ข่าว

‘ผบ.ตร.’แจงคดีจับ‘พงศ์พัฒน์’

‘ผบ.ตร.’แจงคดีจับ‘พงศ์พัฒน์’

25 พ.ย. 2557

"ผบ.ตร." แจงรายละอียดการจับกุม "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" พร้อมนำภาพถ่ายหลักฐานของกลางที่ยึดได้มาโชว์

               ความคืบหน้ากรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.ปฏิบัติราชการ ศปก.ตร. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. พร้อมพวกอีก 10 คนในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีอาญาร้ายแรงหลายความผิด ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดฝากขังที่ศาลอาญา ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดและพฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดที่สำนักงานตำรวจแห่งช่าติ  
 
 
สมยศแถลงขุมทรัพย์พงศ์พัฒน์-พวก
    
               เมื่อเวลา 10.45 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) พล.ต.ต.ประสพโชค พร้อมมูล ผบก.ปทส. และพ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการแทน ผบก.ป. ร่วมกันแถลงข่าวกรณีการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และพล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก.พร้อมพวกรวม 10 คน
    
               พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า สำหรับคดีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกประพฤติตนไม่เหมาะสม แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหลายประการ จึงได้สืบสวนทางลับร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 โดยตรวจค้นสถานที่ต่างๆ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และเครือข่ายจำนวน 15 แห่ง ตรวจยึดทรัพย์สินที่สามารถประเมินราคาได้มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญา และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมอบตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกรวม 10 คน โดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกกระทำผิดฐานร่วมกันหมิ่นเบื้องสูง และมีความผิดในคดีอาญาหลายข้อหาทั้งเป็นพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีความเกี่ยวพันกับบ่อนพนัน โดยอ้างเบื้องสูง

เผยค้น 15 จุดพบทรัพย์สินมหาศาล
    
               ขณะที่ พ.ต.อ.อัคราเดช หัวหน้าชุดในการนำค้นและตรวจยึดพยานหลักฐานทั้งหมด แถลงรายละเอียดการตรวจยึดของกลางในเครือข่ายการกระทำผิดของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกว่า การตรวจค้นทั้งหมดมี 15 จุด เป็นของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 11 จุด พล.ต.ต.โกวิทย์ 1 จุด พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป.ที่เสียชีวิตไปแล้ว 1 จุด และที่เหลือเป็นของเครือข่าย โดยในส่วนของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ทั้ง 11 จุดส่วนใหญ่เป็นบ้านในพื้นที่จ.นนทบุรี ซึ่งการตรวจค้นมีการตรวจยึดทรัพย์สิ่งของจำนวนมาก โดยพบตู้เซฟซุกซ่อนไว้อย่างดีทั้งฝังดิน ปิดบังอำพรางตู้เซฟไว้ที่บ้านที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ รวมทั้งห้องนิรภัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์เปิดเพื่อให้เห็นทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลทั้งพระเครื่อง พระพุทธรูปบูชาศิลปะเก่าแก่จำนวนมาก ภาพเขียนหายาก พบเงินสดธนบัตรไทยและต่างประเทศ เครื่องเพชร พลอย รถยนต์ราคาสูงทั้งหมดอยู่ในที่พักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์
    
               “ส่วน พล.ต.ต.โกวิทย์ ตรวจค้น 1 จุด ที่เพนท์เฮ้าส์แห่งหนึ่งย่านถนนมหาดเล็กหลวง เปิดตู้เซฟพบพระเครื่องมูลค่ามหาศาล และรถหรูหลายคัน ส่วนการค้นบ้าน พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ที่เปรียบเสมือนกุนซือของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบทรัพย์สินจำนวนมากทั้งทองรูปพรรณ พระเครื่อง เครื่องเพชร โฉนดที่ดิน รถยนต์ และจักรยานยนต์ราคาสูง จากการตรวจค้นทั้ง 15 จุดพบของกลางอีกจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่นำเสนอเป็นชาร์ตเครือข่าย โดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เป็นคนมอนิเตอร์สั่งการ มี พล.ต.ต.โกวิทย์ และพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ เป็นคนสำคัญในการแสวงหาประโยชน์” รรท.ผบก.ป.กล่าว
 
