
บวรศักดิ์แนะบริหารปกครองต้องพึ่งพุทธ
บวรศักดิ์แนะบริหารปกครองต้องพึ่งพุทธ ยกพุทธพจน์เปรียบผู้นำฝูงโคต้องมีปัญญา เผยจะทำประชาพิจารณ์อย่างน้อย10ครั้ง
23พ.ย.2557 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยร่วมกับมูลนิธิสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ได้จัดพิธีมอบเข็มทองคำเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นประจำปี 2557 อาทิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนที่ 1 และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นอีก 5 คน โดยมีนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล จากนั้นนายบวรศักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "อานิสงส์ของการสวดมต์" ตอนหนึ่งว่า การบริหารการปกครองจำเป็นต้องพึ่งหลักพุทธศาสนา จะไปยึดตามแบบตะวันตกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมุ่งเน้นให้ระบบดีแต่มักจะจะทิ้งตัวคน ซึ่งในความเป็นจริงระบบที่ดีคนก็ต้องดีด้วย หากระบบไม่ดีคนก็ไม่ดีก็จะเกิดความเสียหายเหมือนอย่างรัฐธรรมนูญในอดีต
"พระพุทธเจ้ากล่าวถึงผู้นำโดยเปรียบเทียบว่าในฝูงโคจะมีโคตัวหนึ่งที่เป็นผู้นำ ถ้าตัวผู้นำมาฝูงโคลงแม่น้ำลึกและตลิ่งชัน โคในฝูงก็จะตายจำนวนมาก แต่ถ้าผู้นำพาลงน้ำตื้น ตลิ่งเรียบ โคทั้งฝูงก็จะสวัสดี ดังนั้นผู้นำต้องมีปัญญาแห่งการรู้แจ้ง เพราะสังคมจะดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่ที่ตัวผู้นำจะพาไป" นายบวรศักดิ์กล่าว
จากนั้นนายบวศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐธรรมนูญจะอยู่ได้ถาวรหรือไม่ อยู่ที่ 1.ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี 2.ผู้ใช้รัฐธรรมนูญที่ดี และ 3.วัฒนธรรมการเมืองที่ดีของพลเมืองและนักการเมือง ซึ่ง 3 สิ่งนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญอยู่ได้นาน ถ้ารัฐธรรมนูญดี นักการเมืองไม่ดี หรือรัฐธรรมนูญไม่ดี นักการเมืองดียังไงก็มีปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ใหญ่ เพราะการเขียนรัฐธรรมนูญไม่อาจแก้ปัญหาเชิงวัฒนธรรมได้ เช่น วัฒนธรรมอุปถัมภ์ ที่อยู่ในสังคมไทยมานาน เช่น การซื้อเสียงขายเสียงในการเลือกตั้ง ที่แก้ไม่ได้ด้วยกกต.หรือรัฐธรรมนูญ แต่จะทำอย่างไรที่ไม่ให้คนไทยขายเสียง จะทำอย่างไรให้นักการเมืองเห็นว่าการซื้อเสียงเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายคุ้มครองไม่ได้หากผู้ใช้ไม่นับถือ ก็จะไม่มีความหมาย รัฐธรรมนูญเป็นเพียงแค่กระดาษหรือเอกสารชิ้นหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องดีทั้งคนและระบบ
เมื่อถามว่าถึงแนวคิดที่จะให้มีการทำประชาพิจารณ์ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ประชาพิจารณ์มีแน่ ซึ่งกมธ.ยกร่างฯ จะทำอย่างน้อย 10 ครั้ง ส่วนสปช.จะทำในระดับจังหวัด ซึ่งกมธ.ยกร่างฯจะมีการประสานกับสปช.เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน โดยคณะอนุกมธ.การมีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นที่มีนางถวิลวดี บุรีกุล เป็นกมธ.ของสปช.ด้วย และนายประชา เตรัตน์ ก็อยู่ในชุดดังกล่าวก็จะทำงานประสานเพื่อไปรับฟังความเห็นประชาชน
เมื่อถามว่าเมื่อมีการทำประชาพิจารณ์แล้วต้องทำประชามติด้วยหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ตนยังมีความเห็นอย่างเดิม แต่ไม่อยากพูดอีก ซึ่งอันนึงเป็นกระบวนการการมีส่วนร่วมก่อนที่จะมีการเขียนรัฐธรรมนูญ เช่นตอนปี 2540 ที่กมธ.จำนวนมากไม่เห็นด้วยในการกำหนดคุณสมบัติ ส.ส. ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งการเขียนแบบนี้ค่อนข้างไม่เป็นสากล แต่เมื่อไปฟังประชาชนที่ต้องการอย่างนั้นก็ต้องไปปรับตาม แต่ท้ายที่สุดการทำประชามติก็อยู่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ถ้าถามความเห็นส่วนตัวก็บอกแล้วว่าควรทำ แต่คนตัดสินใจไม่ใช่สปช. หรือกมธ.ยกร่างฯ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอย่าเพิ่งพูด
เมื่อถามว่ามีสนช.บางคนแสดงความเห็นว่าต้องมีการวางกรอบห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า นั่นเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ในกมธ.ยกร่างฯ ยังไม่ได้คุยกันถึงประเด็นนี้ด้วยความสัตย์จริง
ป.ป.ช.ส่งสนช.สอย 38 ส.ว.สัปดาห์หน้า
