ข่าว

ความเชื่อกับความกลัว

ความเชื่อกับความกลัว

24 พ.ย. 2557

ความเชื่อกับความกลัว : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

                 เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งบอกกับผมว่า คนเรานั้นอยู่ด้วยสองสิ่ง คือความเชื่อกับความกลัว ดังนั้น เขาจึงเปิดสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือพระกับหนังสือผีออกมาจำหน่าย

                 ตอนแรกผมก็ยังไม่ค่อยจะเห็นภาพในสิ่งที่เขาพูดเท่าไหร่นัก แต่เมื่อมาไล่เรียงทบทวนดูแล้วก็ค่อนข้างจะเห็นจริงตามเขา และแนวคิด “ความเชื่อ” กับ “ความกลัว” นี้ ใช่จะใช้ได้แต่เฉพาะหนังสือเท่านั้น แต่สามารถใช้ได้กับเรื่องต่างๆ รวมไปถึง สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองด้วย

                 สังคมมนุษย์นั้นอยู่ร่วมกันได้เพราะความเชื่อ เช่นเชื่อในกฎกติกาของสังคม เชื่อว่าสังคมของตนเป็นสังคมที่ดีมีความสุข เชื่อว่าสมาชิกในสังคมมีหน้าที่และส่วนร่วมในการดูแลสังคม เชื่อในมาตรฐานและระบบต่างๆ ของสังคม เชื่อในศาสนา ฯ ขณะเดียวกันก็มีความกลัวการถูกลงโทษจากสังคม กลัวความน้อยหน้าคนอื่น กลัวการไม่ยอมรับของคนในสังคม กลัวบาปกลัวกรรม สิ่งเหล่านี้บีบบังคับให้คนต้องอยู่ในกรอบ ทำอะไรตามๆ กันไป เพราะเห็นว่าเป็นหนทางที่ปลอดภัยในการอยู่ในสังคม

                 ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผ่านการออกแบบให้เป็นสากล ดังนั้น ประเทศต่างๆ จึงมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น จนคนตกอยู่ภายใต้กลไกของระบบเดียวกัน โดยมีความเชื่อในการทำธุรกรรม เก็บเงิน ใช้เงิน ผ่านธนาคารและสถาบันการเงิน ในระบบเศรษฐกิจดังกล่าว ทุนหรือเงินเป็นเครื่องกำหนดสถานะของคน ผลักดันให้คนต้องทำงานหนัก เพื่อสะสมทรัพย์ เพื่อแข่งขันกันทางด้านวัตถุ และประกันความยากลำบากในยามชราหรือเจ็บไข้ได้ป่วย

                 ในทางการเมือง แน่นอนว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลตั้งอยู่บนความเชื่อของประชาชน เช่นเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงลงได้ จะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น หรือแม้กระทั่งเชื่อว่าจะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์โชติช่วง ในทางกลับกันประชาชนก็อยู่ใต้รัฐบาลด้วยความกลัว เช่น กลัวว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครอง กลัวการสูญเสียสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย กลัวข้อห้ามและบทลงโทษต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดใช้ และอื่นๆ

                 ความเชื่อ กับความกลัว ทางการเมืองนั้น เป็นไปในรูปของการผกผัน คือในตอนแรกที่รัฐบาลขึ้นมามีอำนาจนั้น มักจะได้รับความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมจากประชาชน แต่อยู่ๆ ไป ความเชื่อนั่นก็จะค่อยๆ พร่องลงเรื่อยๆ เพราะความคาดหมายหรือความมุ่งหวัง กับความเป็นจริงนั้น มักจะสวนทางกันเสมอ และไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาได้ครบทุกประการด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดของรัฐบาลเองหรือภายนอก ขณะที่ความเชื่อมั่นลดลงความกลัวก็จะเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ประชาชนที่สูญเสียความเชื่อมั่น เริ่มมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐบาล และหวาดระแวงรัฐบาล จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเกิดระยะห่าง จนอาจจะอยู่คนละฟากฝั่งกัน

                 ครับ ความเชื่อ กับ ความกลัว เป็นสิ่งที่ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มีความมั่นคง แต่ความ ไม่เชื่อ และไม่กลัว นั้น ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ล่มมานักต่อนักแล้ว...ใครก็ตามที่มีหน้าที่ คงจะต้องหาทางรักษาความเชื่อ และความกลัว ให้คงอยู่ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้