่า การร้องขอของนายนิคมไม่สามารถทำได้และขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 6 และ 9 เพราะมาตรา 6 ให้สนช.ทำหน้าที่ส.ส.และส.ว. ส่วนมาตรา 9 ระบุให้สนช.ต้องเข้าร่วมประชุม หากไม่ร่วมประชุมแสดงตนในการลงมติ อาจมีผลทำให้สิ้นสมาชิกภาพการเป็นสนช. สิ่งที่นายนิคมพูดเป็นการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเอง ทั้งที่สนช. 16 คน ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี 50 และกฎหมายป.ป.ช. ที่ให้อำนาจส.ว.ถอดถอนผู้กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถทำตามคำร้องขอนายนิคมได้ ยืนยันว่าตนไม่มีความเอนเอียงหรืออคติต่อฝ่ายใด บุคคลภายนอกไม่มีสิทธิมาสั่งตนได้ หากไม่เข้าร่วมการพิจารณาถอดถอนครั้งนี้ จะถูกร้องว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา 9
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดโอกาสให้สมาชิกสนช.แสดงความเห็นอย่างกว้างขวางเป็นเวลา 1 ชั่วโมง นายพรเพชรสรุปโดยใช้วินิจฉัยส่วนตัว ให้สนช.ทั้ง 16 คน ทำหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติใดทั้งตามรัฐธรรมนูญปี 50 และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่จะห้ามการทำหน้าที่ถอดถอน ของสนช. จึงให้คำร้องของนายนิคมตกไป พร้อมย้ำว่า หากสนช.คนใดจะขอสละสิทธิ์เข้าร่วมประชุมก็ทำได้ แต่ต้องทำหนังสือขอลาประชุมตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสนช. เพราะการไม่เข้าไปประชุมและลงมติจะมีผลต่อสมาชิกภาพ
จากนั้นนายพรเพชรได้แจ้งมติวิปสนช.ให้ที่ประชุมทราบว่า จะมีการแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมในวันที่ 8 ม.ค. 58 จะมีสมาชิกคนใดคัดค้านหรือไม่ ซึ่งไม่มีสนช.คนใดคัดค้าน ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมในวันที่ 8 ม.ค. 58 เวลา 10.00 น. ต่อมาเข้าสู่วาระการพิจารณาขอเพิ่มเติมหลักฐานของนายนิคม โดยที่ประชุมได้ เชิญนายนิคม และตัวแทนฝ่ายป.ป.ช.ได้แก่ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. และนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ ผู้ช่วยเลขาธิการป.ป.ช.มาชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งนายนิคมได้นำวีดีทัศน์การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. เวลา 4 ชั่วโมง มาเป็นหลักฐานเพิ่มเติม
นายนิคม กล่าวว่า แผ่นซีดีหลักฐานดังกล่าวได้เคยยื่นต่อป.ป.ช. แต่ไม่ปรากฏว่า ป.ป.ช.นำแผ่นซีดีดังกล่าวมาวินิจฉัยและลงมติ อาจจะด้วยความรีบร้อน หรือมีข้อกล่าวหายาวมาก ซึ่งตนก็ไปชี้แจงต่อป.ป.ช.ด้วยตัวเอง แต่ป.ป.ช. 8-9 คน มีแค่ประธานป.ป.ช.คนเดียวที่นั่งฟังตนตั้งแต่ต้นจบจบ แผ่นซีดีดังกล่าวเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่ตนทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม และถูกกล่าวหากระทำความผิด 3 เรื่องคือ 1. การลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.การกล่าวหาว่า ตนรับญัตติให้ปิดอภิปราย เพื่อลงมติ ทั้งที่ความจริงตนไม่ได้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ลงชื่อแก้ไขม.190 และ 237 เท่านั้น ส่วนปิดการอภิปรายนั้น ก็ทำตามข้อบังคับการประชุม เพราะเมื่อมีสมาชิกเสนอให้ปิดการประชุม ก็ต้องทำตามกฎหมาย
