ข่าว

‘โบ๊ต’ณดล ปั่นเรียกเหงื่อเพื่อสมาธิ

‘โบ๊ต’ณดล ปั่นเรียกเหงื่อเพื่อสมาธิ

27 พ.ย. 2557

ขอเวลานอก : ‘โบ๊ต’ ณดล ปั่นเรียกเหงื่อเพื่อสมาธิ : เรื่อง วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ /ภาพ สมศักดิ์ เนตรทอง

 
              "เรื่องออกกำลังกายนี่ผมขาดไม่ได้เลย สัปดาห์หนึ่งต้องแบ่งเวลาไว้เพื่อสิ่งนี้ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกอึดอัดมาก"
 
              แม้ว่าเทรนด์ปั่นจักรยานจะกำลังมาแรงในช่วงนี้ หากแต่มองในแง่ของการออกกำลังกาย "การปั่น" เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกีฬาหลากหลายประเภทของหนุ่มรักสุขภาพ "โบ๊ต" ณดล ชัยปาณี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ไฟแรง รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ดิสคอฟเวอรี่ ปาร์ค 2 ปี ที่ยอมรับว่าให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเข้าฟิตเนสยกเวท เตะฟุตบอล ชกมวย รวมทั้งปั่นจักรยานที่กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ด้วย
 
              วันนี้ในตารางของนักธุรกิจหนุ่ม ในช่วงบ่ายแก่ๆ มีคิวจะไปปั่นจักรยานออกกำลังขา ที่สนามปั่นจักรยาน ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ หรือที่บรรดานักปั่นรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ "สนามเขียว" จึงเป็นโอกาสดีที่จะตามไปดูหนุ่มคนนี้ลงสนามปั่นอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทำความรู้จักหนุ่มนักบริหารวัย 25 ปีไปพร้อมๆ กัน ซึ่งก่อนลงสนามจริงระหว่างรอเวลาให้แดดร่มลมตกยังพอมีเวลาที่จะได้พูดคุยกันก่อน โดยเจ้าตัวเริ่มเล่าถึงประวัติคร่าวๆ ว่า เป็นลูกชายคนที่ 2 ของคุณพ่อวิศรุต กับคุณแม่พัชราวลัย ชัยปาณี ปัจจุบันช่วยพี่ชายดูแลโครงการบ้านจัดสรร "เดอะ ฮิลล์ส เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่" ซึ่งต้องเดินทางไปดูแลเองในทุกๆ เรื่องอย่างใกล้ชิด
 
              "หลังจากเรียนจบด้านบริหารธุรกิจ เอกการตลาด จากเบอร์คลี่ คอลเลจ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะมาทำงานด้านนี้ แต่ก่อนจะลงมือทำจริงผมไปทำงานเพื่อเรียนรู้จากที่อื่นก่อน ในตำแหน่งที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ 1 ปี และเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจแนวราบอีก 1 ปี จากนั้นก็เข้ามาดูแลโครงการบ้านจัดสรรที่เขาใหญ่ โครงการของเราจะขายบ้านพร้อมที่ดิน คือลูกค้าจะซื้อที่ดินและเลือกแบบบ้าน แล้วทางเราจะสร้างบ้านให้ ซึ่งผมต้องไปดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิตย์หนึ่งก็ตกประมาณ 3-4 วัน" นักธุรกิจอสังหาฯ เล่าในช่วงเริ่มต้นการสนทนา
 
              แต่ไม่ว่างานหลักจะหนักสักแค่ไหน หนุ่มนักบริการก็ไม่เคยละทิ้งการออกกำลังกาย โดยจัดเป็นตารางไว้อย่างชัดเจนว่าในแต่ละสัปดาห์ต้องเข้ายิมยกเวท สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เตะบอลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนชกมวยต้องขอพักไว้ชั่วคราวเพราะหาเวลาจะปลีกตัวไปได้ยากเต็มที เพราะตอนนี้เขาหันมาปันใจให้กับการปั่น 2 ล้อเสียแล้ว
 
              "เรื่องออกกำลังกายนี่ผมขาดไม่ได้เลย สัปดาห์หนึ่งต้องแบ่งเวลาไว้เพื่อสิ่งนี้ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกอึดอัดมาก อย่างเข้ายิมถึงมันจะไม่ค่อยได้เหงื่อเท่าไหร่ แต่จะได้เรื่องกล้ามเนื้อแทน หรืออย่างเตะบอลเหงื่อจะออกมากซึ่งช่วยขับของเสียออกจากร่างกายด้วย ส่วนมวยผมไม่ได้ชกนานแล้วพักหลังนี้งานค่อนข้างยุ่งเลยไม่ค่อยมีเวลาไปปล่อยหมัดเท่าไหร่ บวกกับช่วงนี้เทรนด์ปั่นกำลังมาเลยหันมาขี่จักรยานแทน เริ่มมาได้ประมาณปีครึ่งแล้ว ตอนแรกเลยคือผมไปลองขี่เล่นๆ ของพ่อก่อน พอรู้สึกว่าเราชอบก็เลยซื้อจักรยานของตัวเอง แล้วพยายามหาเวลาว่างประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้งหาที่แถวๆ บ้าน สวนรถไฟบ้าง สวนลุมบ้าง หรือไม่ก็แถวๆ แยกเกษตร ผมจะไม่ชอบปั่นบนถนนใหญ่ และไม่ชอบแบบกลุ่มใหญ่ด้วย ผมว่ามันวุ่นวาย" หนุ่มรักสุขภาพเผย
 
