
บิ๊กตู่มอบสปช.-ส.พระปกเกล้าเปิดเวทีให้นศ.
บิ๊กตู่มอบสปช.-ส.พระปกเกล้าเปิดเวทีให้นศ. ขณะที่สุวพันธุ์เผยหน่วยข่าวประเมินกลุ่มต้านคลื่อนเพิ่ม
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 24 พ.ย.2557 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมตรี กล่าวถึง กรณีที่มีกลุ่มต่อต้านแสดงสัญลักษณ์และโปรยใบปลิวในช่วงที่ผ่านมาว่า หน่วยข่าวได้รายงานและประเมินมาล่วงหน้าแล้วว่าความเคลื่อนไหวน่าจะมีเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ ก็เป็นที่คาดหมายกันได้อยู่ บางส่วนก็ทำโดยความบริสุทธิ์ใจ บางส่วนอาจจะมีความต้องการซ่อนเร้นอยู่ หน่วยข่าวก็ทำงานเต็มที่ มีข้อมูลก็รายงานให้รัฐบาลรับทราบ รัฐบาลก็มีมาตราการที่จะใช้ดำเนินการ แต่ทุกอย่างรัฐบาลต้องการให้เกิดการพูดคุย ทำความเข้าใจ แล้วกิจกรรมที่ทำต้องมีความเหมาะสม สร้างสรรค์
"สังคมจะตัดสินเองว่ากิจกรรมทุกวันนี้มันเหมาะสม สร้างสรรค์ และช่วยให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยอย่างที่ทุกคนอยากเห็นหรือไม่ " นายสุวพันธุ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการเปิดเวทีให้นักศึกษา ตอนนี้ได้มอบให้สปช.กับสถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาให้เปิดเวทีการพูดคุยแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา ให้ใช้พลังความกล้า ความตั้งรู้ ความตั้งใจจริง คาดว่าใน 2 - 3 วันนี้คงจะได้เห็นรูปแบบของเวทีที่ให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม และคงไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายข้อกฏหมายเป็นพิเศษ ซึ่งสปช.ก็ดำเนินการภายใต้กฏหมายพิเศษอยู่แล้ว
ส่วนพรบ.การชุมนุมในที่สาธารณะซึ่งผ่านขั้นตอนเห็นชอบหลักการโดยครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ได้ส่งไปยังกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อยอยู่ระหว่างรอกฤษฎีกาพิจารณาก่อนจะส่งกลับมายังครม.อีกครั้ง เนื่องจากกฤษฎีการอาจมีการปรับแก้ แต่หากไม่มีการปรับก็อาจจะเร็วขึ้น
เมื่อถามว่า ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จเพื่อรองรับสถานการณ์หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์อะไร เรื่องนี้ตั้งใจกันมานานแล้ว และเมื่อพรบ.นี้บังคับใช้ได้ ก็จะเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่กฏหมายพิเศษก็อาจจะไม่จำเป็น
เผยวิปรัฐบาลเห็นชอบดันก.ม.รับมรดกและการให้ต่อยังสนช.
นายสุวพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า วิปรัฐบาลได้พิจารณากฏหมายการรับมรดก และกฏหมายการให้ที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ และมีมติเห็นชอบให้เสนอกฏหมายทั้งสองฉบับให้สนช.รับไปพิจารณา
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า วิปรัฐบาลมีข้อสังเกต เช่น เรื่องความพร้อมในการดำเนินการของกรมสรรพากร มาตราการป้องกันในการหลีกเลี่ยง และเมื่อกฏหมายออกมาแล้วผู้ที่มีรายได้ปานกลางหรือรายได้น้อยมีรายละเอียดบางอย่างอยู่ในขั้นแปรญัตติ นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาร่างพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมของป.ป.ช. ซึ่งแม้ป.ป.ช.มีอำนาจเสนอสนช.ได้โดยตรง แต่ทางวิปรัฐบาลก็ได้เชิญป.ป.ช.มาให้ความรู้และอธิบายสาระสำคัญเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอกฏหมายที่มีลักษณะเพิ่มอำนาจของป.ป.ช.และการอนุวัติกฏหมายให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศ เมื่อถามว่า ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงหรือไม่ที่ป.ป.ช.เสนอแก้ไขโทษสูงสุดประหารชีวิตกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐรับสินบท ายสุวพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นเพียงการพิจารณาเหตุผลความจำเป็นของป.ป.ช. คงเป็นเรื่องที่สนช.คงพิจารณาอย่างรอบคอบในอำนาจต่างๆ ของป.ป.ช.ที่จะเพิ่มมากขึ้นตามกฏหมายฉบับนี้ เมื่อถามต่อว่าป.ป.ช.มีการชี้แจงถึงการใช้ยาแรงในกฏหมายฉบับนี้หรือไม่
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ก็ไม่ได้ชี้แจงตรงๆ แต่ทางป.ป.ช.ระบุว่าเป็นความจำเป็นหากต้องการให้การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ผล เมื่อถามว่า กฏหมายมรดกรัฐบาลเร่งผลักดันให้สนช.ออกมาในปีนี้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกเริ่มที่ตั้งใจจะทำเพราะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
อนุฯ ยกร่างรธน.เสนอ4กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงผลการประชุมเพื่อกำหนดกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญในประเด็นการตรวจสอบอำนาจรัฐ ว่า หลักการสำคัญคือการตรวจสอบอำนาจรัฐนั้นต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงต้องใช้อำนาจตรวจสอบอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมด้วย โดยการตรวจสอบนั้นจะมีขอบข่ายเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น อาทิ การซื้อขายตำแหน่ง การเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบ การซื้อเสียงเลือกตั้ง การใช้อำนาจและหน้าที่ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้, การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการรัฐบาล นอกจากนั้นจะเพิ่มในส่วนของการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการละเมิดเสรีภาพของประชาชนด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและข้อมูลประวัติส่วนตัวทั้งหมด 2.ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ต้องทำงานโดยไม่ขัดกับผลประโยชน์ และ 3.หลังพ้นจากตำแหน่ง ต้องตรวจสอบการกระทำที่ไม่ขัดกันระหว่างหน้าที่ที่ดำรงตำแหน่ง เช่น เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว ต้องไม่ไปทำงานในองค์กรของรัฐหรือภาคส่วนใดที่ใช้ข้อมูลจากรัฐที่สังกัดเดิม ส่วนกลไกที่ใช้ตรวจสอบ จะมี 4 ส่วน คือ 1.องค์กรของรัฐ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2.ผู้แทนปวงชนชาวไทย คือ ส.ส. และส.ว. โดยมีวิธีให้เข้าชื่อกัน 10 คนขึ้นไปเพื่อตรวจสอบและหากพบความผิดสามารถใช้สิทธิ์นั้น ฟ้องคดีไปยังศาลได้โดยตรง 3.สภาตรวจสอบภาคประชาชน ประจำ 77 จังหวัด เพื่อตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนภูมิภาค โดยที่มาของสภาตรวจสอบภาคประชาชนนั้น เบื้องต้นจะมาจากการสมัครของประชาชนในพื้นที่และมาจากองค์กรเสนอชื่อ ทั้งนี้จะมีวาระดำรงตำแหน่ง 1 ปี ได้ค่าตอบแทนเฉพาะเบี้ยประชุมแต่ละครั้งเท่านั้น และ 4.สภาจริยธรรมแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตามการตั้งสภาจริยธรรมฯ และสภาตรวจสอบของภาคประชาชนนั้น มีข้อคำนึงว่าจะไม่ใช่การตั้งองค์กร หรือองค์อำนาจใหม่ ดังนั้นจะใช้หน่วยงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นผู้สนับสนุนการทำงานทั้งสถานที่และงบประมาณ
