ข่าว

‘ความจริงใจ‘ทำลายกำแพงความหวาดกลัวของหัวใจ

‘ความจริงใจ‘ทำลายกำแพงความหวาดกลัวของหัวใจ

27 พ.ย. 2557

‘ความจริงใจ‘ทำลายกำแพงความหวาดกลัวของหัวใจ : เขยฝรั่งสะใภ้อินเตอร์ เรื่อง-ศุภกร อรรคนันท์ เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

             ในยุคสมัยเกือบสี่สิบปีที่แล้ว เด็กชนบทที่ฐานะยากจน ย่อมขาดโอกาสทางการศึกษา บางคนต้องทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ดังเช่นชีวิตของ "อำไพ" สาวเมืองอุดรธานี ถิ่นที่ราบสูงที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความยากจนในสมัยนั้น วัยเพียง 5 ขวบยังไม่ประสาอะไรกับโลกใบนี้ แต่เธอก็ถูกส่งไปทำงานที่บ้านคนมีฐานะแล้วได้เงินเดือนเพียง 5 บาท เพราะครอบครัวชาวไร่ชาวนา ลำพังอยู่บ้านต้องกินต้องใช้ก็เป็นภาระแล้ว

             “ตอนเป็นเด็ก แม่ส่งให้เราไปดูแลลูกคนอื่นตั้งแต่อายุได้ 5 ขวบ เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ทำงานบ้าน เขาให้ทำอะไรก็ทำหมดถูกอย่าง ไม่ว่าจะให้ล้างรถ ทำกับข้าว ไปตลาด ให้เลี้ยงเด็ก 11 คนก็เลี้ยงมาแล้ว แต่เงินเดือนได้เดือนละ 5 บาท โดยแม่จะเบิกล่วงหน้าไปก่อน 2 ปี หรือ 4 ปี หรือบางทีไม่มีเงินค่าจ้าง นายจ้างให้ค่าจ้างเป็นข้าวเปลือก หรือข้าวสารแทน เขาให้ทำอะไรเราก็ทำหมดทุกอย่าง พอโตหน่อยก็เปลี่ยนไปเป็นคนรับใช้ทำมาหลายบ้าน แม้กระทั่งเคยเป็นคนใช้ดารานักร้องชื่อดังของเมืองไทยมาแล้ว"

             จนกระทั่งอายุ 24 ปี จึงเลิกทำ โดยหันไปทำงานเสิร์ฟร้านคาราโอเกะที่ตัว จ.อุดรธานี บ้านเกิด ชีวิตวัยสาวสะพรั่งก็ต้องมีคนมาคบหาตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน ร่วมกันสร้างครอบครัว มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน แต่ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น ทัศนคติที่แตกต่างกันจึงต้องเลิกรากันไป

             ระหว่างที่เธอทำงานเสิร์ฟที่คาราโอเกะในขณะนั้น ได้มีนายหน้าชักชวนให้มาทำงานล้างแก้วที่เมืองพัทยา พร้อมเสนอเงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท จึงได้นำลูกสาวไปฝากไว้กับแม่ แล้วเดินทางมาเสี่ยงโชคที่เมืองพัทยาตั้งแต่นั้นมา โดยกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดน้อยครั้ง มีเพียงทุกเดือนส่งเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเธอไม่ว่าจะได้มากหรือได้น้อย ก็จะส่งกลับไปให้พ่อแม่ใช้จ่ายอยู่เป็นประจำ

             “มีคนมาชวนไปทำงานล้างแก้วที่พัทยาได้เดือนละ 3,000 บาท ในสมัยนั้น รู้สึกดีใจมาก จึงตัดสินใจเดินทางมาทำงานพร้อมเพื่อนอีกหลายคนที่เมืองพัทยา เมื่อมาถึงกลับพบว่าที่ทำงานไม่ใช่ร้านอาหาร กลับเป็นบาร์เบียร์ เมื่อมาทำงานแก้วก็ไม่มีให้ล้าง เพื่อนๆ ที่มาด้วยกันจึงพากันหลบหนีไปเพราะเกรงว่าจะถูกหลอกมาขายตัว ส่วนเราก็พยายามหางานทำไปเรื่อยเพื่อช่วยเหลือตัวเอง แต่ไม่ยอมไปกับฝรั่ง เพราะตอนนั้นกลัวฝรั่งมาก นับว่าเป็นช่วงชีวิตที่ลำบากอย่างแสนสาหัส”

             กระทั่งเมื่อความอดทนมาถึงจุดสิ้นสุด เธอคิดถึงคนที่รออยู่ทางบ้านทั้งลูก ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ทุกคนรอความหวังจากเธอที่เป็นเสาหลัก ออกจากบ้านมาทำงานหาเงินส่งไปจุนเจือทุกคนในครอบครัว หากเธอหยุดส่งเงินกลับบ้าน ทุกคนในครอบครัวต้องเดือดร้อนแน่ เธอจึงตัดสินใจยอมคบหากับฝรั่งที่มาสนใจ อยู่ด้วยกัน 3 ปีก็ต้องเลิกกันไป ชีวิตคู่ล้มเหลวอีกครั้ง

