ข่าว

เชียร์รัฐบูม'ท่องเที่ยววิถีไทย'เชื่อการเมืองนิ่งเอื้อ

เชียร์รัฐบูม'ท่องเที่ยววิถีไทย'เชื่อการเมืองนิ่งเอื้อ

24 พ.ย. 2557

เชียร์รัฐบูม'ท่องเที่ยววิถีไทย' เชื่อการเมืองนิ่งบรรยากาศเอื้อ-เน้นความปลอดภัย

                 เมื่อเร็วๆ นี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้ปี 2558 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ที่จะดึงจุดเด่นความเป็นไทย โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรม และชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนมานำเสนอต่อสายตาชาวโลก โดยรัฐบาลจะใช้งบในการประชาสัมพันธ์วงเงินรวม 60 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์การขยายนักท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดใหม่ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมให้กลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง และใช้เวลาอยู่ในไทยให้นานมากขึ้นกว่าเดิม

                 ขณะเดียวกันสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นปัจจัยหลักกดดันบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยก็ได้คลี่คลายลงและในภาพรวมเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการท่องเที่ยวให้มีความคึกคัก ซึ่ง “นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก” ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คนใหม่ คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในภาพรวมปีนี้ ว่าน่าจะลดลง หรือติดลบราว 5% ส่วนปีหน้ายอดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่น่าจะต่ำกว่าปีนี้ และน่าจะเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ย 7-10% หรือคิดเป็นรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท

หนุนรัฐบูมท่องเที่ยววิถีไทย

                 นายอิทธิฤทธิ์กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวในปีนี้ ว่าการท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้เริ่มมีความคึกคักมากขึ้น ดูได้จากยอดจองห้องพักที่พบว่ามีอัตราสูงถึง 80-90% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวจากยุโรป สแกนดิเนเวียนิยมเดินทางเข้ามาพักผ่อนในประเทศไทย เนื่องจากเป็นช่วงที่ยุโรปมีอากาศหนาวเย็น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น

                 อย่างไรก็ตาม จากการท่องเที่ยวที่ซบเซามานานตั้งแต่ต้นปี ทำให้คาดว่าภาพรวมในปีนี้ ยอดรวมนักท่องเที่ยวจะลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 5% คือจากปี 2556 มียอดนักท่องเที่ยวสูงถึง 26-27 ล้านคน เหลือประมาณ 25 ล้านคนเศษ แต่ในภาพรวมยืนยันว่าจะดีขึ้นแน่นอน โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใดมากระตุ้นเพิ่มเติมอีก ส่วนมาตรการที่รัฐบาลให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวปี 2557 มาหักลดหย่อนภาษีได้ คงต้องติดตามดูก่อนว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน แต่ถือว่าเป็นมาตรการที่สามารถกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง

                 ส่วนภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ประเมินกันว่าประชาชนไม่ใช้จ่ายเงินนั้น ก็เชื่อว่าเมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวของคนไทยก็ยังเที่ยวกันอยู่ และในปัจจุบันการเดินทางสะดวกมากขึ้น มีสายการบินราคาประหยัดที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวมากขึ้น

                 “สถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เราเพียงทำการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเท่านั้นก็น่าจะโอเค และก็สอดรับกับปีหน้าที่เราจะประชาสัมพันธ์ให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย เชื่อว่าจะดึงนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งจะมีรายได้กระจายเข้าสู่ท้องถิ่นและชุมชนมากขึ้น” ประธาน สทท. กล่าว

                 โดยปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทยจะเป็นการเปิดหลากหลายมิติของไทย โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมๆ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กำหนดแหล่งท่องเที่ยวห้ามพลาด 12 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ เลย ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราด และจันทบุรี และยังมี 10 เมืองใหญ่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ หาดใหญ่ เป็นต้น

                 “ในปีหน้าเป็นปีที่สถานการณ์ต่างๆ สงบ แต่สิ่งที่อยากจะฝากไปยังรัฐบาลคือ การที่รัฐบาลให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย เรื่องการคมนาคมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวให้เข้าถึงได้ง่าย ตลอดจนการอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่จะต้องจัดหาให้ดีขึ้น เช่น ห้องน้ำตามแห่งท่องเที่ยวต่างๆ" นายอิทธิฤทธิ์ กล่าว

ผุดไอเดีย "ฮาลาล ทัวริสซึม”

                 นายอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ปีหน้าจะเป็นปีที่เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มตัว ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากอาเซียนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากขึ้นด้วย โดยคาดหวังว่าปีหน้าสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากอาเซียนจะเพิ่มมากขึ้นจากปีนี้ที่มีสัดส่วนประมาณ 23% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เข้ามาเที่ยวไทยส่วนใหญ่มีทั้งจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งมีโอกาสจะเพิ่มมากขึ้นเพราะปัจจุบันมีสายการบินราคาประหยัดหลายสายการบินที่อำนวยความสะดวกมากขึ้น รวมทั้งการเปิดเส้นทางใหม่ที่จะบินตรงไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของไทย เช่น ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ

                 “นอกจากนี้ หากเราสามารถทำเรื่อง ฮาลาล ทัวริสซึม ได้ก็คิดว่าจะสามารถดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเห็นฐานของตลาดทั่วโลกมีชาวมุสลิมกว่า 1.6 พันล้านคน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และในอาเซียนมีมากกว่า 260 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง”นายอิทธิฤทธิ์ กล่าวและว่า ที่ผ่านมาไทยมีการพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการฮาลาลมาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการส่งเสริมไปทั่วทุกภูมิภาคอย่างทั่วถึง ดังนั้น ต่อไปจะสนับสนุนในรูปแบบการอบรมให้ความรู้ทุกกลุ่ม เพื่อให้มีศักยภาพรับตลาดนี้มากขึ้น

                 อย่างไรก็ตาม หากพูดเรื่องความพร้อมยังพบว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเองมีปัญหาในเรื่องบุคลากรที่มีความสามารถด้านภาษาต่างชาติ เช่น จีน เกาหลี และอื่นๆ รวมทั้งภาษาที่ 3 ซึ่งเป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังค่อนข้างขาดในเรื่องนี้ ทาง สทท. จึงร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เร่งพัฒนามัคคุเทศก์ให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงให้บริการท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเราได้มากขึ้น ซึ่งหากทำได้ถือเป็นเรื่องที่ดี

ฝากรัฐเร่งโปรโมทสร้างเชื่อมั่น

                 ส่วนที่ไทยยังคงมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น นายอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับท่องเที่ยวพบว่าไม่ได้มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้แล้ว แต่หากมีการยกเลิกได้ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะก็ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ยังกังวลในประเด็นการประกันภัย ที่ว่าเมื่อไทยยังคงมีกฎอัยการศึกอยู่ บริษัทประกันภัยจะไม่รับประกันการเดินทาง แต่หากดูในภาพรวมถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ

                 โดยสิ่งที่อยากจะฝากภาครัฐหลังจากนี้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย คือการเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น การพัฒนาบุคลากร และเรื่องการรักษาความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญสุด แต่ขณะนี้ก็พบว่าภาครัฐให้ความเอาใจใสดูแลแหล่งท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงมีอาสาสมัครในท้องถิ่นเข้ามาร่วมกันดูแล แต่เราจะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างที่มีเรามีพร้อมอยู่แล้ว จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้

                 โดยในระยะ 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งประธาน สทท. นั้นมองว่าการท่องเที่ยวของไทยจะต้องมีการเติบโตมากขึ้น แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ จะทำอย่างไรที่ให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวในประเทศไทยแล้วกลับมาเที่ยวไทยซ้ำ ขณะเดียวกัน ต้องการเห็นคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการของการท่องเที่ยวไทย สามารถพัฒนาได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งคิดว่าสินค้าใหม่ๆ ของไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยที่เรามีแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเปิดบริการมานานแล้วจนปัจจุบันอาจจะเสื่อมโทรมไป ก็จำเป็นจะต้องมีการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น และคิดว่าหลายพื้นที่ต้องเร่งการฟื้นฟูด้วย เช่นแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยาน

                 อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ ที่ผ่านมาองค์กรท้องถิ่นดำเนินการพัฒนากันเองโดยไม่ดึงหน่วยงานอื่นที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วม อาจทำให้บางครั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยว จึงอยากเน้นให้นำกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมดำเนินการ และการพัฒนาองค์ความรู้ให้ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ

                 ส่วนตนในฐานะประธาน สทท.จะเน้นขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยเน้นไปที่สินค้าท่องเที่ยวและเสริมความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการ ด้วยการส่งเสริมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งประเภทธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และที่มนุษย์สร้างขึ้น ตลอดจนการบูรณะซ่อมแซม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ ให้การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และนวัตกรรมในการบริการและสินค้าการท่องเที่ยวให้มากขึ้น

                 ถัดมาคือการมุ่งพัฒนาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวตามแผนของรัฐบาล ด้านการขยายเครือข่ายเส้นทางการคมนาคมทั้งทางบก เรือ อากาศและทางราง ให้เชื่อมโยงหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวก สบาย ลดค่าใช้จ่ายและมีความปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผลักดันให้เกิดการสร้างแบรนด์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สนับสนุนการค้นคิดผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยเชื่อมโยงกับนโยบายการพัฒนาสินค้าโอท็อปของรัฐบาล การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

                 อย่างไรก็ตาม ประธานสทท. กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือเรื่องการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวไทย เพราะหากทุกอย่างนิ่ง การท่องเที่ยวบ้านเราก็จะไปได้ดีเอง เพราะมีศักยภาพที่ดีอยู่แล้ว ทั้งลักษณะภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ตลอดจนความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวของไทยสามารถสู้ได้อยู่แล้ว


ชู “วิถีล้านนา” ดึงนักท่องเที่ยว

                 นางกรวรรณ สังขกร นักวิจัย (ชำนาญการพิเศษ) สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือว่า ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับการท่องเที่ยวรวมของประเทศ แต่ผลกระทบต่อภาคเหนือไม่มากเท่าภาคอื่นๆ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเลือกที่จะเดินทางไปยังภาคเหนือโดยไม่แวะกรุงเทพฯ ด้วยกังวลต่อปัญหาการเมืองภายในประเทศ ประกอบกับมีสายการบินเปิดเส้นทางบินตรงจากเมืองต่างๆ เข้าสู่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่ามีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น

                 ทั้งนี้ ตัวเลขจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า มีอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพิ่มสูงขึ้นถึง 66.97% โดยระยะ 9 เดือนปี 2557 (มกราคม-กันยายน) มีจำนวน 431,073 คน

                 อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นการท่องเที่ยวในภาคเหนือนั้น รัฐบาลยังต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่นานาประเทศให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศไทยให้มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการแก้ปัญหาต่างๆ ในประเทศด้วย โดยเฉพาะปัญหาด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ปัญหาเรื่องมัคคุเทศก์เถื่อน ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยโดยตรง

                 นางกรวรรณ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลรณรงค์ให้ปี 2558 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทยวิถีไทย เนื่องจากไทยมีวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม มีอัตลักษณ์วิถีไทยมายาวนาน และโดดเด่น ซึ่งเชื่อว่าไทยจะสามารถนำเสนอความเป็นไทยได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลุกกระแสและกระตุ้นการท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้ามาค้นหาและสัมผัสความเป็นไทยผ่านการจัดการหมวดสินค้าทางการท่องเที่ยว 7 กลุ่ม ซึ่งครอบคลุมสินค้าทางการท่องเที่ยวผ่านวิถีไทย ได้แก่ 1.Feel Fun นำเสนอการท่องเที่ยว Festival Street Food 2.Feel Harmonious นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวชุมชน วิถีชีวิตริมน้ำ

                 3.Feel Prestige นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวโครงการพระราชดำริ ศิลปาชีพ รัฐพิธี 4.Feel Peace of Mind นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ภูเขา ป่า น้ำตก เกาะ ศาสนา 5.Feel Energetic นำเสนอการท่องเที่ยว ดำน้ำ ขี่จักรยาน มวยไทย กอล์ฟ ชีวิตยามค่ำคืน 6.Feel Creative นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวในเชิงสร้างสรรค์ความเป็นไทย แหล่งท่องเที่ยวที่รวบรวมวิถีการปลูกข้าว ทำอาหาร ศิลปะ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และ 7.Feel Wisdom นำเสนอ นวดไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย ผ้าไทย ประเพณีไทย พิธีกรรมความเกี่ยวข้องกับการเกษตร

                 “ส่วนภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน สามารถใช้วิถีล้านนา ซึ่งมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น สวยงาม และแปลกตา และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีไทย ในการนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวทั้ง 7 กลุ่ม ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มายังภาคเหนือตอนบนได้ด้วยเช่นกัน” นางกรวรรณ กล่าว

                 สำหรับบรรยากาศการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนในช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีความคึกคักมากขึ้นจากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ ที่บุคคลธรรมดา องค์กร และหน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ประกอบกับรัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดยาวช่วงปลายปี เป็นโอกาสอันดีที่นักท่องเที่ยวจะได้หยุดพักจากการทำงานมาตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือเองก็ตื่นตัวเพื่อรองรับกับนโยบายดังกล่าวด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว โดยใช้นโยบายของรัฐเป็นแรงจูงใจ

                 ทั้งนี้ การท่องเที่ยวภาคเหนือจะพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลักด้วยสัดส่วนถึง 73.04% ยกเว้น จ.เชียงใหม่ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่าคือสัดส่วนถึง 38% จ.เชียงใหม่ ถือเป็นเมืองหลักของการท่องเที่ยวยอดนิยมเป็นอันดับ 1 โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

                 ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้มีการปรับตัว และปรับปรุงที่พัก เตรียมรองรับนักท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก โดยปลายปีนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น เทศกาลชมสวน Flora Festival 2014 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ วันที่ 1 ธันวาคม 2557-28 กุมภาพันธ์ 2558 มหกรรมทัวร์ทั่วไทย 2014 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ วันที่ 1 ธันวาคม 2557-1 มีนาคม 2558, งาน NAP (Nimmanhaemin Art & Design Promenade) ณ นิมมานเหมินทร์ ซอย 1 วันที่ 5-10 ธันวาคม 2557 และเทศกาลบอลลูนนานาชาติ ประเทศไทย ครั้งที่ 8 ณ สนามกอล์ฟยิมคานา วันที่ 5-6 ธันวาคม 2557