
ศาลอนุญาตฝากขังพงศ์พัฒน์-พวก
ศาลอนุญาตฝากขังพงศ์พัฒน์-พวก ครั้งแรก 12 วัน พร้อมค้านประกัน ขณะที่อธิบดีราชทัณฑ์กำชับรปภ.เข้ม จำกัดพื้นที่ควบคุม2สัปดาห์แรก กันนักโทษคดีอาญาทั่วไปไม่ให้เข้าใ
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 พ.ย.2557 เมื่อเวลา 15.30 น. พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แก่ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 บก.ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา อดีตผู้บังคับหมู่ บก.ปพ. คนขับรถของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง อดีตผู้บังคับหมู่ บบก.ปพ. และนางสวงค์ มุ่งเที่ยง มายื่นคำร้องขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม 2557 โดยศาลได้พิจารณาคำร้องฝากขัง พ.ต.อ.วุฒิชาติ, ด.ต.สุรศักดิ์, ด.ต.ฉัตรินทร์ และนางสวงค์ และอนุญาตให้ฝากขังได้
จากนั้นเวลา 17.40 น. พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลนำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ,พล.ต.ต.โกวิทย์ พล.ต.ต.บุญสืบ มายังศาลอาญา โดยทั้งหมดนั่งมาในรถตู้สีขาว 3 คัน ที่มีรถวิทยุ 191 นำหน้าและปิดท้ายขบวน ซึ่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ สวมชุดลำลองเสื้อคอกลมสีขาว มีสีหน้าเคร่งเครียด เดินลงจากรถตู้มาคนแรก โดยเจ้าหน้าที่นำตัวขึ้นไปที่ห้องพิจารณาศาลอาญา เพื่อขออนุญาตฝากขังนัดแรก
คำร้องแฉรับส่วยนับร้อยล้าน
ทั้งนี้ คำร้องฝากขัง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553 - 11 พฤศจิกายน 2557 ขณะที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.บุญสืบ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผกก.1 ป. และ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เรียกรับเงินจากข้าราชการตำรวจที่ประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ โดยจะส่งเงินให้แก่กลุ่มผู้ต้องหาเป็นรายเดือน รวมแล้วเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาท ส่วนพล.ต.ต.บุญสืบ มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อนทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะส่งเงินให้แก่ พล.ต.ต.โกวิทย์ และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เป็นเงินจำนวนกว่าร้อยล้าน ส่วน พล.ต.ต.โกวิทย์ มีพฤติการณ์เปิดบ่อนการพนัน (ถั่วครอบ) ย่านห้วยขวาง ร่วมกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ โดยผู้ต้องหาทั้งหมดจะมีพฤติกรรมแอบอ้างเบื้องสูงในการกระทำความผิด จึงขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน-5 ธันวาคมนี้
ทั้งนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสอนได้คัดค้านการประกัน เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพนักงานสอบสวน
ศาลให้ฝากขังไม่ให้ประกัน
ภายหลังรับฟังบรรยายความผิด ศาลพิจารณาคำร้องฝากขังทั้งหมดแล้ว อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 7 ได้ ซึ่ง นางสวงค์ ผู้ต้องหาหญิงนั้นศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ล่าสุดเมื่อเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชายไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนนางสวงค์ ถูกคุมตัวไปขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
ขณะที่ พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบก.อคฝ. กล่าวในตอนท้ายว่า หลังจากที่ศาลอนุญาตฝากขังแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปสอบสวนต่อยังสถานีตำรวจนครบาล โดยไม่ระบุพื้นที่ว่าจะนำไป สน.ใด ซึ่งหลังจากสอบสวนเสร็จแล้วจะส่งตัวเข้าไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป ส่วนพล.ต.ต.โกวิทย์ และพล.ต.ต.บุญสืบ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในการฝากขังดังกล่าว พนักงานสอบสวน ได้ขอนำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง โดยไม่ระบุสถานที่ เพื่อสืบสวนขยายผลเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินต่อไป
อธิบดีราชทัณฑ์กำชับรปภ.เข้ม
ขณะที่นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงการรับตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กลับพวกเข้าคุมขังในเรือนจำ ว่า ตนไม่ได้สั่งการใดๆเป็นพิเศษกับนายอายุตม์ สินธพพันธ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะการดูแลผู้ต้องขังเป็นหน้าที่ปกติของเรือนจำ ดังนั้นความเหมาะสมในการจัดการดูแลตนให้ผบ.เรือนจำเป็นผู้ตัดสินใจ รวมถึงการจัดว่าจะให้ผู้ต้องหาอยู่รวมกันหรือแยกขัง อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังคดีดังกล่าวถือเป็นอดีตนายตำรวจที่มีชื่อเสียงทำให้อาจต้องใส่ใจเป็นพิเศษเรื่องความปลอดภัย เพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังอื่นที่เคยถูกตำรวจเหล่านี้จับกุมมีโอกาสเข้ามาทำร้ายได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเรือนจำ ขณะที่เรือนจำมีเพื่อนผู้ต้องขังอื่นและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ช่วยดูแลความเคลื่อนไหวอีกทางหนึ่ง
ด้านนายอายุตม์ กล่าวว่า ตามขั้นตอนปกติหลังรับตัวผู้ต้องขังแล้ว ผู้ต้องขังใหม่ทั้งหมดจะถูกทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจร่างกายโดยแพทย์ประจำเรือนจำจะสอบถามว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ จากนั้นส่งตัวเข้าแดนแรกรับ (แดน1) โดยการดูแลระยะแรกจะจำกัดพื้นที่เฉพาะให้อยู่รวมกันทั้งหมดในเรือนนอนที่มีกล้องวงจรปิดเพื่อจับตาความเคลื่อนไหว และสั่งห้ามไม่ให้ผู้ต้องขังอื่นเข้าใกล้ โดยเฉพาะผู้ต้องขังคดีอาญาทั่วไป เพื่อป้องกันเหตุร้าย. เพราะขณะนี้เรือนจำไม่ทราบว่าผู้ต้องขังรายใดที่ถูกจับกุมดำเนินคดีโดยตำรวจชุดนี้บ้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องขังจะถูกคุมขังในแดนแรกรับประมาณ 7 - 15 วัน ก่อนจำแนกไปแดนคุมขังอื่นๆที่เหมาะสม ในช่วงแรกรับจะ ไม่มีกิจกรรมใดๆให้ทำเป็นพิเศษเพราะอยู่ระหว่างฝากขังตามคำสั่งศาล สำหรับญาติสามารถเข้าเยี่ยมได้ปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไปในวันจันทร์ถึงศุกร์ รอบเช้า08.30-11.00น. รอบบ่าย 13.00 - 15.00 น.