             "เป็นคนที่หาเงินให้ครอบครัวมาโดยตลอด อยู่ดีๆ ก็หยุดส่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ทุกคนที่อยู่ทางบ้านต้องเดือดร้อนแน่ เพราะครอบครัวเราไม่มีใครเคยออกไปทำงานหาเงินกันเลยสักคน ทำแต่อาชีพทำนา ทำไร่ ตกปลา จับปลา จับกบ จับเขียด กินกันเป็นอาหาร ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม โดยที่เราก็ยังดูแลครอบครัวมาโดยตลอดอยู่เช่นเดิม วันนั้นเราจึงตัดสินใจไปอยู่กับฝรั่งที่มาสนใจ อยู่ด้วยกัน 3 ปี จึงเลิกรากันไป"

             ดูเหมือนชีวิตของอำไพจะมีแต่อุปสรรคเข้ามาให้เธอได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของหัวใจ วันที่ท้อแท้ ผิดหวัง ก็ต้องพยายามนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลังอีกกี่ชีวิตที่แขวนไว้กับเธอ หากอำไพไม่สู้ คนในบ้านก็ต้องล้มกันหมด วันๆจึงมุ่งหน้าทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว หวังว่าสักวันอาจจะลืมตาอ้าปากได้

             กระทั่งวันหนึ่ง อำไพสะดุดตาฝรั่งสูงวัยที่พบในร้านอาหารแถว อ.ศรีราชา ด้วยดวงตาสีฟ้า ผมสีทอง สูง ขาว ดูสะอาด ทำให้อำไพพยายามขอทำความรู้จัก จนทราบชื่อว่า "เคนเนท วอคเตอร์ โรเชสเตอร์" ชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 73 ปี

             ขณะที่ เคนเนท วอคเตอร์ โรเชสเตอร์ เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง ชีวิตคู่ที่ผ่านมาไม่เคยมีความประทับใจ ผ่านเรื่องร้ายๆ จนทำให้เขากลัวการผูกมัด กลัวที่จะต้องมีภรรยาที่จะมาหักหลังเขาอีก เมื่ออำไพมาแสดงท่าทีสนใจ จึงไม่ได้รับการตอบสนองจากเคนเนทนัก แต่ก็ยอมพูดคุยด้วย ทำให้สัมผัสได้ว่าสาวไทยคนนี้อาจจะไม่เหมือนทุกคนที่เคยผ่านมา จึงยอมคบหาด้วย

             การคบกันตลอด 3 ปี เหมือนมีกำแพงขวางกั้น หลายครั้งที่เคนเนทเริ่มเห็นความดีของอำไพ แต่ก็ไม่กล้าถลำใจรักผู้หญิงคนนี้จริงๆ ด้วยความกลัวกับอดีตของตัวเอง เขาไม่เคยให้เงินอำไพเลย อยากไปเที่ยวกับใครก็ไป ไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่อำไพก็เข้าใจ ขอเพียงให้ได้อยู่กับเขาก็พอ เพราะรักผู้ชายคนนี้มาก

             "จะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งก็ต่อเมื่อต้องสูญเสียมันไป" เป็นคำกล่าวที่เคนเนทพบเจอกับตัวเอง ตลอดเวลา 3 ปีที่ไม่เคยแสดงความรัก พยายามปิดกั้นหัวใจตัวเองไม่ให้รักใครได้อีก
 
             แต่เมื่อต้องห่างกันเขาเดินทางไปทำงานประเทศอียิปต์เป็นเวลา 8 เดือน ทิ้งอำไพให้อยู่ที่เมืองไทยและอาจทิ้งร้างชั่วนิรันดร์

             แต่ตลอดเวลาทำไมในสมองของเคนเนทจึงคิดถึงแต่อำไพ คิดถึงความดีของหญิงสาวที่ดูแลทุกอย่าง คิดถึงรอยยิ้มและความร่าเริงอารมณ์ดีเป็นเพื่อนที่พร้อมอยู่ข้างกายตลอดเวลา เขารู้แล้วว่าขาดอำไพเหมือนจะขาดใจ

             เขายอมรับกับหัวใจแล้วว่าเธอคนนี้คือผู้ที่เขาจะร่วมชีวิตไปด้วยกัน กำแพงแห่งความหวาดกลัวได้ถูกทำลายลงแล้ว ด้วยหัวใจแห่งรักที่บริสุทธิ์และความห่วงหาอาทรที่มีต่อกัน "เคนเนท" ได้เดินทางกลับมาขอ "อำไพ" แต่งงาน นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 18 ปีแล้ว

             "ตอนนี้ชีวิตเขาอยู่คนเดียวไม่ได้ เมืองไทยมีทั้งอากาศ อาหาร และรอยยิ้มแห่งความเป็นมิตรของคนไทยทุกคน เขาจึงตัดสินใจกลับมาขอเธอแต่งงาน ทุกวันนี้กระเป๋าของเขาคือกระเป๋าของเรา เงินเดือนของเขาคือ เงินเดือนของเรา เวลาที่ตกงานเราก็ตกงานด้วยกัน เวลาตกงานก็จนมาก เวลามีงานทำก็มีกินกัน ซึ่งเงินที่ได้มาก็เป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัวทั้งสองบ้าน ซึ่งในปั้นปลายของชีวิต เขาและเธอจะกลับไม่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อยู่กับธรรมชาติที่บ้านเกิดของอำไพใน จ.อุดรธานี "