ผบ.ตร.ลั่นขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ
    
               พล.ต.อ.สมยศ แถลงว่า เหตุที่ออกมาแถลงคดีนี้เพราะเรื่องนี้เป็นที่สนใจของประชาชน หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ร่วมกันปฏิบัติการภายใต้กฎอัยการศึก คดีนี้เป็นคดีสำคัญ มีความละเอียดอ่อน จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ โดยขอยืนยันว่า ทั้งหมดคือสิ่งที่ตำรวจได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและความเชื่อมโยงต่างๆ ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวก ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เอามานำเสนอ ไขข้อข้องใจว่า ไม่ได้เป็นการสร้างภาพ หรือทำขึ้นเพื่อยัดเยียดกลั่นแกล้ง
    
               "สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานยืนยันว่า ทั้งหมดร่วมกันกระทำผิด ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้เนื่องจากเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ซึ่งกำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม ซึ่งจากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุที่เราพบเชื่อว่ายังมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้อีก ทั้งนี้จากการสอบปากคำ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวก รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา" ผบ.ตร. กล่าว

ลั่นโยงถึงใครต้องจัดการเด็ดขาด
    
               เมื่อถามว่า มีข้อมูลการกระทำผิดของเครือข่ายนี้มานานเท่าไหร่แล้ว ผบ.ตร.กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการตำรวจว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเรียกรับผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง วัตถุสิ่งของต่างๆ  ซึ่งข้าราชการตำรวจร้องเรียนเข้ามาเป็นระยะ มีทั้งร้องเรียนมาที่ตนเอง นายกรัฐมนตรี และที่อื่นๆ ซึ่งทั้ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.โกวิทย์ และพล.ต.ต.บุญสืบ ถูกร้องเรียนทั้ง 3 คน ส่วนการซื้อขายตำแหน่งจะมีการสาวไปถึงคนที่ซื้อตำแหน่งหรือไม่นั้น ยืนยันว่ามีรายละเอียด
    
               "อย่างที่บอกว่า วันนี้ทีมงานสามารถตอบคำถามเท่าที่ตอบได้ เพราะจะเชื่อมโยงไปที่บุคคลอื่น ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งผู้ที่เสนอผลประโยชน์ เพื่อที่ตัวเองจะได้รับผลประโยชน์ เพราฉะนั้นต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าเกี่ยวโยงหรือเชื่อมโยงกับใครต้องดำเนินการแก้ไขปัญหา ส่วนจะมีตำรวจเกี่ยวข้องกับคดีนี้อีกหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า มีทุกระดับหากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงใครก็ดำเนินการโดยไม่ละเว้น โดยจากการสืบทราบพบว่า อยู่ในขบวนการเดียวกันทั้งหมด" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว

เชื่อซุกเงินมาหลายปีมุ่งฟอกเงิน    
    
               เมื่อถามว่าคดีหมิ่นเบื้องสูงนั้นหมิ่นอย่างไร ผบ.ตร. กล่าววา เป็นไปตามที่แจกข่าวว่า บุคคลทั้งหมดใครแอบอ้าง หรือกล่าวอ้างบ้าง ซึ่งนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้าย บ่อนการพนัน น้ำมันเถื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นการแอบอ้าง ส่วนกรณีผู้ต้องหาที่บุกรุกป่านั้น พบว่าก่อเหตุบุกรุกในพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อธุรกิจ ซึ่งมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันอย่างไรก็ตามในส่วนของทรัพย์สินที่ยึดได้คาดว่า คงทำมาหลายปี แต่นานแค่ไหนคงระบุไม่ได้ เพราะพฤติการณ์การซ่อนทรัพย์สินอย่างมิดชิดไม่ปกตินั้น คงเป็นความชอบส่วนตัว และเป็นการฟอกเงิน ส่วนเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง 3-5 ล้านบาทเป็นตำแหน่งระดับใด จำนวนกี่รายนั้น คงไม่สามารถยืนยันเรื่องจำนวนได้ เพราะเรื่องการแต่งตั้งมีหลายระดับ ซึ่งล้วนอยู่ในขอบเขตอำนาจของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่สามารถกระทำได้
    
               "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ร่วมกับพล.ต.ต.บุญสืบ พ.ต.อ.วุฒิชาติ และพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ เรียกรับเงินจากข้าราชการตำรวจที่ประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งสำคัญ รายละ 3-5 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาท ส่วน พล.ต.ต.บุญสืบ มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อนทางจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง และส่งเงินให้แก่พล.ต.ต.โกวิทย์ และพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มากกว่า 140 ล้านบาท และพบว่า เรียกเก็บเงินส่วยจากบ่อนการพนันทั่วประเทศอีกด้วย จากนี้จะสอบสวนหาเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย" ผบ.ตร. กล่าว

