
ผ่าบ่อนดังเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์
ผ่าบ่อนดังเส้นทางส่วยพันล้าน เครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ : ทีมข่าวอาชญากรรม
กลายเป็นคดีใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจหลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมผู้บังคับการปราบปราม ที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรงหลายข้อหา
สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก รับผลประโยชน์กรณีการดูแลบ่อนการพนันโดยเฉพาะบ่อนพนันย่านรัชดาฯ-พระราม 9 ที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2553 และต่อเติมสถานอาบอบนวดให้เป็นที่ลับตาคน เพื่อเปิดให้เล่นการพนันบัคคารา และกำถั่ว พร้อมไฮโลไฮเทคกว่าร้อยโต๊ะ สามารถรองรับนักพนันทุกระดับได้กว่าพันคน มีลานจอดรถเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ซึ่งบ่อนแห่งนี้จากแนวทางการสืบสวนทราบว่าเป็นบ่อนใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาลหลายพันล้าน และมี พล.ต.ต.โกวิทย์เป็นผู้ดูแลระบบการเปิดบ่อน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีเรื่องร้องเรียนถึงพฤติการณ์การรับผลประโยชน์มหาศาลของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก นอกจากนี้ยังมีบ่อนการพนันอีกหลายแห่งที่กลุ่มของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เข้าไปเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์ โดยอ้างเบื้องสูงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ประกอบการเหล่านี้
ภายหลังการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพรรคพวก เจ้าหน้าที่พบทรัพย์สินจำนวนหลายพันล้านซุกซ่อนไว้ในบ้านของกลุ่มผู้ต้องหา ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. บอกว่า ทรัพย์สินที่ตำรวจเข้าตรวจสอบได้ทั้งหมด ทางปปง.ประสานข้อมูลกับ สตช. เพราะคดีดังกล่าว เข้าข่ายฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่ง ปปง.สามารถดำเนินการได้ทันที ขณะนี้ สตช.อยู่ระหว่างการทำบัญชีรายการทรัพย์สินเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ ก่อนส่งมอบให้แก่ ปปง.
"เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุมูลค่าที่ชัดเจนได้ แต่คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นชิ้นสำหรับทรัพย์สินประเภทวัตถุโบราณที่มีอยู่จำนวนมาก ปปง.จะต้องตรวจสอบว่า ซื้อขาย และรายงานธุรกรรมถูกต้องหรือไม่ เพราะการซื้อขายวัตถุโบราณตามมาตรา 16 ของกฎหมายฟอกเงินถือเป็นการประกอบอาชีพค้าของเก่ามีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรม หากไม่รายงานต้องเสียค่าปรับครั้งละ 5 แสนบาท วันละ 5,000 บาท โดยปปง.จะติดตามเพื่อเอาผิดกับร้านขายของเก่าที่นำของมาขาย หากไม่สามารถติดต่อได้ผู้ต้องหาต้องชี้แจงถึงการได้มาของทรัพย์สิน"
จากพฤติกรรมซุกซ่อนทรัพย์สิน เช่น การสร้างตู้นิรภัยในรูปแบบต่างๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป็นการเก็บทรัพย์ไม่เป็นปกติ ถือเป็นการปิดบังอำพรางทรัพย์ เป็นลักษณะความผิดฐานฟอกเงิน ทั้งนี้ ปปง.ได้เดินหน้าติดตามเส้นทางการเงินและธุรกรรมของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อแจ้งเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยทรัพย์สินที่ยึดได้ รวมถึงที่ผ่านกระบวนการฟอกเงินจากการรับส่วยหรือสินบนค้าน้ำมันเถื่อน เช่น พระพุทธรูป ภาพเขียน ตำรวจจะตรวจสอบ และมอบให้ ปปง.ดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินทั้งหมด
ส่วนการติดตามบัญชีธนาคาร เชื่อว่าจะมีทรัพย์สินไม่มากนัก เพราะบุคคลระดับผู้บัญชาการ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินการฟอกเงิน ทำให้ไม่นำทรัพย์ผ่านสถาบันการเงิน ถือเป็นการซ่อนทรัพย์วิธีหนึ่ง
เกี่ยวกับการขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการนั้น ก่อนหน้านี้มีข่าวแว่วออกมาว่า ชุดทำงานเตรียมออกหมายเรียก “นายตำรวจ” อีกลอตใหญ่ไม่ต่ำกว่า 40 นาย ที่มีข้อมูลหลักฐานว่าอาจโยงใยกับขบวนการเครือข่ายการกระทำความผิดฯ โดยเฉพาะประเด็น ส่วยน้ำมันเถื่อน, ส่วยบ่อนการพนันในเมืองกรุง รวมไปถึงการตรวจสอบข้อมูลรายชื่อนายตำรวจที่เคยมีการวิ่งเต้นโยกย้ายจ่ายเงิน เพื่อเข้ามาอยู่ในตำแหน่งหลักๆ ก็จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดเช่นกัน
ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวทันที โดยเฉพาะข้อมูลที่ว่าเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีจะออกหมายเรียกนายตำรวจกว่า 40 นาย ที่พัวพันกับขบวนการกระทำความผิด ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก ในเรื่องส่วยน้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน และการวิ่งเต้นโยกย้ายที่มีนายตำรวจชั้น พล.ต.ต. 3 นาย, พ.ต.อ. 2 นาย และ พ.ต.ท.อีก 1 นาย นั้นไม่เป็นความจริง
"ขอยืนยันว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน หากจะออกหมายเรียกเพิ่มเติมก็จะทราบเอง อย่าไปนำเสนอข่าวทำให้นายตำรวจไม่เป็นอันทำงานกันเลย ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จะนำหลักฐานมาแฉวงจรบ่อนการพนันที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องก็ยินดีหากช่วยกัน แต่ทุกอย่างต้องมีหลักฐานที่เพียงพอ ไม่ใช่มาพูดกันลอยๆ ไม่ได้"
ขณะที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงเรื่องการคอร์รัปชั่นในวงการตำรวจ ว่า ต้องตรวจสอบไปตามกลไกปกติ โดยไม่เร่งดีกรี หรือจะไปจี้สอบจุดไหนเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ผิดต้องว่าไปตามผิด และไม่อยากให้พูดว่าวงการตำรวจมีการทุจริต เพราะเป็นพฤติกรรมของตำรวจบางนายเท่านั้น ส่วนตำรวจอื่นๆ ที่ดียังมีอีกมากขอบอกว่าไม่ว่าจะเล็ก จะใหญ่ ผิดคือผิด ต้องสู้คดีกันไป การแต่งตั้งตำรวจจะต้องมีระบบคุณธรรม หากพบว่าเกี่ยวพันถึงใครก็ต้องจับกุมหมด ทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน หวังว่าปัญหาเรื่องการรับส่วยจะลดลง
"ขณะนี้ทุกอย่างก็ออกมาให้เห็นแล้วว่าไม่มีอำนาจใดมาปกป้องได้ ถ้าทำความผิด และมีหลักฐาน ตำรวจใหญ่ขนาดไหน ก็ต้องถูกดำเนินคดี อย่าไปคิดว่าถ้ามีใครปกป้องเขาแล้วจะดำเนินคดีได้หรือไม่ ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์"
ยืนยันว่า รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวคิดในเรื่องการปฏิรูปตำรวจอยู่แล้ว โดยจะมีระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และบังคับใช้กฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ตอนนี้ก็ตั้งกองทุนยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีเงินได้สู้คดี เป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านกฎหมาย