นายนิคมกล่าวว่า เชื่อว่า ป.ป.ช.คงไม่ได้ดูหลักฐานในซีดีบันทึกการประชุมทั้ง 120 ชั่วโมง ตนจึงยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมต่อสนช. เป็นแผ่นซีดี 2 แผ่น ที่ย่อการประชุม 120 ชั่วโมง เหลือ 4 ชั่วโมง เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทั้งหมด การดูซีดีจะดีกว่านั่งอ่านเอกสาร จะได้รับทราบบรรยากาศการประชุมทั้งหมด และทราบว่า สิ่งที่ร้องกล่าวหาตนนั้น ไม่ถูกต้อง อยากเตือนสติสนช. 16 คน ที่วางตัวไม่เป็นกลาง ทั้งที่ตนไม่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีโอกาสจึงต้องร้องคัดค้าน ถ้ามีจิตสำนึกและความเป็นคน ต้องไม่ใส่ร้ายหรือก้าวร้าวคนที่ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งเป็นเรื่องน่าอาย ประวัติศาสตร์ต้องจารึก
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ชี้แจงว่า ยืนยันป.ป.ช.ไม่มีการปกปิด ซุกซ่อนหลักฐานอะไร ทุกอย่างปรากฏอยู่ในสำนวนป.ป.ช.ทั้งหมด การที่นายนิคมจะยื่นเพิ่มเติมหลักฐานสำคัญเป็นแผ่นซีดี 2 แผ่น วัตถุพยานดังกล่าวนั้น องค์คณะป.ป.ช.ได้รวบรวมไว้ในสำนวนไต่สวนเรียบร้อยหมดแล้ว ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีหลักฐานแผ่นซีดีทั้งหมดรวม 91 แผ่น ซึ่งวัตถุพยานที่นายนิคมอ้างถึงอยู่ในแผ่นซีดี 91 แผ่นที่ป.ป.ช.มีอยู่แล้ว เพียงแต่นายนิคมได้ตัดต่อให้มีเนื้อหาสั้นลง แต่ทั้งหมดอยู่ใน 91 แผ่นแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ป.ป.ช.แล้ว เมื่อ 23 ธ.ค.56 ทั้งนี้กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ตรวจดูพยานหลักฐานทั้งหมดแต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ใช้สิทธิในการตรวจพยานหลักฐานแต่อย่างใด และได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรครบถ้วน ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวอ้างว่า แผ่นซีดีดังกล่าวเป็นหลักฐานใหม่นั้น คงต้องการสรุป เพื่อตัดต่อเนื้อหาให้สั้นลง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาอ้างว่า เป็นเรื่องที่ป.ป.ช.ไม่อนุญาตนำมาเป็นพยานหลักฐานในชั้นป.ป.ช. ยืนยันว่า ป.ป.ช.ให้โอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว
ขณะที่นายนิคมตอบโต้ว่า จำเป็นต้องย่อยแผ่นซีดีให้สั้นลง เพราะเชื่อว่า เป็นหลักฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมสนช. อีกทั้งข้อความที่ป.ป.ช.สรุปในสำนวนผิดไปจากข้อเท็จจริง มีกล่าวหาว่า ตนรับญัตติปิดประชุม ทั้งที่มีผู้ต้องการอภิปรายต่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จตสิ้นการชี้แจงของคู่กรณีแล้ว นายพรเพชร ได้ให้นายนิคมและตัวแทนป.ป.ช.ออกจากห้องประชุม และได้ขอมติจากที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้นายนิคมเพิ่มเติมหลักฐานเป็นซีดี 2 แผ่น ได้หรือไม่ ซึ่งมติที่ประชุมมีมติไม่ให้รับหลักฐานดังกล่าว ด้วยคะแนน 96 ต่อ 82 งดออกเสียง 14 เสียง โดยนายพรเพชรแจ้งให้สมาชิกสนช.ที่ต้องการมีประเด็นซักถามคู่กรณีให้ยื่นเสนอญัตติซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. -7 ม.ค.58
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนั้นที่ประชุมพิจารณาสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ โดยนายสมศักดิ์ไม่ได้มาชี้แจงต่อที่ประชุมสนช. ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของทั้งสองฝ่ายในวันที่ 8 ม.ค. 58 เวลา 10.00 น. โดยนายพรเพชรแจ้งว่า นายสมศักดิ์ไม่ประสงค์ขอเพิ่มพยานหลักฐาน แต่ขอส่งภาพรวมการแก้รัฐธรรมนูญปี 50 เรื่องที่มาส.ว.ให้พิจารณา รวมทั้งคำให้การต่อป.ป.ช.ด้วย ทั้งนี้หากสมาชิกคนใดมีข้อซักถามผู้ถูกกล่าวหา ให้ยื่นญัตติซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. - 7 ม.ค.58



