ข่าว

‘ประยุทธ์’ขู่ย้ายบิ๊กขรก.คะนองปาก

‘ประยุทธ์’ขู่ย้ายบิ๊กขรก.คะนองปาก

22 พ.ย. 2557

‘ประยุทธ์’วอนสื่อรู้สถานการณ์มีขอบเขต คำนึงผลเสีย ขู่ย้ายบิ๊กขรก.คะนองปาก รับโกรธมากที่พูด‘มาปีเดียวเดี๋ยวก็ไป’

                 21พ.ย.2557  ที่ห้องประชุมกระทรวงมหาดไทย วันที่ 21 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า ครั้งที่ 3/2557 โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย และนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารระดับสูง ต้อนรับ    
    
               รายงานข่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดใจตอนหนึ่งระหว่างการประชุมมอบนโยบายว่า ขอให้แต่ละกระทรวงไปกำหนดแผนงานเป็นไทม์ไลน์ แบบที่กองทัพใช้ โดยให้ตั้งเป้าหมายว่า โครงการหนึ่งต้องสำเร็จภายในเวลาเท่าไหร่ เช่น จะ 3 เดือน หรือเท่าไหร่ อย่าไปวาดโลกทั้งโลกแล้วมาปฏิรูป อย่างนั้นมันทำไม่ได้ ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เรื่องไหนทำได้ ก็ทำไปก่อน เพราะปัญหาในเมืองไทยสะสมมานานหลายรัฐบาล วันนี้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำรูปแบบนี้หมด
    
               “ผมให้แนวทางไปแล้ว ต้อง 1.ทำก่อนทำทันที คิดมาแล้วทำมา ภายใน 1 เดือน หรือ 3 เดือนก็แล้วแต่ 2.ต้องเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 1 ปี ด้วยกฎหมายก็ได้ หรืออะไรก็แล้วแต่แก้มา แล้วก็ส่งต่ออย่างยั่งยืน การส่งต่อจะทำยังไง ทุกคนบอกว่าเสียของ เดี๋ยวก็กลับมาใหม่ แต่ผมไม่กลับมาอยู่แล้ว ยังไงก็กลับมาไม่ได้ มีบางคนพูดมาว่า อดทนไปเถอะเดี๋ยวหนึ่งปีมันก็ไป เดี๋ยวผมจะย้ายมันตรงนี้ ระวัง ผมมีชื่อแล้วด้วย อย่าพูดคะนองปากแบบนี้อีก ผมโกรธ พูดแบบนี้ไม่ได้ เพราะมันไม่รักประเทศไทยที่พูดแบบนี้ ไม่ควรเป็นข้าราชการ” นายกรัฐมนตรีระบุกลางที่ประชุม


ลั่นไม่ไปรบกับเด็ก-ขี้เกียจทะเลาะด้วย
    
               นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องประชาธิปไตยนั้น ตนใช้คำว่าติดกับดักประชาธิปไตยทั้งหมด ประเทศอื่นเขาไปโลกหน้ากันแล้ว วันนี้ยังย้อนถอยหาประชาธิปไตยอยู่นั่นแหละ ประชาธิปไตยก็เดินไปสิ เราไม่ได้ไปขัดขวาง ขัดแย้งอยู่แล้ว อยากให้เข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้
    
               "ผมไม่ไปรบกับเด็ก ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการไปดูด้วย ปัญหาอยู่ที่ครูบางคน ที่มันเกี่ยวข้องในกระบวนการหลายกระบวนการ แม้กระทั่งเรื่องมาตรา 112 ก็ยังขับเคลื่อนตรงนี้อยู่ ส่วนเด็กไม่รู้เรื่อง เป็นแค่ผ้าขาวบริสุทธิ์ จะทำไปทำไมไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย ผมไม่พูดแล้ว ผมขี้เกียจทะเลาะด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และว่า อยากให้ทุกหน่วยราชการช่วยกันลดความกดดันจากสังคม อย่าให้เกิดความขัดแย้ง ส่วนตัวไม่ได้สนใจ แต่เป็นห่วงว่าจะบานปลาย แล้วทั้งหมดที่ทำมาจะเสียเปล่า


แบ่งรองนายกฯ-รมต.สำนักฯลุยตจว.
    

