
เดินหน้าคุม3พันนักโทษนอกคุก!
22 พ.ย. 2557
'ยุติธรรม' เดินหน้าใช้กำไลข้อเท้าควบคุมนอกเรือนจำอีก 3 พันชุด ครอบคลุมพื้นที่ 27 จังหวัด เล็งคัดนักโทษสมัครใจทำงานประมงทดแทนแรงงานต่างด้าว
22 พ.ย. 57 พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมกรมคุมประพฤติ โดยมีนางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมผู้บริหาร นำเสนอรายงานผลการดำเนินงาน จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) หรืออีเอ็ม (กำไลข้อเท้า) ที่ใช้ควบคุมผู้ถูกคุมประพฤติแทนการคุมขังในเรือนจำ โดย พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า การใช้เครื่องมือดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม ควบคุมพฤติกรรมผู้ต้องโทษได้โดยไม่ต้องนำตัวมาคุมขัง ซึ่งเน้นใช้กับคดีที่ส่งผลกระทบกับสังคม เช่น คดีเมาแล้วขับ ไกด์ผี แท็กซี่ป้ายดำ โดยเครื่องมือสามารถกำหนดเงื่อนไขการเดินทาง การห้ามเข้าออกพื้นที่ ห้ามออกจากที่พักในยามวิกาล รวมถึงการควบคุมความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะ ทำให้ผู้ต้องโทษไม่สามารถออกไปก่อเหตุซ้ำได้อีก อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กระทำผิดเงื่อนไข เจ้าหน้าที่จะสามารถติดตาม และรายงานผลต่อศาลประกอบการพิจารณาโทษเพิ่มเติมได้ ทำให้ผู้ต้องโทษเหล่านี้มักไม่มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง เพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษเพิ่ม
ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มขยายการใช้งานเครื่องมือไปยังผู้ต้องโทษคดีอื่น นอกเหนือจากคดีเมาแล้วขับนั้น ถือเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะออกคำสั่ง ซึ่งคดีที่ศาลสั่งส่วนใหญ่ เป็นคดีที่เห็นว่าอาจส่งผลกระทบกับส่วนรวม โดยเฉพาะคดีเมาแล้วขับที่อาจก่ออุบัติเหตุกับผู้อื่นได้ ส่วนการใช้เครื่องมือดังกล่าวกับกลุ่มเด็กแว้นที่ถูกมองว่าอาจกระทบสิทธิ์เด็ก กระทรวงยุติธรรมคำนึงสิทธิ์ของทุกคน การใช้เครื่องมืออีเอ็ม เพื่อเป็นตัวช่วยแก้ไขผู้ทำผิด แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกัน และสร้างจิตสำนึกให้เด็กรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าไม่เฉพาะกับตัวเอง แต่จะส่งผลต่อครอบครัว และผู้อื่นด้วย
สำหรับการใช้งานเครื่องมือแทนการคุมขัง มีการใช้งานนำร่องมาแล้ว 200 ชุด และล่าสุดได้เช่าใช้เครื่องมือชุดใหม่จำนวน 3,000 เครื่อง วงเงิน 74 ล้านบาท ซึ่งจะขยายพื้นที่การใช้งานให้มากขึ้นเป็น 27 จังหวัด จากเดิมใช้เฉพาะในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยขยายไปอีก 22 จังหวัด คือ นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ปทุมธานี สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา สมุทรปราการ อุดรธานี สกลนคร เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ พิษณุโลก นครปฐม เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา โดยระบบใหม่จะใช้จีพีเอสในการติดตามตัว เป้าหมายการใช้งานในปี 2558 นอกจากใช้ควบคุมผู้ต้องโทษแล้ว จะนำไปใช้กับผู้ได้รับการพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษ และผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดด้วย
พร้อมคัดนักโทษสมัครใจทำงานประมงทดแทนแรงงานต่างด้าว
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาค้ามนุษย์ด้วยการส่งนักโทษเข้าไปทำงานในเรือประมงทดแทนแรงงานต่างด้าว ว่า ภายหลัง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้หารือในระดับนโยบายกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงการนำนักโทษไปใช้ทดแทนแรงงานในเรือประมง ตนพร้อมจะประสานกับปลัดกระทรวงแรงงาน และอธิบดีกรมการจัดหางาน เพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติในการแก้ไขปัญหานักโทษล้นคุก ซึ่งจะคัดเลือกนักโทษที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษ หรือใกล้พ้นโทษมาสอบถามความสมัครใจในการทำงานบนเรือประมง จากนั้นจะหารือกับนายกสมาคมเรือประมง เพื่อจัดส่งนักโทษไปทำงานต่อไป
"การใช้แรงงานนักโทษนอกจากจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะไม่มีการบังคับใช้แรงงาน เนื่องจากนักโทษสมัครใจไปทำงานในเรือ และไม่ได้ถูกหลอกลวง หากทำงานไประยะหนึ่งแล้วไม่พอใจ ก็สามารถขอเปลี่ยนงาน และกลับขึ้นฝั่งได้ ต่างจากการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นการหลอกลวงแรงงานทั้งคนไทย และต่างด้าว"
นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ล่าสุดนายกสมาคมประมง ได้โทรศัพท์มาหารือรายละเอียดในเบื้องต้น เพื่อให้กรมราชทัณฑ์ส่งนักโทษที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไปทดแทนแรงงานต่างด้าวแล้ว ซึ่งกรมฯ จะเร่งคัดนักโทษที่เหลือโทษจำคุกไม่มาก และอยู่ในเกณฑ์พักการลงโทษไปทำงาน โดยเบื้องต้นจะถามความสมัครใจของนักโทษก่อนว่าสนใจจะไปทำงานในเรือประมงหรือไม่ และไม่มีการบังคับส่งตัวไปใช้แรงงานอย่างแน่นอน นอกจากนี้ จะหารือไปยังนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มต้นจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เพื่อขอให้รับนักโทษชั้นดี เข้าไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ลักษณะไปเช้ากลับเย็น เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์แรงงาน ซึ่งจะทำให้นักโทษมีรายได้ ขณะที่เรือนจำจะได้ประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมให้นักโทษมีอาชีพก่อนได้รับการปล่อยตัวหลังพ้นโทษ
นายวิทยา กล่าวถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ มีแนวคิดให้จัดตั้งเรือนจำสำหรับคุมขังนักโทษคดียาเสพติด ว่า ปัจจุบันเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ ถูกใช้คุมขังนักโทษคดียาเสพติดประมาณ 2 แสนคน หรือประมาณ 70 เปอร์เซนต์ จากจำนวนนักโทษทั้งหมด 3.2 แสนคน สะท้อนให้เห็นว่า นักโทษที่ก่ออาชญากรรมพื้นฐาน ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆ่าข่มขืน มีอยู่ประมาณ 1 แสนรายเท่านั้น เรือนจำจึงกลายเป็นคุกที่ใช้ขังนักโทษคดียาเสพติด เมื่อจำแนกรายละเอียดคดีจะพบว่า นักโทษที่ก่อคดีครอบครองเพื่อเสพและจำหน่ายรายย่อย มีประมาณ 1 แสนราย ดังนั้น พล.อ.ไพบูลย์ จึงสั่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตรวจสอบฐานข้อมูลนักค้ายาเสพติด เพื่อไม่ให้การคัดแยกนักโทษใช้เกณฑ์จากจำนวนของกลางยาเสพติดเป็นหลัก เพราะนักโทษที่มีพฤติการณ์เป็นนักค้ารายสำคัญบางราย ถูกจับพร้อมของกลางเล็กน้อย หรือบางรายไม่สามารถจับกุมได้พร้อมยาเสพติด การคัดแยกจึงต้องมีหลักเกณฑ์อื่นๆ มากกว่าจำนวนของกลาง
"พล.อ.ไพบูลย์ ยังกำชับให้กรมราชทัณฑ์ หาแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการเรือนจำเพื่อไม่ให้การปล่อยนักโทษดำเนินการแบบไม่สมเหตุสมผล ที่ผ่านมาผู้ต้องโทษประหารจำคุกจริง 15-20 ปี ก็ได้รับการปล่อยตัว จนประชาชนมองว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างเรือนจำใหม่ เพื่อรองรับนักโทษ รวมทั้งมีการแยกเรือนจำยาเสพติดออกมาเฉพาะ เพื่อคุมขังนักโทษคดียาเสพติดจากอาญาอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เรือนจำยังมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร เรือนจำทรุดโทรม ได้กำชับให้ ผบ.เรือนจำทั่วประเทศ ประเมินความเสี่ยงของนักโทษ เพื่อป้องกันเหตุวิวาท หรือก่อจลาจล"
นายวิทยา กล่าวอีกว่า กรมราชทัณฑ์ยังเตรียมจัดทำโครงการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อนำเงินมาใช้ในการสร้างเรือนจำใหม่ โดยใช้แนวคิดเดียวกับการสร้างศูนย์ราชการ โดยมอบหมายให้บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์เป็นผู้บริหาร ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องออกเงินไปก่อน แต่สามารถผ่อนชำระในเวลา 30 ปีได้