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งสำนวนคดีการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ดำเนินการถอดถอน ว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งรายงานและสำนวนถอดถอนดังกล่าวให้ที่ประชุมสนช. เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมานายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ยังไม่ได้ลงนามรับรองมติที่ประชุมป.ป.ช.เรื่องการถอดถอนคดีดังกล่าว แต่ขณะนี้นายปานเทพเดินทางกลับมาแล้ว และจะลงนามรับรองมติที่ประชุมได้ภายในสัปดาห์นี้ คาดว่าน่าจะส่งรายงานและสำนวนถอดถอนให้สนช.ได้ในช่วงประมาณวันที่ 26-28 พ.ย.นี้
นายสรรเสริญ กล่าวต่อว่า ส่วนคดีการถอดถอนอดีต ส.ส. 268 คน กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของป.ป.ช. ซึ่งกำลังมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกันอยู่ หากป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนอดีตส.ส.คนใดเสร็จแล้ว ก็จะทยอยชี้มูลความผิดไปก่อนเป็นกลุ่มๆไป คาดว่าจะเริ่มทยอยชี้มูลความผิดอดีตส.ส.ได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ จะไม่รอชี้มูลความผิดพร้อมกันทีเดียวทั้ง 200 กว่าคน เพราะจะยิ่งทำให้คดีช้าไปเรื่อยๆ และอดีตส.ส.บางคนมีคดีอาญาเรื่องการเสียบบัตรแทนกันร่วมอยู่ด้วย
เสนอแก้กฎหมายให้เข้มข้น
นายสรรเสริญ กล่าวถึงกรณีที่ป.ป.ช.เสนอร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งจะมีการพิจารณารับหลักการในวันที่ 27 พ.ย.ว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวที่ป.ป.ช.เสนอต่อสนช. เป็นการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของป.ป.ช. มีทั้งหมด 28 มาตรา มีหลักการสำคัญหลายเรื่อง อาทิ มาตรา 19 เรื่องการให้หยุดนับอายุความในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดี จะไม่ให้นับเวลาที่หลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ เพราะที่ผ่านมามักมีปัญหาผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีคดี ระหว่างนำตัวไปส่งฟ้องคดี รอจนกว่าคดีหมดอายุความแล้วค่อยกลับมาใหม่ จึงต้องแก้กฎหมายใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากนี้หากใครคิดจะหนีคดี ก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า หลักการสำคัญอีกเรื่องคือ มาตรา 18 ที่มีการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.มีอำนาจเหมือนเจ้าพนักงานตำรวจในการจับกุมผู้ถูกกล่าวหาได้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมไปรายงานตัวตามที่กำหนด และถูกศาลออกหมายจับแล้ว จากเดิมที่ป.ป.ช.ต้องประสานให้ตำรวจเป็นผู้จับกุมให้ เพราะที่ผ่านมาเวลามีผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีคดี ป.ป.ช.จะมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามตัว บางครั้งรู้ว่า หลบหนีไปอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีอำนาจจับกุม ต้องประสานตำรวจเป็นผู้จับ ทำให้บางครั้งผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปได้อีก จึงต้องเพิ่มอำนาจให้สามารถจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ป.ป.ช.จะไปมีอำนาจจับกุมเหมือนตำรวจได้ในทุกกรณี ต้องเป็นกรณีที่หลบหนี แล้วถูกออกหมายจับแล้วเท่านั้น การแก้ไขมาตรานี้ ป.ป.ช.จะไปเพิ่มประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ชุดจับกุม นำตัวไปฝึกการเข้าจับกุมเหมือนที่ตำรวจปฏิบัติกัน มีอำนาจพกอาวุธปืน เพื่อป้องกันตัวระหว่างเข้าจับกุม แต่ไม่ใช่ว่า จะให้พกปืนไปในที่สาธารณะได้ทุกที่ ต้องเป็นการเข้าจับกุมจริงๆเท่านั้น ป.ป.ช.จะส่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเหล่านี้ไปฝึกที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เรียนหลักสูตรเหมือนที่ตำรวจใช้กัน
ส่วนเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง ในมาตรา 12 นั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า จะแก้ไขกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และส.ว. ไม่ยอมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน หรือแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่า มีความผิดจริง จะต้องถูกตัดสิทธิห้ามกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอีก จากเดิมที่กำหนดไว้ว่า ห้ามดำรงตำแหน่งเพียง 5 ปีเท่านั้น เพื่อที่จะบังคับให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ไม่ใช่ว่า พอพ้น 5 ปีไปแล้ว ก็กลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ จึงต้องห้ามมิให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก



