ข่าว

ไทย-ลาวชื่นมื่นมุ่งเสริมแกร่งอาเซียน

ไทย-ลาวชื่นมื่นมุ่งเสริมแกร่งอาเซียน

27 พ.ย. 2557

ไทย-ลาวชื่นมื่นมุ่งเสริมแกร่งอาเซียน ศก.แนวชายแดนรถไฟเชื่อมลดหวาดระแวง

               27พ.ย.2557 ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะประกอบด้วย พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นายพิเชษฐ  ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   นายวีระ โรจน์พจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26-28 พ.ย. ซึ่งการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งนี้  เป็นการเยือนประเทศอาเซียนอย่างเป็นทางการในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ของนายกรัฐมนตรี ในลำดับที่สามและสี่ ภายหลังจากการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเป็นการยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงผลักดันความร่วมมือที่สำคัญและคั่งค้างให้มีความคืบหน้า

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญการเดินทางเยือนสปป. ลาวระหว่างวันที่ 26 - 27 พ.ย.วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความคุ้นเคยและกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำสปป.ลาวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสปป.ลาว ในระยะต่อไป

               โดยเมื่อเวลาเวลา 11.00 น. วันที 27 พ.ย.นี้  พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชนถึงผลการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยเว็บไซต์รัฐบาลไทยได้รายงานว่านายกรัฐมนตรีแสดงความประทับใจต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่น การเดินทางมาเยือนครั้งนี้ เพื่อเป็นการติดตามความก้าวหน้าและสานต่อความร่วมมือด้านต่างๆโดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่างกัน  พร้อมเร่งผลักดันผลการพูดคุยในเวทีต่างๆ ทั้งอาเซม เอเปค และอาเซียน ให้มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

ไทย-ลาวชื่นมื่นมุ่งเสริมแกร่งอาเซียน

               สำหรับการส่งเสริมความเชื่อมโยงนั้น จะครอบคลุมการบริหารจัดการค่าผ่านแดน  การศุลกากร การให้เงินกู้ยืมการสร้างสะพานแห่งที่5  (บึงกาฬ - ปากซัน )และพร้อมพิจารณาโครงการสะพานแห่งที่ 6 (อุบลราชธานี-แขวงสาละหวัน) การสร้างถนนภายในประเทศและบริเวณแนวชายแดน   เพื่อเพิ่มมิติการค้าการลงทุน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร  โดยรัฐบาลยังย้ำถึงความสำคัญในการจัดตั้งและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวบริเวณชายแดน รวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสาย- หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟในสปป.ลาว  ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนเช่นกัน

               นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการพบปะภาคเอกชนไทยในสปป.ลาว ว่า ด้วยปริมาณและมูลค่าการค้าที่หนาแน่น  อาจเปิดกำหนดเขตเศรษฐกิจด้านมุกดาหาร อีกแห่งหนึ่ง เพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้แล้วที่ จ. หนองคาย เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทราบว่า คนลาวชอบใช้สินค้าและอาหารการกินไทย เพระมีคุณภาพดี

ไทย-ลาวชื่นมื่นมุ่งเสริมแกร่งอาเซียน

               ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวนั้น จะมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น มาใช้ประโยชน์ทั้งการให้บริการนักท่องเที่ยว ทั้งการตรวจเข้าเมือง การขอวีซ่า การใช้บัตร smart card รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยววร่วมกันในลักษณะ Joint Package  รวมทั้งการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ไทยและ สปป.ลาว ในปีหน้า

               นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงความสัมพันของไทยและ สปป.ลาว ที่ใกล้ชิดมีความคลึงกันทั้งภาษาและวัฒนธรรม มีความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา  ความร่วมมือตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์  ไทยจะต้องร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประทศ โดยใช้ประโยชน์เชิงกายภาพ จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิรัฐศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ไทยมีความเข้มแข็ง ลาว เข้มแข็ง เพื่อนบ้านเข้มแข็งและอาเซียนจะมีเข้มแข็งยิ่งขึ้น

               ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหลักการนโยบายต่างประเทศ เน้นส่งเสริมความร่วมมือ ลดความหวาดระแวง สร้างความไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในแต่ละประเทศ

ไทย-ลาวชื่นมื่นมุ่งเสริมแกร่งอาเซียน

               นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าเยี่ยมคารวะพลโทจูมมาลี ไชยะสอน ประธานประเทศ สปป.ลาว ที่ได้สอบถามพระอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยินดีที่ทราบว่าทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง พร้อมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วย

               นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประธานประเทศ สปป. ลาว กล่าวถึงความขัดแย้งในอดีตที่มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก  ขออย่าติดกับดักความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของไทย ไทยต้องไม่ขัดแย้งกับใคร ต้องไม่ขัดแย้งกันเอง ทุกคนต้องช่วยกันร่วมมือ ร่วมใจ ประเทศไทยเดินหน้าได้