              ที่ผ่านมาปั่นไม่ไกลจากบ้านนัก แต่เมื่อสนามปั่นภายในสนามบินสุวรรรภูมิเปิดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หนุ่มคนนี้ก็ไม่ลังเลที่จะพกพา 2 ล้อถีบคู่ใจจากย่านแจ้งวัฒนะมาไกลถึงสมุทรปราการ โดยเลือกที่จะเดินทางมาในช่วงเช้าตรู่ของวันหยุด ด้วยเขาให้เหตุผลว่า อากาศดี ปั่นแล้วสดชื่น ทั้งยังสบายกายและสบายใจด้วย แต่หากงานเยอะจนไม่สามารถตื่นเช้าไหว ก็จะมาในช่วงเย็นแทน แต่ก็ไม่ชอบเท่าไหร่นัก เพราะเป็นช่วงที่คนจะพลุกพล่านกว่าช่วงเช้า
 
              "ถ้าเลือกได้ชอบมาแต่เช้าครับ แต่พักหลังมานี้ผมทำงานเยอะเลยตื่นแต่เช้าไม่ค่อยไหว เลยต้องเปลี่ยนมาช่วงเย็น ซึ่งที่นี่คนจะเยอะมากที่จริงผมไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่าเรามาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา แถมมาที่นี่ยังได้เพื่อนใหม่คอเดียวกันชอบอะไรเหมือนกันด้วย มันเลยคุยกันรู้เรื่อง ทั้งยังได้คอนเนกชั่น ได้เจอเพื่อนเก่าๆ ที่หันมาขี่จักรยานเหมือนกัน ก็มีบ้างที่ชวนกันไปปั่นต่างจังหวัด ผมว่ามันก็สนุกไปอีกแบบ อย่างไปปั่นต่างจังหวัด หรือบางครั้งถ้าผมต้องไปดูงานที่เขาใหญ่ก็จะชวนเพื่อนๆ ไปปั่นด้วย มันได้เปลี่ยนบรรยากาศ ปั่นไปดูนั่นดูนี่สองข้างทางไปด้วย เห็นอะไรสวยๆ สะดุดตาก็แวะถ่ายรูปบ้าง ทำกิจกรรมร่วมกันบ้างคือเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า ผมชอบแบบนั้นมันไม่หนักเกินไป เพราะทั้งสัปดาห์ผมก็ออกกำลังกายแบบอื่นมาเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสอย่างที่ว่านี้บ่อยนัก เพราะเพื่อนๆ เขาก็ทำงานกันหมดแล้ว จะนัดกันก็ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน" โบ๊ตเล่าขณะประกอบพาหนะคู่ใจ
 
              ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที จักรยานของหนุ่มนักปั่นก็เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเขาอธิบายว่า จักรยานที่ดีต้องมีน้ำหนักเบา และหากมีเกียร์ยิ่งเยอะก็จะยิ่งดีเพราะจะช่วยให้รถเร็วและแรงขึ้น ก่อนซื้อจึงต้องหาข้อมูลก่อนเพื่อให้ได้จักรยานที่เหมาะกับเราที่สุด แต่สำหรับเขาพิจารณาจากราคาที่จะต้องไม่แพงเกินไปด้วย และเน้นแบบเดิมๆ ที่ไม่ตกแต่งอะไรเพิ่มเติมมากนัก ในเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ไม่ได้จัดแบบเต็มรูปแบบนัก เนื่องจากไม่ได้ลงแข่งอย่างจริงจัง จึงเลือกสวมใส่ชุดที่คิดว่าปลอดภัยในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะเน้นไปที่อุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยมากกว่า ก่อนลงสนามปั่นวันนี้เขาจึงไม่ลืมที่จะเติมเต็มความมั่นใจ ด้วยอุปกรณ์เซฟตี้ทั้งถุงมือ หมวกกันน็อก และแว่นตากันแดด
 
              เมื่ออุปกรณ์พร้อม คนพร้อมหนุ่มโบ๊ตก็จุงจักรยานคันโปรดไปที่จุดสตาร์ท พลางเล่าต่อไปว่า มีปัญหาเรื่องเข่าจึงห่างหายจากการปั่นไปเกือบเดือน แต่ตอนนี้หายดีแล้วเลยได้กลับมาปั่นอีกครั้ง แต่ยังต้องเริ่มด้วยการปั่นเบาๆ ไม่หักโหมจนเกินไป
 
              "ผมว่าการปั่นจักรยานไม่ใช่แค่เพียงได้ออกกำลังขาเท่านั้น แต่มันเหมือนการเอาชนะตัวเองด้วย เมื่อเราทำได้ก็จะรู้สึกดี และขณะลงสนามปั่นมันเหมือนเราได้อยู่คนเดียวแล้วมุ่งมั่นไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เรามีสมาธิ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานโดยเฉพาะงานในด้านที่ต้องอยู่กับตัวเลขเยอะๆ ถ้าสมาธิเรานิ่งพอ ความผิดพลาดมันจะลดน้อยลง ในส่วนของร่างกายก็เหมือนกัน ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะฟิต อย่างต้องออกไซต์งานต้องเจอแดดแรงๆ คนอื่นอาจจะแย่ แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องธรรมดามาก" นักปั่นฝีเท้าเยี่ยมกล่าวทิ้งท้ายก่อนขอตัวลงสนาม พิชิตระยะทาง 23.5 กิโลเมตรของสนามเขียว