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของนโยบายรัฐบาลใน จ.ขอนแก่น และ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าวันนี้ (21พ.ย.) มีการประชุมเพื่อเตรียมการให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อ


ติดตามงานของรัฐบาลด้วย
    
               ที่อาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตึกแดง ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค (กปภ.) ครั้งที่ 1/2557 มีรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 5 คน และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2 คน เข้าร่วมพร้อมเพรียง สืบเนื่องจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 120/2557 ลงวันที่ 30 กันยายน 2557 มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีทุกคนและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค โดยแบ่งเป็น 18 เขตราชการ โดย พล.อ.ประวิตร รับผิดชอบดูแลเขตราชการ ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดเขต 1, 2, 3, 4 คือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก รวม16 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี
    
               ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ รับผิดชอบดูแลเขตราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดเขต 5, 6, 7, 9 ในภาคตะวันออก และภาคใต้ รวม 17 ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง, นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม รับผิดชอบดูแลเขตราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดเขต 13, 14 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รวม 8 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์, พล.อ.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ รับผิดชอบดูแลเขตราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดเขต 10, 11, 12 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนบน รวม 12 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ เลย อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู นครพนม มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
    
               นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย รับผิดชอบดูแลเขตราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดเขต 17, 18 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง รวม 9 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแลเขตราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดที่ 15, 16 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแลเขตราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดที่ 8 ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส


เผยทัวร์เดือนละครั้งแก้ปัญหาถึงพื้นที่
    

               นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการชุดดังกล่าว เปิดเผยว่า หน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่จะลงพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย คือ 1.เร่งรัดงานที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและการบูรณาการการใช้งบประมาณของกลุ่มจังหวัด 2.เร่งรัดการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ในเชิงรุก โดยไม่ต้องให้ประชาชนเดินทางเข้ามาใน กทม. สำหรับความถี่ในการลงพื้นที่นั้น รองนายกรัฐมนตรีและรมต.ประจำสำนักนายกฯ ต้องลงพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดของตัวเองด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง หรือมากกว่านั้น หากไม่ว่างต้องมอบหมายให้ระดับที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ตรวจฯ ลงพื้นที่แทน และต้องนำผลการลงพื้นที่มาแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ทุกๆ 3 เดือน เพื่อนำมารายงานให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรับทราบ หากเรื่องใดมีความเร่งด่วนให้เสนอเข้า ครม.ทันที เพื่อใช้กลไกของ ครม.ในการอนุมัติและแก้ไขปัญหา
 

              พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ”ว่า สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่รัก สัปดาห์นี้ มีเรื่องน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง กรณีเฮลิคอปเตอร์กองทัพบกประสบอุบัติเหตุเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้นายทหารเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ 9 นาย ซึ่งเป็นนายทหารผู้ใหญ่ระดับรองแม่ทัพรวมอยู่ด้วย ทุกท่านนั้นเป็นผู้ที่ได้เสียสละทำงานเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอดชีวิตรับราชการ ผมในนามของรัฐบาลและอดีตผู้บังคับบัญชา ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตทุกท่านอย่างสุดซึ้ง

 

ย้ำสร้างความเข้มแข็งปรับตัวให้ทันประชาคมอาเซียน

                พล.อ. ประยุทธ์  กล่าวว่า หลักการบริหารราชการในปัจจุบัน คือ ข้าราชการต้องน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักในการปฏิบัติ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปฏิบัติ อย่างสามัคคีนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ความพึงพอใจและความสุขอย่างยั่งยืนของประชาชน

                สำหรับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจนั้น นับเป็นห่วงโซ่ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ทั้งในระดับประชาชนแต่ละกลุ่ม ทั้งเล็กและใหญ่ ต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจภายในประเทศ เศรษฐกิจชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจในภูมิภาค ไปจนถึงเศรษฐกิจการค้า การลงทุนในเวทีโลก ซึ่งมีข้อผูกมัดพันธสัญญาต่าง ๆ มากมาย ที่ไม่เพียงแต่ผูกพันเราเฉพาะมิติเศรษฐกิจ แต่ยังคงเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งการเมือง ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นเราทุกคนในทุกระดับ ก็จำเป็นต้องปรับตัว มีความตระหนักรู้ และรู้เท่าทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งสิ่งสำคัญคือประชาชน รัฐ เอกชน หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งปวงนั้น ก็จะต้องร่วมมือกันทำงาน อย่างประสานสอดคล้องในทุกมิติอย่างพร้อมเพรียงกัน

                การแก้ปัญหาเศรษฐกิจวัตถุประสงค์หลัก ๆ คือ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน ทั้งในเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มราคาขาย เพิ่มผลกำไรให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เลี้ยงดูครอบครัว ไม่ให้มีปัญหาปากท้อง ปัญหาสังคม และในเรื่องของการรักษาพยายาล สามารถจ่ายภาษีให้กับรัฐได้ เพื่อนำงบประมาณจากภาษีทุกรูปแบบ ไปใช้จ่าย จัดสรรสวัสดิการกลับไปสู่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้สามารถนำมาประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาประเทศเป็นไปตามวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ที่ได้กำหนดไว้ร่วมกันล่วงหน้า

                สิ่งที่เราต้องรีบปรับตัวให้ทันต่อการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2015 คือการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ ทั้งความรู้ การศึกษา ความชำนาญในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพด้านต่าง ๆ และภาษาเพื่อรองรับการพัฒนา การค้า การลงทุน ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง มีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมทั้งทันต่อการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน ภูมิภาคอาเซียน และประชาคมโลกที่มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว เราจะต้องปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย ทั้งในธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน สร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง มุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ สร้างภูมิปัญญาไทย สร้างแบรนด์ไทย ให้สามารถแข่งขันกับนานาชาติ เพื่อการเปิดตลาดใหม่ให้ได้อย่างโดยเร็ว

                รัฐบาลจะต้องวางมาตรการที่เอื้ออำนวย ส่งเสริมให้เกิดการค้า การลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ให้ทันกับประเทศอื่น ๆ โดยจะต้องลดอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งทางการค้า ทั้งกฎหมาย และขั้นตอนที่ยุ่งยาก ตลอดจนการมอบสิทธิประโยชน์ในการลงทุนที่เหมาะสม ควบคู่กับการมุ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก วันนี้ ประชาคมโลกนั้นพูดกันถึงวิสัยทัศน์ปี 2015 , 2025 , 2035 เราก็จำเป็นต้องศึกษา และวางแผนเตรียมการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ได้ในระยะยาว

ย้ำบ้านเมืองไม่ปกติยังจำเป็นต้องใช้กฏหมายพิเศษ

                พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า  การช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องเงินอุดหนุน หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่าง ๆ นั้น เป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราว ยังไม่ยั่งยืน รัฐบาลจะต้องใช้วิธีการทั้งรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ในการขับเคลื่อน ประชาชนต้องปรับตัว เรียนรู้ มีกระบวนการคิดที่ดีเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการร่วมมือกัน คงไม่ใช่การรวมกลุ่มเพื่อสร้างเงื่อนไขแต่เพียงอย่างเดียว เป็นการรวมกลุ่มกันช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ไข จะทำให้สามารถทำให้เกิดสิ่งที่ดี ๆ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นได้ สิ่งใดที่เป็นปัญหาก็เตรียมการป้องกันแก้ไขไว้ก่อน หากยังมีความไม่ไว้วางใจกันซึ่งกันและกัน ไม่เชื่อใจกัน ยังมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกันอยู่ โดยคนบางกลุ่มก็ยังไม่ค่อยจะปรับทัศนคติ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นคงแก้ไขไม่ได้ ทั้งวันนี้และในอนาคตด้วยเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงเป็นปัญหา เป็นความขัดแย้ง เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

