
ผลักดันแก้กฎหมายเพิ่มเขี้ยวเล็บป.ป.ช.
ผลักดันแก้กฎหมายเพิ่มเขี้ยวเล็บป.ป.ช. : โอภาส บุญล้อมรายงาน
เปิดประเด็น...ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ซึ่ง สนช.จะมีการพิจารณาว่าจะรับหลักการหรือไม่ในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน ดังนี้
มาตรา 12 ยกเลิกมาตรา 34 เดิม โดยให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน...." กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ส.ส., ส.ว, ข้าราชการการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง เช่น ที่ปรึกษาหรือเลขานุการของรัฐมนตรีและข้าราชการรัฐสภา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ หรือยื่นเป็นเท็จ หรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัย แต่หากเป็นการกระทำของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้เสนอเรื่องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาควินิจฉัย และเมื่อศาลฎีกาฯ หรือศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี วินิจฉัยชี้ขาดว่ามีความผิด ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งและมีโทษห้ามไม่ให้ผู้นั้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือตำแหน่งใดๆ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดไปไม่มีกำหนดระยะเวลา" จากเดิมมีโทษห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เป็นเวลา 5 ปี นับแต่ศาลวินิจฉัย
มาตรา 13 ยกเลิกวรรคสองมาตรา 35 เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯของนายกฯ, รัฐมนตรี, ส.ส., ส.ว, ข้าราชการการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยบริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้เปิดเผยให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว" จากเดิมบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน มีเพียงของนายกฯ, รัฐมนตรี, ส.ส., ส.ว เท่านั้น
มาตรา 18 ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 74 เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ออกหมายจับ และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่และมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน" ซึ่งหมายความว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มีอำนาจจับกุมผู้ถูกกล่าวหาได้เอง จากเดิม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจจับกุมได้เอง ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำการจับกุมให้ ซึ่งกว่าจะจับกุมได้ผู้ถูกกล่าวหามักหลบหนีคดีไปเสียก่อน
มาตรา 19 ให้ยกเลิก มาตรา 74/1 เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน... "ในการดำเนินคดีอาญา ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างพิจารณาของศาลหรือเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ"
ที่แก้ไขเพิ่มเติมเข้าไป คือ ไม่นำระยะเวลาช่วงที่หลบหนีคดีในทุกขั้นตอน ไม่ว่าหลบหนีคดีในขั้นตอนไหน ทั้งในชั้นกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. หรือคดีฟ้องต่อศาลแล้ว หรือในชั้นพิจารณาคดีของศาลและเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงสุดแล้ว ซึ่งจากเดิมไม่นับระยะเวลาช่วงที่หลบหนีคดีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ เฉพาะช่วงที่หลบหนีคดีเมื่อคดีอยู่ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.เท่านั้น
มาตรา 21 ให้ยกเลิกวรรคหนึ่งของมาตรา 92 เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน... "เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัย ให้ประธาน ป.ป.ช ส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นเพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ได้ดำเนินการทางวินัยและมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว หากเป็นมูลกรณีเดียวกันกับที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิดทางวินัย ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและพิจารณาโทษทางวินัยตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ ทั้งนี้ในการพิจารณาโทษทางวินัยให้ถือว่ารายงาน เอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
มาตรานี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้หน่วยงานต้นสังกัดลงโทษตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ แม้ว่าก่อนหน้าที่ ป.ป.ช.จะมีมติ ต้นสังกัดได้ดำเนินการทางวินัยกับบุคคลนั้นไปแล้ว ก็ให้ยกเลิกไป และดำเนินการทางวินัยใหม่ตามที่ ป.ป.ช. มีมติลงโทษบุคคลนั้น มาตรานี้จึงเป็นการป้องกันไม่ให้ต้นสังกัดช่วยคนของตัวเองด้วยการเลือกลงโทษสถานเบา
มาตรา 23 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสี่ของมาตรา 97 เดิม "ในคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีแทน ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องว่ามีมูลหรือไม่ จากเดิมไม่มีเขียนไว้
นอกจากนี้ในหมวด 8/1 ที่ว่าด้วย การดำเนินคดีอาญาเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ ในมาตรา 27 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 123/2... "ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท หรือประหารชีวิต (จากเดิมมีเพียงมาตรา 123/1 ที่บัญญัติเอาโทษกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยไม่ได้เขียนเฉพาะเจาะจงถึงกรณีเรียกรับสินบนและไม่ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ )
เห็นร่างกฎหมายเพิ่มเขี้ยวเล็บให้แก่ ป.ป.ช. มากมายอย่างนี้แล้ว ใครที่ยังคิดทุจริตโกงบ้านโกงเมืองอยู่อีก รับรองหนาวแน่...