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมครั้งหน้า คือ วันที่ 26 พ.ย. จะลงรายละเอียดเกี่ยวกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในประเด็นการคงอยู่ การปรับบทบาทหน้าที่ และในวันที่ 3 ธ.ค. ทางอนุ กมธ.ฯ จะเชิญ กฤษฎีกามาร่วมประชุมเพื่อเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นเบื้องต้น ตามกรอบและเจตนารมณ์ที่อนุฯ พิจารณา
อนุกมธ.แนะให้อำนาจสปช.สร้างสันติภาพ
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่10 ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การสร้างความปรองดอง ในคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้มีการทบทวนข้อสรุปแนวทางการปฏิรูปของอนุกมธ.ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 1 สัปดาห์ โดยคณะอนุ กมธ. อาทิ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ และนายบุญเลิศ คชายุทธเดช ได้ทำการอภิปรายเสนอแนะอย่างกว้างขวาง
พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า แนวทางการสร้างสันติภาพและความสมานฉันท์ ควรอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือรัฐสภา ไม่ควรอยู่ภายใต้ของฝ่ายบริหารซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคู่ขัดแย้ง ขณะเดียวกันควรวางกรอบแนวทาง 3 มิติ 1.วางมาตรการแจ้งเตือนไกล่เกลี่ยและแก้ไข โดยให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 2.การป้องกันและให้ความรู้เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย 3.การเยียวยาและสร้างความสมานฉันท์โดยการสร้างบรรยากาศปรองดอง ซึ่งปัจจุบันบรรยากาศปรองดองฟื้นกลับมายาก จึงต้องมีวิธีจัดการ จะมาใช้วิธีแบบปัจจุบันไม่ได้ คลื่นลมยังไม่สงบ ควรให้มีการตั้งวอร์รูมติดตามตลอดเวลา โดยมีหน่วยงานคอยดูแล และควรทำ 3 มิติดังกล่าวให้เข้มแข็งเป็นหลัก
ด้านนายบุญเลิศ กล่าวว่า น่าจะมีการวางกลยุทธ์รับฟังเสียงสะท้อนของพรรคการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหว แนวร่วมประชาชนในท้องถิ่น เพื่อให้มีช่องทางในการระบายความรู้สึก แล้วจะได้นำแนวทางดังกล่าวไปสู่การแก้ไข และทำให้เห็นแนวทางไปสู่การปฏิรูปสร้างความปรองดองได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการสร้างแนวทางไปสู่ความปรองดอง 1.ให้อภัยกันทุกฝ่าย โดยอาจจะมีการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมา แต่ไม่ควรเป็นแบบเหมาเข่งที่ทำให้สะดุดลงกลางคัน 2.ถึงเวลาแล้วที่ควรให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองและพรรคการเมืองหันหน้าคุยกันแบบไม่มีข้ออ้างใดๆ และ 3.ดำเนินตามแนวทางของอนุ กมธ.ที่เสนอให้มีการตั้งคณะกมธ.เสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์
ขณะที่นายอเนก กล่าวว่า น่าจะมีข้อเสนอแนวทางนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่ โดยอาจให้เริ่มตั้งแต่ปี 2548 – ปี 2557 และอาจครอบคลุมแกนนำในการเคลื่อนไหวและทหารดีหรือไม่ แต่อาจจะยกเว้นกรณีที่ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิต คดีละเมิด และคดีหมิ่นฯเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ที่แท้จริง
"ภาคปชช."ถกเสนอปฏิรูปประเทศ
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา กลุ่มสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) จัดการประชุม สชป. ครั้งที่ 1 พิจารณาร่างกรอบรัฐธรรมนูญภาคประชาชน โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 30 เครือข่าย ร่วมจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ ต่อมาในเวลา 15.00 น. นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ตัวแทนสชป.แถลงผลสรุปว่า ข้อเสนอการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นพลเมือง ต้องรวมถึงประชาชนชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองผู้ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม และยังไม่ได้รับสัญชาติ รัฐต้องให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นต้องมีสิทธิในการกำหนดทิศทางให้สามารถปกครองตนเองได้ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรรับฟังเสียงของประชาชน และเพื่อเป็นการส่งเสริมบรรยากาศประชาธิปไตย คสช. ควรพิจารณาทบทวนและยกเลิกกฎอัยการศึก
นายภาคภูมิ กล่าวต่อว่า สชป. ได้รับคำเชิญจาก นางถวิลวดี บุรีกุล กมธ.ยกร่างฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้ สชป. ส่งตัวแทน 2 คนไปร่วมเสนอความคิดเห็น ในวันที่ 26 พ.ย. ซึ่งจะนำข้อมูลจากการประชุมที่เราเน้นย้ำเรื่องของสิทธิหน้าที่ของพลเมืองไปเสนอต่อนางถวิลวดี ต่อไป