                ในระหว่างที่รัฐบาลกำลังจัดระเบียบ หรือปฏิรูปใด ๆ นั้น รัฐบาลพยายามจะทำให้ไม่กระทบความเป็นอยู่ของสุจริตชน ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ยาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายและการเปลี่ยนแปลงใด ๆ นั้น ก็จะต้องมีทั้งผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย ซึ่งก็จะต้องมาดูกันว่าเราจะมีมาตรการอย่างไร ในการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบต่าง ๆ รัฐบาลยืนยันจุดยืนในการรักษาความถูกต้องและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ที่กล่าวมานั้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ในการที่เราจะร่วมกันก้าวผ่านกับดักของประเทศเราให้ได้ เพื่อจะนำประเทศเราก้าวไปข้างหน้า

                สำหรับปัญหา ข้อขัดข้องสำคัญ ๆ ที่รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประสบและประเมินแล้วพบว่าการขับเคลื่อนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ ยังไม่มีผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากอาจจะขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และเพียงพอ ข้าราชการและหน่วยงานระดับผู้ปฏิบัติที่ใกล้ชิดกับประชาชน ยังอาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งในนโยบายเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถที่จะประยุกต์ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม หรืออาจจะมีการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจได้ชัดเจนไม่มากนัก เพราะฉะนั้นการทำงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ต้องไม่ขาดความประสานสอดคล้องซึ่งกันและกัน ทั้งแผนงาน โครงการ และงบประมาณ ซึ่งอาจจะทำให้การวัดผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจของประชาชนนั้น ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรองรับได้ ในสถานการณ์ในปัจจุบัน นี่คือมุมมองของรัฐบาลในปัจจุบัน ต้องช่วยกันทุกหน่วยงาน

                ในการขับเคลื่อนนโยบายใหม่ ๆ หรือการแก้ไขปัญหานั้น ก็ต้องมีความเข้าใจให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการต่อต้าน ไม่ให้ความร่วมมือ มีการปลุกปั่น อาจจะเกิดจากผู้มีอิทธิพล ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ทั้งกลุ่มเดิม และกลุ่มใหม่ ยังคงมีอยู่กลุ่มเหล่านี้ อาจจะยังไม่เข้าใจในบทบาทของตนเองว่า ทุกท่านก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวใด ๆ ต้องคำนึงถึงความสงบสุขของประเทศไทย และประชาชนไทยโดยรวม เราไม่เคยมีความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ขอวิงวอนให้ท่านทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาหลักความสมดุล ระหว่างเรื่องของท่าน ของสากลโลก กับการสร้างความก้าวหน้า ความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยในอนาคตด้วย

                ในส่วนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ประชาชน สื่อสารมวลชนนั้น ขณะนี้ยังขับเคลื่อนร่วมมือกันยังไม่ได้เต็มที่หรือดีขึ้นมาก อาจจะต้องมีการพูดคุยปรับทัศนคติที่มีต่อกัน หันหน้ากัน พูดคุยกันทุกช่องทาง ส่งเสริมกันบ้างในสิ่งที่ดี ๆ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นต่างเหล่านั้น ตามช่องทางที่มีอยู่ ที่เหมาะ ที่ควร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง หากเราสร้างเงื่อนไขต่อไป หรือแสดงความขัดแย้งกันต่อไป ก็จะเกิดประเด็นความขัดแย้งใหม่ และขยายแผลเก่าในสังคม ซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบัน จนรัฐบาลก็ไม่สามารถจะแก้ไขหรือดำเนินงานอะไรได้เลย เราทำเพื่อประชาชนทุกคน รับฟังเสียงทุกเสียง แต่จะหาช่องทางใดที่ถูกต้องรวดเร็ว และมีผลในเชิงปฏิบัติได้มากก็ขอให้เชิญเขามาเลยทุกคนทราบดีอยู่แล้ว

