ข่าว

ศพฐ.10ลุยใช้‘นิติวิทย์’คืนความสุขชายแดนใต้

ศพฐ.10ลุยใช้‘นิติวิทย์’คืนความสุขชายแดนใต้

24 พ.ย. 2557

ศพฐ.10ลุยใช้‘นิติวิทย์’คืนความสุขชายแดนใต้ : ศักรินทร์ เข็มทองรายงาน

                อุปสรรคสำคัญที่ทำให้รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาตลอด 1 ทศวรรษ มิอาจสถาปนาสันติสุขให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้นั้น ประการหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

                 เพราะเมื่อมีคดีความมั่นคงเกิดขึ้น ซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ หลายกรณีกลายเป็น "คดีคาใจ" ที่ชาวบ้านไม่เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่อเหตุเองหรือไม่

                 ขณะที่ฝ่ายรัฐก็ไม่มีเครื่องมือในการพิสูจน์ที่ดีพอ หลายครั้งแม้จับกุมผู้กระทำผิดได้ แต่ก็มิอาจพิสูจน์ในชั้นศาลให้ศาลลงโทษได้ กลายเป็นคนผิดลอยนวลคนทำชั่วไม่เกรงกลัวกฎหมาย

                 เมื่อไปผนวกเข้ากับโครงสร้างอันซับซ้อนและฝังรากลึกของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดูธรรมดาๆ เหล่านี้ ได้ถูกนำไปขยายสร้างความเกลียดชัง และสร้างแนวร่วมต่อต้านรัฐมากขึ้น

                 หัวใจของการดับไฟใต้ในทศวรรษที่ 2 จึงชัดเจนว่ามีอยู่ 2 ประการที่สำคัญ คือ

                 1.สร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนให้ร่วมกันปกป้องท้องถิ่นของตนเองให้ดีที่สุด ตัวอย่างคือ การก่อเกิดของ "ทุ่งยางแดงโมเดล"

                 2.ใช้นิติวิทยาศาสตร์ในการคลี่คลายคดีอาญา สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในการทำงานของเจ้าหน้าที่ และนำคนผิดที่ "ถูกตัว" เข้ารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย

                 ที่ผ่านมาการพัฒนาเรื่อง "นิติวิทยาศาสตร์" ในพื้นที่ชายแดนใต้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ติดขัดทั้งงบประมาณ จำนวนบุคลากร และความเสี่ยงอันตราย แต่วันนี้ทุกฝ่ายได้ก้าวข้ามอุปสรรคปัญหาไปเกือบหมดสิ้นแล้ว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิด ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จ.ยะลา หรือ ศพฐ.10 ขึ้นมา เพื่อรับผิดชอบงานพิสูจน์หลักฐานและนิติวิทยาศาสตร์โดยตรงใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา (อ.จะนะ อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย และอ.นาทวี) โดยมี พล.ต.ต.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ เป็น ผบก.ศพฐ.10

                 วันนี้ ศพฐ.10 เป็นต้นทางของการสร้างระบบเชื่อมโยงการพิสูจน์หลักฐานให้เป็นไปตามหลักสากล และใช้ระบบที่เข้มข้นในทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้แนวคิดที่ว่า "การทำงานที่ล่าช้า คือความตายและความเจ็บปวดของประชาชน"

                 พล.ต.ต.ปรีดี เล่าถึงการทำงานว่า มีการนำกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ตรวจสอบวัตถุพยาน เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีความมั่นคงและในคดีทั่วไปมากขึ้น พิจารณาจากสถิติในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ศาลพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงเยอะมาก เพราะขาดการเก็บพยานหลักฐานและเชื่อมโยงข้อมูลที่ดี

                 ต่อมาเมื่อนำกระบวนการตรวจพิสูจน์หลักฐานโดยใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยอย่างเต็มระบบ โดยจัดทำฐานข้อมูลเชื่อมโยงอาวุธปืนและบุคคลต่างๆ ปัจจุบันสถิติการยกฟ้องน้อยลงมาก และกระบวนการยุติธรรมสามารถนำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไปใช้เป็นประโยชน์มากขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบที่เรียกว่า FIDS ซึ่งเป็นระบบที่ พล.ต.ต.ปรีดี อธิบายว่า เป็นการทำงานด้านตรวจพิสูจน์หลักฐานเชิงรุก

                 "2 ปีที่ผมลงมาทำงานที่นี่ ได้ปรับปรุงการทำงานใหม่ ยกเลิกระเบียบการตรวจหลักฐาน 30 วันที่เป็นระบบเก่าและล้าหลัง ซึ่งถ้าทำแบบนั้นเป็นงานสบาย แต่ไม่ใช่กับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นี่การทำงานทุกอย่างต้องเร็ว ฉะนั้นงานจะมาแบบปกติไม่ได้ ที่ต้องเร็ว เพราะคุณต้องสู้ ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในสนามก็ต้องเสี่ยงด้วย ข้อมูลต้องส่งกันเร็ว"

