ข่าว

ชาวดงละครร้อง !! ขยายแนวเขตรัฐ...ทับโฉนดที่ดินทำกิน

ชาวดงละครร้อง !! ขยายแนวเขตรัฐ...ทับโฉนดที่ดินทำกิน

23 พ.ย. 2557

ชาวดงละครร้อง !! ขยายแนวเขตรัฐ...ทับโฉนดที่ดินทำกิน

 
                      ผลพวงของนโยบายรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมศิลปากร ไปสำรวจพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถานที่มีมายาวนานนั้น กลายเป็นปัญหาให้เห็นอีกครั้งในพื้นที่ จ.นครนายก เมื่อชาวบ้านดงละครร้องกับผู้สื่อข่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังถูกกรมศิลปากรขยายแนวเขตทับโฉนดที่อยู่อาศัยชาวบ้าน    
 
                      กลุ่มชาวบ้านดงละคร หมู่ 5 หมู่ 10 ต.ดงละคร อ.เมือง จ.นครนายก นำโดย ธาตรี อินยะฤทธิ์ ซึ่งเป็นตัวแทนอ้างว่า พื้นที่โดยรอบสันคูเมืองโบราณดงละครที่มีปัญหาในการขยายแนวเขตใหม่ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534 และได้ดำเนินการปักเขตใหม่เมื่อปี พ.ศ.2543 ซึ่งได้ส่งผลกระทบสิทธิ์ของชาวบ้านผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินประมาณ 46 ราย ซึ่งแต่ละรายยังมีผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่อีกหลายราย โดยเมื่อทางราชการดำเนินการขยายแนวเขตมาใหม่แล้วก็ไม่ได้มีการชดเชยหรือแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎร 
 
                      "ตอนที่กรมศิลปากรมาปักหลักเขต ก็ใช้วิธีมาบอกชาวบ้านว่า เพียงแค่ขยายไปอย่างนั้นเขาไม่ได้มาเอาคืน ปรากฏมาภายหลังชาวบ้านจะไปออกเอกสารสิทธิแบ่งแยก เขาก็มาชี้เอาตามแนวที่ขยายใหม่ ส่งผลให้การดำเนินการที่จะแบ่งแยกที่ดินนั้น ไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกได้ อันนี้ก็เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างมาก"
 
                      ไม่ใช่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะมาอ้างว่าเพื่อปกปักรักษาวัตถุโบราณซึ่งเป็นสมบัติของชาติเพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเราซึ่งก็หมายถึงชาวบ้านเองก็รักในโบราณสถาน รักในความเป็นมาของดงละครเช่นกัน
 
                      "แต่ว่ารัฐน่าที่จะจัดการในการแก้ไขปัญหาเยียวยา เช่น สมมุติว่า มาทับที่เอกสารสิทธิ ซึ่งเราได้เอกสารสิทธิ หรือ โฉนด น.ส.3 ส.ค.1 มาอย่างถูกต้อง แต่รัฐไม่ได้มาชดเชย หรือเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ปล่อยให้เป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้ พวกเราได้รับความเดือดร้อน อยากให้ทางรัฐช่วยเข้ามาแก้ไขด้วย" นายธาตรีระบุ
 
                      ปัจจุบันกรมศิลปากรก็มีการดำเนินการขุดมาทำพื้นที่ ซึ่งก็ส่งผลกระทบในพื้นที่ทับซ้อนยังไม่รู้ว่า เป็นเขตของใครโดยอ้างสิทธิ์ว่าเขามีสิทธิ์โดยเราก็มีสิทธิ์อย่างถูกต้องเช่นกัน โดยชาวบ้านได้มีการเสียภาษีที่ดินเต็มจำนวนมาจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านเองอยากเรียกร้องให้ใครก็ตามที่จะแก้ไขหรือบรรเทาความสูญเสียอยากให้ลงมาดูตรงนี้ ถ้ายังเป็นแบบนี้ก็จะกระทบต่อการพัฒนาเมืองเก่า 
 
                      "แทนที่เราจะช่วยกันรักษา เขาทำตามมติ ครม. เขาน่าจะทำประชาพิจารณ์ ว่าแบบนี้คนที่อยู่อาศัยเดือดร้อนอย่างไร จะเห็นได้จากบางบ้านที่มีที่ดิน 4-5 ไร่ ก็แทบไม่เหลืออะไรเลย ไม่สามารถแบ่งให้ลูกให้หลานได้"
 
                      เช่นเดียวกับ นวลอนงค์ ศรีตะปัญญะ หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านบอกว่า ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องจากการทำมาหากินเช่นกัน  ที่จู่ๆ พื้นที่ทำกินที่เคยใช้ปลูกมันปลูกเผือกปลูกต้นไม้กลับอันตรธานหายไป แต่เราก็ไม่กล้าที่จะไปขอเอกสารสิทธิหรือแบ่งแยก เพราะมีบางรายไปทำแล้วเจ้าหน้าที่มาชี้ก็ทำให้เสียพื้นที่ บางรายก็ถึงกับหมดที่ดินทำกินไปเลยจึงทำให้ไม่กล้าที่จะไปทำ 
 