                วันนี้หากไม่เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย ว่าอยู่ในลักษณะใด ในปัญหาใด ก็ขอเรียนว่าวันนี้ เราย้ำอีกครั้งเราอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติมากนัก ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะยังไม่เกิดความรุนแรงขึ้นก็ตาม บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย แต่เราก็มีความจำเป็นในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายทั้งกฎหมายปกติและกฎหมายพิเศษ อย่างระมัดระวังเพื่อรักษาบรรยากาศในการพัฒนา และเพื่อลดความขัดแย้ง แต่ขอร้องไม่ให้ก้าวล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพิเศษ มาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ได้มาสร้างปัญหา หรือว่ามาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พร้อมที่จะรับฟังทุกเรื่อง เราจะแก้ไขทั้งปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไปด้วย ซึ่งเราคงต้องการความร่วมมือ และเชื่อใจจากพี่น้องทุกคน

                เรื่องที่ผิดกฎหมาย หรือเรื่องที่เป็นความขัดแย้งกันอยู่ ทั้งอดีตและปัจจุบัน เราก็อยากให้ทุกพวกทุกฝ่ายนั้นเข้ามาร่วมหารือพิจารณานำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม หากว่ายังคงถูกต่อว่าจากบางกลุ่ม บางฝ่ายว่าเราสร้างปัญหา และพยายามนำปัญหาเดิม ๆ มาตำหนิการทำงานของเราในวันนี้ ก็น่าจะไม่ถูกต้องนัก รัฐบาลก็ยังคงใช้ความเพียรพยายาม ในการจะสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ก็คงต้องมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

                ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น อาจจะไม่ได้มากนัก เพราะว่าเราต้องการแก้ไขปัญหา แต่เราก็พยายามอย่างเต็มที่ จะไม่ไปก้าวล่วงให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งก็อาจจะไม่ทันอกทันใจบางคนบางกลุ่ม ผมคิดว่าอะไรที่ผิด ก็ต้องผิด อะไรที่ถูก ก็ต้องถูก หากทุกคนยึดถือกฎหมาย เคารพในกระบวนการยุติธรรม ที่ปราศจากความกดดัน ไม่มีกฎหมายพิเศษ ไม่มีกฎหมายพิเศษมาบังคับหรือมีกลไกต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากกระบวนการยุติธรรมปกติมาบังคับมาแก้ไขกัน ผมว่าก็ไม่มีเรื่องราวที่จะขัดแย้งกันอีกต่อไป เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ทุกคนเร่งรัดหรือชี้นำแล้วก็ไม่ด่วนตัดสินกันเอง ตามอารมณ์ความรู้สึก มิเช่นนั้นแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาอีก ขัดแย้งกันได้อีก เราต้องส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมให้ได้รับการยอมรับ โดยรัฐบาลยึดมั่นในความเป็นกลาง เป็นกลางระหว่างถูกกับผิดกฎหมาย ไม่ใช่เป็นกลางระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใครทำผิดก็ว่าไป ใครทำถูกก็ว่าไป ใครที่มีเจตนาบริสุทธิ์เราก็ไม่ได้ว่าอะไร อันที่จริงแล้วนั้น อำนาจฝ่ายบริหารนั้น มีอย่างจำกัดเราก็พยายามไม่ก้าวก่ายใครอยู่แล้ว แต่หน้าที่ของเราคือการกำกับดูแลให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม เพื่อจะรักษาบรรยากาศในการปรองดองของคนในชาติ

