
ตั้งศูนย์วิจัยเส้นทางสายไหมทางทะเลไทยจีน'คลองกระ'
ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลไทยจีน'คลองกระ'เปิดยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ'อาเซียน'
เมื่อเวลา 11.00น.วันที่ 22 พ.ย. พล.อ.ต.ณัฐฐอรรจน์ ถวิลหวัง คณะกรรมการแห่งชาติศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระพร้อมคณะทำงานความร่วมมือยุทธศาสตร์การค้าไทยจีนของรัฐบาลไทยและนายหวี่ ปินประธานกรรมการบริษัทจงจิ้นริชเวย์โฮลดิ้งประเทศไทยจำกัดและผู้บริหารร่วมกันแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลของประเทศไทยบริเวณคลองกระรองรับการเปิดการค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเส้นทางการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวทางการพัฒนาของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนจาการประชุมผู้นำเอเซียแฟซิฟิค(เอเปค)ระหว่างวันที่9-11 พ.ย.ที่ผ่านมา
พล.อ.ต.ถวิล กล่าวว่า สืบเนื่องจากประธานาธิบดีจีนได้ประชุมทวิภาคีได้ประชุมทวิภาคีกับ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยกวาระการพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลมนศตวรรษที่21(ในยุคนี้)มาหารือกันโดย พล.อ.ประยุทธได้ตอบรับในความคิดริเริ่มและพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลดังกล่าวเป็นที่มาของการจัดตั้งศุนย์วิจิยและพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลของประเทศไทยบริเวณคลองกระหรือคลองคอดกระที่รัฐบาลไทยในอดีตมีมติอนุมัติให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระในปี 2544เพื่อแก้ปัญหาวิกฟติเศรษฐกิจและสังคมพร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมาศึกษาวิจับความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระเป็นการพัฒนาและสานต่อแนวความคิดของบรรพบุรุษทั้งสองชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและความมั่นคงของภูมิภาคโลก
พล.อ.ต.ถวิล กล่าวต่อว่า หากการศึกษามีความเป็นไปได้ทางด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐกิจการลงทุน ด้านสังคมสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงจะนำเสนอผลการศึกษาไปยังรัฐบาลเพื่อขอดำเนินการก่อสร้างคลองเชื่อมทั้งสองฝั่งทะเลต่อไปซึ่งการดำเนินการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและทางการค้าจีนในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยจำนวน2 พันล้านบาทประเมินงบประมาณในการก่อสร้าง 7-8แสนล้านบาท
ด้านนายหวี่ ปิน กล่าวว่า เส้นทางสายไหมทางทะเลคลองกระจะเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและจีนอย่างสูงสุดหากดำเนินการเสร็จสิ้นจะมีเรือสินค้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ใช้เป็นเส้นทางพาดผ่านจากจีนไปยังฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ทุกวันๆละไม่ต่ำกว่า 2,000 ลำช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางเส้นทางทะเล3เส้นทางเดิมได้มากถึง 7วันจากเส้นทางสายไหมที่ใช้ในปัจจุบันคือ 1.สายตะวันออกจากเซียะเหมินไปทางมหาสมุทรแฟซิฟิกถึงทวีปอเมริกา 2.เส้นทางสายใต้จากเซียะเหมินผ่านเกาะไหหลำ แหลมยวนเข้าอ่าวไทยและแหลมมลายูและ 3.เส้นทางสายตะวันตกจากเซียะเหมินลงมาทะเลจีนใต้ ผ่านช่องแคบมะละกาถึงแหลมกู๊ดโฮปของทวีปแอฟริกา จากการสำรวจข้อมูลโลจิสติกการค้าจีนไทยพบว่า มีผู้ประการธุรกิจสนใจตอบรับเข้าร่วมใช้เส้นทางสายไหมทางทะเลของประเทศไทยแล้วสูงถึงร้อยละ60 ทีเดียว



