
นายกฯมอบรางวัลอุตสาหกรรม
26 พ.ย. 2557
นายกฯ ปาฐกถางานมอบรางวัลอุตสาหกรรม ปี57 หวังอาเซียนเป็นศูนย์รวมอาหารโลก แจงประชาธิปไตยต้องมีขอบเขต ลั่นไม่ได้เป็นเผด็จการ วอนดูเจตนา
26 พ.ย.57 เมื่อเวลา 09.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2557 (Prime Minister Industry Award 2014) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล โดยตอนหนึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งท่านทำให้ประเทศไทยมีศักดิ์ศรี และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดูแลในส่วนที่เป็นรายได้ให้ของประเทศ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศอื่น แต่ทั้งนี้ในปีหน้าตนอยากให้มีรางวัล "เดอะเบสออฟเดอะเบส" แบ่งเป็นระดับ ใหญ่ กลางเล็ก แล้วการจัดระดับในการให้รางวัลด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาในปัจจุบันเรามีปัญหาที่เป็นปัจจัยภายนอกและภายใน ที่ต้องปรับตัวให้ทัน เพราะเราต้องรู้ว่าโลกมองเราอย่างไร เราจะมองจากภายในอย่างเดียวก็จะไม่ทันเขา ต้องดูว่าโลกมองแต่ละประเทศอย่างไร มองความเชื่อมโยง ซึ่งเราต้องนำจุดที่เรามีศักยภาพสร้างแบรนด์ของประเทศ ตนไม่บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมและเราเป็นเกษตรอย่างเดียวไม่ได้ ยานยนต์อย่างเดียวก็ไปไม่ได้ ทำอย่างไรทั้งสองอย่างทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรจะสมดุลกัน และจากการที่ตนเดินทางไปประชุมต่างประเทศที่ผ่านเราถูกมองว่าเป็นประเทศเล็กที่ถูกกำหนดโดยกลไกการบริหาร และมีข้อจำกัดผูกพันทางการค้า ที่ผ่านมาเราไม่มีโอกาสเสนอว่าเราต้องการอะไร จึงอยากเสนอว่าหากใครจะไปประชุมที่ไหนต้องไปพูดว่าเราต้องการอะไรบ้าง เราต้องกำหนด โดยเฉพาะในอาเซียน เพราะวันนี้เวลาพูดคุยเจรจาการค้าการลงทุนมีการพูดถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เชื่อมโยงประชาคม เพราะคำว่าอาเซียนใหญ่กว่าประเทศไทย ที่เราต้องดูแลมนุษยชาติด้วย หน้าที่อาเซียนต้องดูแลมนุษยชาติ ไม่ให้มีความขัดแย้ง ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ความยากจนซึ่งเป็นปัญหา และตนอยากให้อาเซียนเป็นศูนย์รวมอาหารโลก รวมทั้งขอย้ำนโยบายไทยบวกหนึ่ง ใครมาลงทุนที่ไทยจะบวกหนึ่งอีกชาติอาเซียน และชาติอาเซียนต้องบวกไทยเพื่อเชื่อมสัมพันธภาพ และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร
นายกฯ กล่าวถึงราคาข้าวและสินค้าเกษตรด้วยว่า ข้าวต้องราคาดีกว่านี้ เพราะสิ่งที่ตนห่วงคือเมื่อราคาสินค้าเกษตรต่ำลงเกษตรกรพวกนี้จะออกจากวงจรทางเศรษศฐกิจ วันหน้าจะไม่มีคนผลิต เพราะวันนี้คนที่ทำนาคือคนรุ่นพ่อแม่ จะดูแลเขาอย่างไร ต้องสร้างราคาให้เพียงพอ เพราะต้นทุนต่อไร่ขณะนี้อยู่ที่ 6-7 พันบาท เราต้องลดต้นทุน และเพิ่มราคาสร้างแบรนด์ข้าวไทยและราคาผลผลิตเกษตรได้อยางไร
นายกฯ กล่าวต่อว่า กติกาการลงทุนจะดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสิทธิประโยชน์จะไม่ธรรมดาแน่นอน เราต้องให้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เกิดความยั่งยืนเพื่อให้คนไทยมีงานทำ ต้องมีโอกาสขึ้นเป็นระดับหัวหน้างานไม่ใช่แค่แรงงานอย่างเดียว ไม่ใช่ยากเลย และเราออกกฎระเบียบเพื่อให้ต่างชาติรู้ว่าเราต้องการอะไร แต่ทั้งนี้เราต้องแก้ปัญหาลดขั้นตอนการติดต่อกับหน่วยงานราชการใช้ไอทีได้ให้ใช้ ตนไปต่างประเทศเขาถามว่าประเทศท่านเลิกทะเลาะกันหรือยัง ตนบอกว่านิ่งสนิทแล้ว เขาก็อยากจะมาประเทศไทยเพราะประเทศไทยน่ารัก
ในตอนท้ายพลเอกประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะให้พิเศษในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือไปอยู่ที่สงขลา ในพื้นที่ที่ทหารดูแลให้ ตรงนี้จะได้เกิดสักที เช่น ไปทำยางแปรรูป ให้มีความต่อนื่อง ดังนั้นรัฐบาลจะเร่งรัดพื้นที่ชายแดน และ 4อำเภอสงขลา แล้วท่านก็เสนอมาว่าต้องการอะไร
นายกฯปัดเผด็จการ ชี้ปชต.ต้องมีขอบเขต
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลนี้เป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลอื่นนั้น นายกรัฐมนตรีอึดอัดใจอะไรหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่อึดอัดใจ เพราะทุกคนเรียกร้องประชาธิปไตย เราก็พยายามใช้หลักการทางประขาธิปไตยให้มากที่สุด การแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมแต่ก็ต้องอยู่ขอบเขตมาก ก็ต้องยอมรับว่ามันต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีกติกา ที่ผ่านมาเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เสรีภาพ อยากทำอะไรก็ทำก็ทำ แล้ววุ่นวายไหม ผมไม่ปฏิเสธ แต่อย่าให้เกิดขึ้นอีกในวันหน้า เมื่อผมไม่อยู่แล้วก็ทำกันไป แต่วันนี้ผมต้องขอกติกาตรงนี้ เพื่อจะแก้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในวันหน้า"
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้คิดว่านายกรัฐมนตรีไม่เป็นเผด็จการเกินไปใช่หรือไม่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "เผด็จการตรงไหน ถามว่าคำว่าเผด็จการคือการยึดอำนาจ ผลประโยชน์ การค้า การลงทุนหยุดทั้งหมด เป็นสินทรัพย์ของตัวเองเป็นของผู้นำ ผมทำอะไรสักอันแล้วยัง มีอะไรเป็นของผมหรือยัง สลึงหนึ่งได้สักอย่างไหม แล้วผมก็ต้องมาหงุดหงิดบ้าง อารมณ์เสียบ้าง ต้องมาคำถาม แต่ผมทำเพื่ออะไร เพื่อใครดูเจตนาผมหน่อย อย่ามาบอกผมอย่างนี้ อย่างนั้น ผมไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นแต่ถ้ามันเกิดก็ต้องไปว่ามา"
ส่วนข้อเสนอของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น พลเอประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นข้อเสนอของท่าน ซึ่งเป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ เมื่อถามต่อว่า มีการพูดถึงเรื่องการทุจริตด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ามีการทุจริต ก็ต้องไปหามา ผมบอกแล้ว ต้องไปหามาใครทุจริตตรงไหน ไปหามา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีต้องการให้การรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศไทยใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า "อย่าไปสนใจว่าจะรัฐประหาร แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติไม่มีความวุ่นวาย มันก็ไม่มีใครหาเหตุที่จะเข้ามาแก้ปัญหา หรือทำอย่างอื่นได้ ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเข้ามา เข้ามาได้แต่ต้องทำให้เป็นแบบนี้ ที่มีธรรมาภิบาลไม่ทุจริต โปร่งใส มันมีเผด็จการ 2 อย่างไม่ใช่หรือ เผด็จการรัฐสภา ไปทบทวนมาว่าเผด็จการรัฐสภาคืออะไร ไปหามา"