                      ชาวบ้านหลายคนประสบปัญหาเดียวกันจึงอยากให้มีการจัดการให้แนวเขตกลับไปอยู่ในจุดเดิม เพราะการใช้พื้นที่ของทางกรมศิลปากรเองก็มีการขยายเขตรุกล้ำออกมามากเกิน หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องขยายจริงๆ ก็อยากให้มีข้อสรุปในการเยียวยา หากยังไม่มีข้อสรุปพวกชาวบ้านก็จะร้องเรียนไปทุกๆ ที่จนกว่าจะมีทางแก้ไข  
 
                      การออกโฉนดที่ดินในอดีตโดยปกติจะต้องให้เจ้าของพื้นที่ข้างเคียงมาชี้ระวังแนวเขต ซึ่งโฉนดของชาวบ้านกลุ่มนี้ก็ได้ผ่านขั้นตอนดังกล่าวมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งชาวบ้านได้นำเรื่องไปร้องเรียนที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก้ได้รับคำตอบมาว่าให้ทางจังหวัดและกรมศิลปากรลงมาดูและแก้ไขปัญหาและหาทางเยียวยา แต่จนทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดมาถามไถ่หรือมาแก้ปัญหา ยังนิ่งเฉย 
 
                      ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกลุ่มนี้ไปปรึกษาทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใน จ.นครนายก และได้รับนัดกันไว้ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ให้พวกเขามาเจรจา มาดูข้อเท็จจริง ที่โรงเรียนวัดหนองทองทราย ต.ดงละคร
 
                      นอกจากนั้น กลุ่มตัวแทนชาวบ้านยังได้มีการทำหนังสือยื่น ไปยัง ฯพณฯ พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.  โดยมีเนื้อหาระบุว่า 
 
                      1.ขอให้คณะ คสช.ตรวจสอบความถูกต้องการขยายแนวเขตใหม่ของกรมศิลปากร  
 
                      2.ขอให้คณะ คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการกลางในการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดจากการขยายแนวเขตใหม่ของกรมศิลปากร ที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่เดือดร้อน และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 
 
                      การกระทบกระทั่งของหน่วยงานภาครัฐกับชาวบ้านในเรื่องของที่ดินทำกินเหมือนลิ้นกับฟันนั้นมีมาช้านาน เพราส่วนใหญ่ประชาชนตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนประกาศเป็นเขตพื้นที่อุทยานแล้ว และเมื่อเป็นเขตอุทยานก็ได้กำหนดแนวเขตที่สามารถอยู่ได้อย่างชัดเจน ซึ่งประชาชนก็ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่อุทยานแต่อย่างใด 
 
                      แต่ที่เป็นปัญหาคือประชาชนที่บุกรุกเข้ามาตั้งถิ่นฐานภายหลังการประกาศเป็นเขตพื้นที่อุทยาน หลายพื้นที่ได้มีการสร้างอาคารบ้านเรือน และรีสอร์ท ที่ไม่เหมาะสมจำนวนมาก ซึ่งขัดต่อกฎเกณฑ์ที่อุทยานกำหนดไว้ ทั้งโครงสร้างอาคาร หรือสีที่ไม่กลมกลืนกับธรรมชาติตามที่เขตมรดกโลกกำหนดไว้
 
                      กระนั้นก็ดีกรมศิลปากรเองก็พร้อมที่จะกระบวนการสันติวิธีในการเจรจากับชาวบ้าน  ซึ่งที่ผ่านมา บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร บอกถึงนโยบายของโครงการดังกล่าวเพื่อหวังให้มีการใช้พื้นที่ร่วมกันทั้งของทางการและชาวบ้าน ซึ่งมีความพยายามที่จะดึงชาวบ้านเข้ามาร่วมสร้างประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน เพื่อสร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน 
 
                      "ขณะเดียวกันก็ต้องการปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้านรู้จักอนุรักษ์ หวงแหน และภูมิใจในคุณค่ามรดกของชาติ แต่หากยังมีการบุกรุกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเข้ามาทำลายโบราณสถานอยู่ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง”
 
                      นโนบายด้านความมั่นคงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดินทำกินของรัฐบาลและ คสช.นั้น เป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชนจำนวนนับล้านคน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ดังนั้น การหารือกันในวันวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน นั้น จึงเป็นเรื่องน่าจับตา เพราะจะมีตัวแทนจากภาครัฐ ทั้งฝ่ายปกครองคือผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา กรมธนารักษ์ ที่ดิน และ คสช. เพราะตราบใดที่ป่าและผืนดินยังเป็นแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ ดังนั้น การวางกรอบกติกาจึงต้องมีความรอบคอบ หากมีป่าสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ประชาชนยากจนไม่มีที่ทำกินก็คงดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าใด