พบนักธุรกิจไทยในลาวพร้อมสนับสนุนทุกด้าน


               ทั้งนี้เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ พบปะกับนักธุรกิจไทยในลาว เพื่อให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจแก่นักธุรกิจไทยในต่างประเทศ และพร้อมให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจทุกด้าน และให้นักธุรกิจไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้ภาคธุรกิจช่วยรัฐบาลเพิ่มช่องทางการค้าการลงทุน ทั้งฝากให้เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นตลาดสำคัญการส่งออกสินค้าของไทย เนื่องจากในแต่ละปีไทยมียอดส่งออกกว่าร้อยละ 70 ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากรวมตัวกันได้จะทำให้อาเซียนมีอำนาจในการต่อรองทางการค้าในตลาดโลก

               “ขอให้มองว่าตั้งแต่ช่วงปี 2015-2025 การเชื่อมโยงของเศรษฐกิจการค้าการลงทุน จะมีมากขึ้น จึงเน้นย้ำให้พัฒนาศักยภาพสินค้าที่เป็นจุดเด่นของไทย โดยเฉพาะศักยภาพด้านผลผลิตทางการเกษตร ความเชื่อมโยงการค้าการลงทุนเศรษฐกิจ เราต้องมองศักยภาพตัวเอง และภาพสะท้อนภายนอกที่มองกลับมา รวมถึงมองไปข้างนอกว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพนำไปปรับเพิ่มศักยภาพของเรา” นายกรัฐมนตรี กล่าว

               นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนลาวเป็นจุดเชื่อมโยง (Land link ) และขอให้ลาวมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเชื่อมโยง 5 จุดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอาเซียนในปี 2558 โดยเฉพาะด่านชายแดนไทยที่จังหวัดมุกดาหาร จะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คู่ขนานกับเมืองสะหวัน-เซโน ซึ่งจะขยายเส้นทางคมนาคมรองรับการค้าและการท่องเที่ยว รวมทั้งการลงทุนสร้างโครงการรถไฟทางคู่จากจีนเชื่อมต่อลาวและไทย โดยหวังเป็นเส้นทางสายไหมเส้นใหม่

               “ตอนนี้เรามีเวลาอีกไม่มาก ทำอย่างไรให้สินค้าของเรามีความสำคัญ คือการจัดการตลาดในประเทศ โดยการเพิ่มช่องทางในการขนส่งสินค้า ซึ่งการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องสำคัญ และขณะนี้ไทยกำลังจะสร้างเส้นทางรถไฟ จาก กทม.-แก่งคอย นครราชสีมา หนองคาย เชื่อมต่อมายังลาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

               สำหรับความสัมพันธ์ไทย-สปป.ลาว ในปัจจุบันดำเนินไปอย่างราบรื่นใกล้ชิดบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน และมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเกื้อกูล ได้แก่ ความใกล้ชิดทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม  ภารกิจสำคัญในการเยือนครั้งนี้ ได้แก่ การเข้าร่วมพิธีต้อนรับและหารือข้อราชการกับนายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  การร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง 3 ฉบับ ประกอบด้วย บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการพัฒนาโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว ระยะที่ 2  บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยกับสปป.ลาว และสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินโครงการก่อสร้างถนนจากเมืองหงสา-บ้านเชียงแมน (เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง) เข้าเยี่ยมคารวะประธานประเทศลาว เข้าเยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติ พบปะนักธุรกิจไทยในสปป.ลาว และมอบนโยบายต่อทีมประเทศไทย ประจำ สปป.ลาว เป็นต้น  ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีลาวและภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะด้วย

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ณ สปป.ลาว ในวันที่27 พ.ย. เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต เพื่อเดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในเวลา 14.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์การเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และยืนยันนโยบายและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมและกระชับความร่วมมือ ระหว่างกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึงความร่วมมือในกรอบภูมิภาคและอนุภูมิภาค​ ซึ่งปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย - เวียดนามอยู่ในระดับที่ดี ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกันและกัน และมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อเดือนมิถุนายน2556 ผู้นำสองฝ่ายได้ประกาศยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ เวียดนามนับเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
         
               ทั้งนี้ภารกิจสำคัญในการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายเจือง เติ๊น ซาง ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายเหวียน ซิง หุ่ง ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม และ นายตะ กวาง หงอก นายกสมาคมมิตรภาพเวียดนาม - ไทย ซึ่งจะได้หารือกันถึงแนวทางในการผลักดันการดำเนินความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ภายใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม การส่งเสริมการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะสินค้าการเกษตร คือข้าวและยางพารา การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันโดยปรับปรุงเส้นทางโดยผ่านลาวและกัมพูชา รวมถึงส่งเสริมให้มีการขนส่งตามแนวชายฝั่งทะเลมากขึ้น โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายจะมีการลงนามแผนปฏิบัติการและบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับ คือ แผนปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย - เวียดนาม และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรา - นครเกิ่นเทอ