                 เขาแจกแจงต่อว่า ศพฐ.10 จะมีฐานข้อมูลอยู่ 4 ด้าน โดย 2 ด้านแรกเรียกว่า เชื่อมโยงเหตุการณ์ ได้แก่ ฐานข้อมูลด้านอาวุธปืน กับ ร่องรอยเครื่องมือ กับอีก 2 ฐานข้อมูลที่เรียกว่า "เชื่อมโยงและชี้เป้า" คือฐานข้อมูลลายนิ้วมือและดีเอ็นเอ

                 ตัวลายนิ้วมือ 11 ล้านข้อมูลนั้น เป็นฐานข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอาชญากร และเป็นฐานข้อมูลกลางของตำรวจ แต่ที่ชายแดนใต้เรามีการแยกฐานข้อมูลให้เป็นรายละเอียดเชิงลึก คือเป็น "ฐานข้อมูลท้องถิ่น" มีการเก็บข้อมูลฝ่ามือ สันมือ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพราะในการก่อเหตุหลายครั้งเราไม่ได้ตัวลายนิ้วมือโดยตรง แต่เป็นส่วนอื่นๆ ของมือทั้งหมด ข้อมูลตรงนี้จัดเก็บได้ 3 หมื่นกว่ารายแล้ว

                 ในส่วนงานฐานข้อมูลดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นการบ่งชี้ตัวบุคคล เรามีฐานข้อมูลส่วนนี้มากพอสมควร อยู่ที่ว่าหลักฐานจากที่เกิดเหตุสามารถเก็บอะไรมาได้บ้าง

                 "เมื่อเรามีฐานข้อมูลแล้ว จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่มีความเกี่ยวโยงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเคยก่อเหตุเมื่อปีไหน วันไหน ทำให้ต้องมีการสร้างการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นการย้อนกลับไปในอดีต และทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถย้อนไปในอดีตได้ เพื่อจะได้เห็นว่าปืนกระบอกนี้เคยก่อเหตุมามากมาย และมันจะเชื่อมโยงไปยังลายนิ้วมือ และดีเอ็นเอ" พล.ต.ต.ปรีดี ระบุ

                 สำหรับสถิติตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับฐานข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ที่เก็บรวบรวมโดย ศพฐ.10 พบว่า ในส่วนฐานข้อมูลอาวุธปืน เก็บข้อมูลเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ทั้งสิ้น 23,000 กระบอก ทำให้ทราบว่าตลอด 10 ปีมานี้ มีอาวุธปืนใช้ก่อเหตุในพื้นที่จริงๆ ในส่วนของคดีความมั่นคง 6,000 กว่ากระบอก และมีการนำมาใช้ก่อเหตุซ้ำในพื้นที่ 890 กระบอก

                 "ประโยชน์ของฐานข้อมูลอาวุธปืน คือ การเชื่อมโยงคดี เช่น วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีเหตุคนร้ายยิงชาวบ้านที่ อ.เทพา จ.สงขลา ฐานข้อมูลตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุพบปืนที่คนร้ายใช้เป็นเอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก 1 ใน 2 เป็นอาวุธเคยใช้ก่อเหตุที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หรือกรณียิงนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ในวันถัดมา (2 พ.ย.) เป็นปืนพกขนาด 9 มม. ที่เคยใช้ก่อเหตุในปี 2555 จำนวน 3 คดี

                 "เมื่อหลักฐานจากที่เกิดเหตุมาถึงเรา 2-3 ชั่วโมง ก็สามารถรู้เบาะแสต่างๆ ได้ทันที ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงหน่วยอื่นก็สามารถทำงานได้เร็วขึ้น" พ.ต.อ.ปรีดี ระบุ

                 และว่า ในส่วนของคดีความมั่นคงมีทั้งสิ้นราว 7,500 คดี ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำมาจากงานวิจัยของอัยการเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งพบว่าในช่วง 8 ปีแรกของสถานการณ์ไฟใต้ (นับจากปี 2547) นั้น มีสำนวนคดีไปถึงศาลฎีกาเพียง 98 คดี คำถามคือ ทำไมจึงมีน้อย ทำไมประสิทธิภาพจึงไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ผลการศึกษาออกมาแล้วพบว่ามี 3 สาเหตุหลัก คือ 1.ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม 2.เรื่องพยานบุคคล และ 3.เรื่องพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์

                 "สุดท้ายศาลก็ยกฟ้องบ่อยๆ ด้วยเหตุผลคือ พยานหลักฐานไม่ชัดเจนที่จะชี้ว่าจำเลยได้กระทำความผิด ซึ่งมาจากปัญหาการพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุที่ขาดความสมบูรณ์ แต่เรื่องเหล่านี้แก้ไขได้แล้วเมื่อใช้นิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก และเรามีความพร้อมมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหาคดีต่างๆ ถูกยกฟ้องทั้งๆ ที่ไม่