                โดยสรุปแล้วสิ่งที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งต่อไปในอนาคต ก็คือ ในการเรื่องตัดสินในคดีต่าง ๆ นั้น การใช้กระบวนการยุติธรรมหากไม่ได้รับการยอมรับ แล้วมีผู้เห็นต่าง แน่นอนต้องมีการผิดถูกข้างใดข้างหนึ่ง เพราะฉะนั้นหากมีการปลุกระดมประชาชน โดยการใช้คำพูด โดยใช้สื่อ ที่อาจจะไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองมากนักเหล่านี้จะทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายไปได้อีก ประการที่สอง คือ เจ้าหน้าที่ถูกกดดัน ทำงานภายใต้สภาพแรงกดดัน ทำให้การใช้วิจารณญาณหรือการดำเนินการไปตามหลักการนั้น ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง หรือหลักฐาน หรือกฎหมายที่มีอยู่ทุกคนต้องเคารพอัตตาตัวเองให้ได้ ประการที่สาม ก็คือ ในเรื่องสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ในเรื่องของโซเชียลมีเดียทั้งหมด ทั้งในและนอกประเทศ ก็ยังคงมีอยู่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดแค้น ชิงชัง ไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยก โดยการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่ Hate Speech เป็นเรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจริง มีวัตถุประสงค์แอบแฝงบางอย่างอยู่

                ผมในฐานะผู้นำรัฐบาล จำเป็นต้องรักษาสถานการณ์ให้เป็นปกติ ประชาชนปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องรักษาสถานการณ์ในช่วงนี้ ในระยะที่สอง ซึ่งมีการปฏิรูปในหลาย ๆ ด้าน และต้องนำไปสู่การเลือกตั้งให้ได้โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ เรารอไม่ได้ที่จะต้องขับเคลื่อน ทั้งการบริหารประเทศ บริหารแก้ไขปัญหาภายในประเทศและการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศให้มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศไทย ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็เพิ่มมูลค่าในการค้าการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น

                หากเรายังคงมีความขัดแย้งกันต่อไปหรือว่าขัดแย้งต่อการทำงานของรัฐบาลโดยที่ไม่มีเหตุผล ขาดข้อเท็จจริงจะทำให้ประเทศขาดความมีเสถียรภาพอีก ซึ่งทุกประเทศในโลกต้องการทั้งหมดให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง บ้านเมืองเป็นปกติสุข เขาก็พร้อมที่จะลงทุนในประเทศเรา พร้อมที่จะเดินหน้าร่วมกับประเทศเรา คำว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เข้มแข็ง ที่ทุกคนคาดหวัง ที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้นมานั้น ถ้าหากยัง ขัดแย้งกันอยู่ต่อไปก็เกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอนก็เป็นแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง

                สำหรับเรื่องสื่อต่าง ๆ นั้น ผมเรียนขอร้องอีกครั้ง ทั้งเจ้าของ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ สื่อมวลชน พิธีกรรายการ ขอให้เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองว่า ถ้าหากท่านจะใช้เสรีภาพของสื่อว่าไม่มีขอบเขต ไร้ขอบเขต อาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อประเทศชาติในสภาวการณ์แบบนี้ รัฐบาลและคสช.ไม่เคยมีความคิดที่จะไปใช้ความรุนแรงใด ๆ กับท่านเลย ก็ชี้แจงทำความเข้าใจกัน วันนี้ผมได้สั่งให้นำผลสรุปของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของสถานีโทรทัศน์ ที่จัดมาผมเห็นสรุปวันนี้ก็ดูดี นำมาแล้วเดี๋ยวจะให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปศึกษา ไปดู เพื่อจะนำแนวความคิดเหล่านั้นมา

                ที่ผ่านมานั้น ถ้าท่านทำมาแบบนี้เราก็ไม่เคยมีปัญหากับท่าน ถ้าท่านมาว่ากล่าวเรา ว่ากล่าวรัฐบาล ว่ากล่าว คสช. อันนั้นไม่ถูกต้อง แต่ท่านสรุปมาว่าประชาชนต้องการอะไรแค่นี้ง่าย ง่ายจะตายไป เพราะฉะนั้นทำให้ถูกช่องทางแบบนี้ก็ไม่มีใครมาก้าวล่วงซึ่งกันและกัน ในวันนี้เราจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ เพราะว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้อยู่ยังไง เพราะฉะนั้นก็ขอให้เคารพกฎหมาย เคารพคนอื่นเขา มีจริยธรรมและก็ส่งเสริมการปฏิรูป ต้องปรับตัวช่วยกันนำเสนอข้อเท็จจริงเชิงสร้างสรรค์ ผมยินดีรับฟังทุกสื่อ ทุกช่อง ทุกคนด้วยซ้ำไป แต่อย่าไปสร้างปัญหา อย่าไปสร้างความเกลียดชังให้กับพวกเรา

                เราไม่ใช่รัฐบาลที่ต้องการสร้างปัญหา หรือสร้างความขัดแย้ง เรามาแก้ไขตรงกลางให้ได้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เฉลี่ย แบ่งปันให้ทุกคนได้มีความสุขมีความพอใจ อำนวยความสะดวก สนับสนุนให้ทุกกลุ่มได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นอย่าลากเราเข้าไปอยู่ตรงในสนามด้วย ในสนามการแก้ไขด้วย เพราะเราถือว่า อาจจะยกง่าย ๆ ว่า พูดง่าย ๆ ว่า เราเป็น “ผู้จัดการแข่งขัน” แล้วกัน ถ้านำ“ผู้จัดการแข่งขัน”เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกับผู้เล่นก็เป็นปัญหา กรรมการก็คือจะต้องเป็นคนตัดสิน กรรมการวันนี้ ก็คือ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ รัฐบาล คสช. เป็น “ผู้จัดการแข่งขัน” กรรมการ แล้วก็นักกีฬา

                เพราะทุก ๆ คนก็ทำหน้าที่กันตามนั้น ในส่วนของกรรมการก็ต้องดำเนินการตามหน้าที่ของกฎหมายในการแก้ปัญหาให้เกิดความเป็นธรรม ประชาชนพึงพอใจ จะได้ไม่เกิดความขัดแย้งกันอีก เหมือนว่าการแข่งกีฬาจะดูกีฬาให้สนุกกรรมการก็ต้องดี ต้องเป็นธรรม นักกีฬาก็ต้องเคารพ ในกติกา ผู้จัดการแข่งขันก็จะคำนึงถึงความปลอดภัยของการดูกีฬา ต้องช่วยกัน ถ้าลากทุกอย่างมาปนกันไปหมด กีฬาก็แข่งขันไม่ได้เหมือนกับอะไร ก็เหมือนกับวันนี้ปฏิรูปไม่ได้เลย ถ้าตีกันไปตีกันมาอย่างนี้ก็ติดกับดักเหมือนเดิม ไปไหนไม่รอด


ขอบคุณทุกฝ่ายร่วมมือปฏิรูป 

                พล.อ. ประยุทธ์  กล่าวต่อว่า รัฐบาลและคสช.ต้องรักษาสถานการณ์ให้เอื้ออำนวยต่อการปฏิรูป แล้วนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์มีการเลือกตั้งนั้น เราต้องขอขอบคุณทุกกลุ่มทุกฝ่าย ที่ส่วนใหญ่เข้าใจแล้วก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะอย่างไรก็ตามในเรื่องของการสร้างความปรองดองให้กับคนในชาตินั้น ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน พรรคการเมือง ต่าง ๆ นั้น ต้องช่วยกัน ความขัดแย้งหากความคิดขยายไปทั่วลุกลามบานปลายไปถึงเด็ก ถึงผู้ใหญ่ ถึงทุกคน ทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน เหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้ว ในขณะนี้ทุกคนต้องนำอดีตมาเป็นบทเรียน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นหัวหน้าแต่ละส่วนแต่ละฝ่าย ต้องหาวิธีการพยายามให้ทุกคนละทิ้งความขัดแย้ง ละทิ้งตัวตนไว้ก่อนแล้วร่วมแรงร่วมใจกันสร้างประเทศ เราก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะนำความรัก ความสามัคคีกลับคืนมาสู่ประเทศไทย


หวังสภาปฏิรูป-กมธ.ร่าง รธน. - สนช. เดินหน้าไปด้วยกัน

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช. ครม. สนช. สปช.และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจกำหนดทิศทางที่ตรงกัน ในแนวทางที่จะร่วมกันปฏิรูป และสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์อย่างยั่งยืน มีการแลกเปลี่ยนแนวความคิด เสนอปัญหาข้อขัดข้องอย่างกว้างขวาง ซึ่งทุกท่านล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิของบ้านเมืองทั้งสิ้น และรับทราบปัญหาของเราดี และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมามากมายพอสมควร อย่างน้อยก็ได้ดูในสิ่งที่เราทำไว้ในชั้นต้น และก็มีข้อมูลปัญหาต่างๆ ส่งเข้ามามากมาย ทุกท่านมีความตั้งใจ และก็เสียสละเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อจะวางรากฐานสร้างชาติให้มั่นคง ผมก็คงต้องขอความร่วมมืออีกครั้งจากทุกพวกทุกฝ่าย ช่วงเวลานี้เป็นเวลาสำคัญที่สุด ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิรูปแบบนี้เกิดขึ้น อาจจะมีการปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ มาตลอด วันนี้เราปฏิรูปทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมก็ได้บอกว่าทำอย่างไรเราจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ทันเวลา ฉะนั้นก็ต้องรวบรวมข้อมูล รวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน หาช่องทางให้ได้ คือคงไม่ใช่ช่องทางราชการเพียงอย่างเดียว ทุกคนมีพรรคพวก เพื่อนฝูง พี่น้อง ประชาชนในภูมิลำเนาของตนเอง ก็ไปรวบรวมมา มาช่วยกันและนำเข้าสู่สภาปฏิรูป

                ถ้าบอกว่าทุกคนอยากมีส่วนร่วม แต่ก็ทำสะเปะสะปะ มันไม่ได้ ก็ไม่สามารถจะนำมารวมกันได้สักที ท่านไปหาช่องทางให้สั้นที่สุดให้ตรงที่สุดเข้ามา ผมไม่เคยขัดข้องเลย ดีกว่าไปพูดเปล่าๆ ที่โน่นที่นี่ ขัดแย้งกันโดยตลอด ถ้าหากทุกคนเสนอข้อคิดเห็นที่สร้างสรรค์ และเข้าช่องทางที่เร็ว ก็จะปฏิรูปได้ การปฏิรูปนั้นผมก็บอกแล้วว่า ให้แนวทางไปแต่เพียงว่า ทำอย่างไรเราจะกำหนดเรื่องที่จะต้องปฏิรูปทั้ง 11 เรื่อง ให้เป็น 3 ระยะให้ได้ ระยะที่ 1 คือ ทำทันที ทำทันทีก็คือ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ที่ไม่ต้องใช้กฎหมาย ท่านก็ส่งมาให้ผม รัฐบาลก็จะทำ ระยะที่ 2 คือ ทำให้มีผลสัมฤทธิ์ใน 1 ปี ถ้าตกลงได้ ไม่มีข้อขัดแย้ง ให้ คสช. ออกเป็นกฎหมายมา แล้วเราก็ปฏิบัติได้ภายใน 1 ปี จากนั้นถ้ายากๆ เป็นโครงสร้าง เป็นการจัดตั้งหน่วยใหม่ การแก้ไขกฎหมาย หรือกฎหมายที่มีความผูกพันในหลายๆ ส่วน การปฏิรูปแบบนั้น ก็ต้องส่งต่อรัฐบาลหน้า ก็ไปหากลไกมาว่า รัฐบาลหน้าจะทำหรือไม่ทำ ได้อย่างไร นั้นก็คงเป็นภาระของท่านแล้ว ที่จะต้องแก้กันต่อไป เรานำ 100 เรื่อง 100 อย่างมาแก้ 1 ปีไม่ได้ ผมได้ทำความเข้าใจไปแล้ว คิดว่าคงเข้าใจกันดีในขณะนี้ ขอขอบคุณล่วงหน้า คาดหวังทั้งในส่วนของสภาปฏิรูป กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และ สนช. ทั้งหมดต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ในระหว่างนี้ คสช. และรัฐบาลก็จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วย


วอนสังคมหยุดละเมิดไม่รังแกเด็กสตรีผู้สูงอายุคนพิการ 

                พล.อ.ประยุทธ์