ลั่นสมัยผมใหญ่แค่ไหนก็จับ
    
               ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ของกลางที่ยึดจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นั้นเชื่อว่ายักยอกมาจากของกลางในคดีที่จับกุมสมัยดำรงตำแหน่งบ้างหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า เงินที่ได้มาเป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง มาจากเปิดบ่อนการพนัน วิ่งเต้นโยกย้ายซื้อขายตำแหน่ง และเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนเป็นหลัก ส่วนอื่นๆ อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่ขอไม่เปิดเผย แต่ในส่วนของบ่อนนั้นพบว่า เปิดทั่วประเทศ ส่วนถามว่าขบวนการใหญ่ขนาดนี้ เหตุใดผู้บังคับบัญชาในอดีตไม่ระแคะระคาย ยืนยันว่า ไม่ทราบว่า ผู้บังคับบัญชาในอดีตคิดอย่างไร แต่ในสมัยผม ใหญ่แค่ไหนก็จับ
    
               "ในอดีตใครก็ทราบว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์มีอำนาจแค่ไหน แหล่งผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย ต้องส่งหรือจ่ายมายัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวก ในอดีตผู้บังคับบัญชาจะรู้หรือไม่ ไม่ทราบ แต่ไม่มีการดำเนินการ แต่ในยุคที่เป็น ผบ.ตร.จะไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อวางมาตรฐานให้ ผบ.ตร.ต่อจากนี้ต้องยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ วางกรอบสร้างคุณธรรม ธรรมาภิบาลขึ้นใหม่ใน บช.ก." ผบ.ตร. กล่าว
    
               เมื่อถามว่าในเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นั้น นอกจากตำรวจแล้วยังมีนักการเมือง และทหารเกี่ยวข้องหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป เพราะยังตอบไม่ได้จริงๆ พูดไปอาจไม่ถูกต้อง ส่วนจะมีหมายจับใครเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ต้องรอก่อน อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่นำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์สอบสวนเพิ่มเติม ขณะที่คนอื่นฝากขังไปแล้ว

ยันพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ฆ่าตัวตาย
    
               ด้าน พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 กล่าวว่า สำหรับการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 บก.ป. คดีนี้พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนว่า เสียชีวิตที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า พนักงานสอบสวนพร้อมด้วยแพทย์ จึงชันสูตรพลิกศพ และได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ สรุปสาเหตุการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ว่าเป็นการตายผิดธรรมชาติโดยการฆ่าตัวตาย ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญา และไม่อยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงาน ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ได้สรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ส่วนรายละเอียดต่างๆ ในคดีนอกจากนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะเป็นการก้าวล่วงอำนาจของพนักงานอัยการ



"บิ๊กตู่"ฮึ่มจัดการบิ๊กตำรวจโกง
    
               ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการคอร์รัปชั่นในวงการตำรวจ ว่า ต้องตรวจสอบไปตามกลไกปกติ โดยไม่มีการเร่งดีกรี หรือจะไปจี้สอบจุดไหนเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ผิดต้องว่าไปตามผิด และไม่อยากให้พูดว่า วงการตำรวจทุจริต เพราะเป็นพฤติกรรมของตำรวจบางนาย ส่วนตำรวจอื่นๆ ที่ดียังมีอีกมากมาย ดังนั้นขอบอกว่าไม่ว่าจะเล็ก จะใหญ่ ผิดคือผิด ต้องสู้คดีกันไป และอย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง การแต่งตั้งตำรวจจะต้องมีระบบคุณธรรม ถ้าการเมืองไม่เข้าไปเกี่ยวข้องจะทำให้ทุกเรื่องดี การเมืองต้องอยู่ในการเมือง ฝ่ายบริหารต้องอยู่ฝ่ายบริหาร เส้นอำนาจระหว่างการบริหารและการปกครองมันชิดกันมาก แต่จะไปชี้ว่าต้องตั้งคนนั้นคนนี้ คงจะไม่ได้ ตนไม่เคยทำ ถ้าเขาเสนอมาแล้วไม่เห็นด้วยก็ให้กลับไปทบทวนใหม่
    
               เมื่อถามว่าจะมีการสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่รับส่วยจากการค้าน้ำมันเถื่อนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องดำเนินการ หากพบว่าเกี่ยวพันใครก็ถึงคนนั้น จับกุมหมด ทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน และหวังว่าปัญหาเรื่องการรับส่วยจะลดลง ส่วนที่ถามว่าขณะนี้ประเทศเรามีอะไรดำมืดอยู่หรือไม่นั้น คงต้องไปหาดู อย่าไปคิดเอาเอง ซึ่งขณะนี้ก็ออกมาให้เห็นแล้วว่า ไม่มีอำนาจใดมาปกป้องได้ ถ้าทำความผิด และมีหลักฐาน ตำรวจใหญ่ขนาดไหนต้องถูกดำเนินคดี อย่าไปคิดว่าถ้ามีใครปกป้องเขาแล้วจะดำเนินคดีได้หรือไม่ ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ชี้ทุกอย่างต้องเป็นระบบคุณธรรม
    
               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวคิดในเรื่องการปฏิรูปตำรวจอยู่แล้ว โดยจะมีระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง และบังคับใช้กฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม วันนี้ได้ตั้งกองทุนยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีเงินได้สู้คดี เป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านกฎหมาย ซึ่งฝันว่า จะปฏิรูปในทุกองค์กร รวมถึงกองทัพด้วย ไม่ใช่การไปยึด ไปรื้อ แต่ไปดูว่าทำอะไรแล้วเป็นประโยชน์ เกิดความไว้วางใจมากขึ้น โดยต้องเขียนกฎหมายที่สังคมยอมรับได้ และที่ต่างชาติใช้กันอยู่ และเอากฎหมายที่ต่างชาติใช้กันอยู่มาศึกษา เพราะถ้าเราเขียนของเราเองก็จะมโนไปเรื่อย




ดีเอสไอเรียกประชุมตรวจสำนวนคดีน้ำมันเถื่อน 
 
          พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ ได้เรียกประชุมผู้บัญชาการสำนักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีน้ำมันเถื่อนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้  ซึ่งดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษเพื่อพิจารณาว่ามีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กับพวก หรือไม่  
 
          เบื้องต้นการสอบสวนของดีเอสไอเป็นการสอบสวนเกี่ยวกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายน้ำมันโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตบริเวณอ่าวไทย โดยดีเอสไอเน้นสอบสวนประเด็นการเลี่ยงภาษี ซึ่งมีข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง แต่การสอบสวนยังไม่พบความเชื่อมโยงเรื่องสินบนว่าเป็นกลุ่มใด ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างสอบสวน ขณะที่ตำรวจดำเนินคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวกในข้อหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ดีเอสไอจะรวบรวมข้อมูลส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงขยายผลคดีต่อไป



ปปง.เตรียมสอบเส้นทางเงิน'พงศ์พัฒน์-พวก'
 
              พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์  เลขาธิการปปง. กล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินสืบเนื่องจากการจับกุมพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพวก ว่า ในส่วนปปง.มีการประสานข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากคดีดังกล่าวเข้ามูลฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ปปง.สามารถดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินได้ทันที  โดยของกลางทั้งหมดอยู่ระหว่างการทำบัญชีรายการทรัพย์สินเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบก่อนส่งมอบให้กับปปง. เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุมูลค่าที่ชัดเจนได้ แต่ทรัพย์สินมีไม่ต่ำกว่า 10,000 ชิ้น สำหรับทรัพย์สินประเภทวัตถุโบราณที่มีอยู่จำนวนมาก ปปง.จะต้องตรวจสอบว่ามีการซื้อขายและรายงานธุรกรรมถูกต้องหรือไม่ เพราะการซื้อขายวัตถุโบราณตามมาตรา 16 ของกฎหมายฟอกเงินถือเป็นการประกอบอาชีพค้าของเก่ามีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรม หากไม่รายงานต้องเสียค่าปรับครั้งละ 500,000 บาท วันละ 5,000 บาท ปปง.จะติดตามเพื่อเอาผิดกับร้านขายของเก่าที่นำของมาขาย หากไม่สามารถติดต่อได้ผู้ต้องหาต้องชี้แจงถึงการได้มาทรัพย์สิน  
 
 
ป.ป.ช.เตรียมสอบปกปิดบัญชีทรัพย์สินด้วย


               นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน และภายในสัปดาห์นี้จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงานกับตำรวจ เพื่อขอดูทรัพย์สินของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ที่ถูกยึดได้ ว่าเป็นของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือไม่ และมีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าตรงกับทรัพย์สินที่พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เคยยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง ผบช.ก.หรือไม่