เมื่อถามต่อว่า จะไม่มีเผด็จการรัฐสภาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว
นายกฯเผยไทยจำเป็นต้องใช้ไฟ รอหารือซื้อไฟเพิ่มจากลาว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการเดินทางเยือน สปป.ลาวและเวียดนามว่า จะมีการซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเติมหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวมีสัญญาระหว่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกัน โดยต้องเชื่อมโยงเรื่องของไฟฟ้า ขณะที่ไทยก็มีความจำเป็น สำหรับเรื่องดังกล่าวอาจมี 2 ลักษณะคือ 1.ซื้อโดยตรง หรือ 2.ให้มีการส่งต่อไปที่อื่น อย่างไรก็ตามการเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้มีความกังวลอะไร ส่วนจะมีความร่วมมือด้วยใดบ้างนั้น เมื่อกลับมาแล้วจะแจ้งให้ทราบ
"เราจะทำอย่างไรให้อาเซียนเข้มแข็ง ให้ประเทศเข้มแข็ง ก็ต้องดูว่าเรามีพื้นฐานด้านไหน ได้เปรียบด้านใด ก็ต้องเอามาพัฒนาด้านการค้าการลงทุน เราต้องพูดเป็นอาเซียนไม่ใช่พูดเป็นประเทศไทยแล้วนะ สื่อก็ต้องไปเชื่อมโยงกับสื่อต่างประเทศด้วย ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษและพูดคุยกับเขา มันจะได้ไปด้วยกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า นอกจากความร่วมมือด้านไฟฟ้ากับลาวแล้ว ยังมีความร่วมมือตามแนวเขตชายแดน รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษ และความร่วมมือด้วยอื่นๆที่จะร่วมกันพัฒนาต่อไปในอนาคต โดยที่ผ่านมาในฐานะเพื่อนกันไทยก็ได้ช่วยเหลือลาวมาโดยตลอด ดังนั้นอะไรที่ร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกัน และคงมีการพูดคุยถึงความเชื่อมโยงต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้เมื่อใดที่เดินทางไปต่างประเทศก็ได้พูดคุยกับบรรดานักลงทุนชาวไทยทุกครั้ง และดูว่ามีปัญหาด้วยใด และอะไรที่ต้องปรับ
นายกฯชี้ พ.ร.บ.การยาง ปรับแก้ในกมธ.ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีผู้ชุมนุมเครือข่ายชาวสวนยางพาราเรียกร้องให้ถอด พ.ร.บ.การยางเพราะเห็นว่าไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ว่า สามารถปรับแก้ได้หมด ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ปรับแก้ได้ เมื่อใครเห็นอย่างไรก็ต้องมาพูดคุยกัน ไม่ใช่ว่าเข้ามาในสภานิติบัญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วจะออกมาอย่างนั้นเลย เพราะบางอย่างจำเป็นต้องตีความ
"เราฟังทุกฝ่าย บางครั้งก็เห็นใจว่ากฏหมายเหล่านี้บางทีมีการเตรียมการไว้นานแล้ว แต่ยังไม่เข้า พอถึงเวลาหนึ่ง เขาก็เร่งเอาเข้าไปก่อนเพื่อให้ทันในการพิจารณา อย่าเพิ่งไปคิดว่ามันจะเสียหาย ก็อยากจะทำให้มันดีขึ้น เรื่องใดที่ทำให้ถอยหลังเราไม่ทำ อะไรที่เดือดร้อนมาก ๆ เราไม่ทำ ถ้าเดือดร้อนน้อย ๆ ก็มีบ้าง ถ้าต้านกันหมดไม่งั้นเดินหน้าไม่ได้ เอาใจทุกคนคงไม่ได้เลย อย่างนั้นก็นอนอยู่บ้านดีกว่า" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว



