
รมว.กห.อาเซียนประนามไอเอสบิดเบือนศาสนา
รมว.กห.อาเซียน ประนามปฏิบัติการกลุ่มไอเอสบิดเบือนศาสนา พร้อมต่อต้านแนวคิดสร้างรัฐอิสลาม
เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2557 พ.อ.คงชีพ ตัณติวานิช โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ASEAN Defence Minister’s Meeting Retreat (ADMM Retreat) ณ นครพุกาม สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 18-19 พ.ย.ที่ผ่านมาของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ที่ประชุม รมว.กห.อาเซียนของทั้ง 10 ประเทศสมาชิก ได้พูดคุยถึงปัญหาความซับซ้อนของสถานการณ์โลก ที่มีความท้าทายต่ออาเซียนมากขึ้น ซึ่งทุกประเทศสมาชิกต้องมีความร่วมมือกันทุกระดับอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันความร่วมมือนอกอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศมหาอำนาจถือว่ามีความสำคัญ ที่อาเซียนสามารถใช้โอกาสดังกล่าวเป็นเครื่องมือถ่วงดุลประเทศมหาอำนาจ เพื่อสร้างเสถียรภาพความมั่นคงในภูมิภาค และพัฒนาศักยภาพของอาเซียนในการเผชิญกับความท้าทายของภูมิภาคที่เกิดขึ้น เช่น ความมั่นคงทางทะเล ภัยพิบัติ โรคระบาด การก่อการร้าย ภัยจากสงครามไซเบอร์ เป็นต้น
พ.อ.คงชีพ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้ประนามและปฏิเสธการสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มก่อการร้าย ISIS และเห็นว่าเป็นการบิดเบือนคำสอนศาสนา ซึ่งอาเซียนควรต่อต้านแนวความคิดการสร้างรัฐอิสลามในพื้นที่ต่างๆของโลกด้วย
เห็นชอบใช้ก.ม.ระหว่างประเทศลดขัดแย้ง'ช่องแคบมะละกา'
พ.อ.คงชีพ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม รมว.กห.อาเซียนของทั้ง 10 ประเทศสมาชิก ได้พูดคุยถึงเหตุภัยพิบัติธรรมชาติจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยียน ที่ภูมิภาคนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนากลไก และแนวทางในการสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการบรรเทาภัยพิบัติ และการฟื้นฟูร่วมกัน นอกจากนั้นยังเห็นตรงกันว่าช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของภูมิภาคและของโลก จึงควรร่วมมือกันลดปัญหาความขัดแย้ง สนับสนุนให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดเสรีภาพในการเดินเรือ รวมทั้งยังเห็นว่าความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนนั้น เกิดได้จากการแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร การฝึกร่วม ผสม และการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกระดับ นอกจากนั้น ยังได้เสนอกลไกและแนวทางร่วมมือด้านความมั่นคง เช่น การจัดตั้ง Hot Line ระหว่าง กห.อาเซียน จัดทำเอกสารแนวความคิดด้านการจัดตั้งการประชุม ADMM และ ADMM Plus แผนปฏิบัติงาน 3 ปีของ ADMM การปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายทหารระดับล่าง ความร่วมมือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งความร่วมมือระหว่าง กห. กับภาคประชาสังคม
จัดตั้ง'ศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน'ในไทย
พ.อ.คงชีพ กล่าวว่า ที่ประชุม รมว.กห.อาเซียนของทั้ง 10 ประเทศสมาชิก ได้พูดถึงและตระหนักถึงความท้าทายของโรคระบาด เช่นอีโบล่า ซึ่งเป็นความกังวลของอาเซียนร่วมกัน โดยในโอกาสนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.และ รมว.กห. ได้เสนอการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียนขึ้นในประเทศไทย ในปี 2558 พร้อมทั้งทำการฝึกร่วมด้านการแพทย์ทหารกับด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อทดสอบศูนย์ฝึกดังกล่าวในปี 2559 ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกชาติสมาชิกด้วยดี
พ.อ.คงชีพ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้นำเสนอนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน จำนวน 5 พื้นที่ และเชิญชวนประเทศสมาชิกที่มีชายแดนติดกัน และประเทศสมาชิกอื่น ได้ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน และการสร้างความมั่นคงแนวชายแดนร่วมกัน ซึ่งทุกประเทศสมาชิกเห็นประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกัน
กห.ญี่ปุ่นประกาศสร้างสันติภาพเชิงรุกในภูมิภาคอาเซียน
พ.อ.คงชีพ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ รมว.อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้ร่วมประชุมกับ รมว.กห.ญี่ปุ่น นาย Akinori Eto ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่าง กห.อาเซียน กับ กห.ญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรี.ญี่ปุ่นได้ประกาศนโยบายเสริมสร้างสันติภาพเชิงรุกในภูมิภาคอาเซียน (Proactive Contribution To Peace) ซึ่งญี่ปุ่นสามารถมีบทบาทและความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้นในอนาคต เช่น การรักษาสันติภาพ การสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง การช่วยเหลือประชาคมระหว่างประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้ ญี่ปุ่นจะยังคงเป็นชาติที่รักสันติภาพและจะร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการแสวงหาผลประโยชน์และเผชิญความท้าทายร่วมกัน โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อความมั่นคงทางทะเลและเห็นควรยึดหลัก 3 ประการ คือ 1.ยึดกฎระหว่างประเทศ 2. ไม่ใช้กำลังในการแก้ปัญหา และ 3. แก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยทั้ง 2 ฝ่ายควรร่วมกันกำหนดประเด็นความร่วมมือในอนาคตที่ชัดเจนขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่างๆ
'สุรเกียรติ์'นำทีมสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์เข้าพบ'ธนะศักดิ์'
เมื่อเวลา 18.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังที่นายสุรเกียรติ์ ประธานสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ (SIFA) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิในฐานะอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกออัครราชทูต ประกอบด้วย นายเตช บุญนาค อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนักวิชาการหลายท่านเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ในการพบปะกันครั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ ได้อธิบายถึงโครงสร้างของสถาบัน SIFA และกิจกรรมของสถาบันที่มีการร่วมมือระหว่างเครือข่ายในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพื่อระดมความคิดเห็นทางวิชาการด้านการต่างประเทศ
ด้านพล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า เห็นว่า การทำงานของสถาบัน SIFA เป็นประโยชน์ และสามารถเชื่อมโยงการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศได้ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างการกำหนดทิศทางและนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศได้
นอกจากนี้ ในฐานะที่นายสุรเกียรติ์เป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) เป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ซึ่งมีสมาชิกเป็นอดีตผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีของหลายชาติ อย่าง อับดุลล่าห์ อาหมัด บันดาวี อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโฮเซ รามอส ฮอร์ต้า อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของติมอร์เลสเต้ เป็นต้น นายสุรเกียรติ์ได้เล่าว่า ทางคณะมนตรีฯ จะจัดประชุมกันในปี 2558 ระดมความคิดเห็นเพื่อได้แนวทางในการสร้างสันติภาพให้กับภูมิภาคเอเชีย ขณะที่พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวให้การสนับสนุนการทำงานของคณะมนตรีดังกล่าวที่จะจัดการประชุมกันในปี 2558 เนื่องจากจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย และพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะสถาบัน SIFA เป็นกลุ่มความร่วมมือแบบคู่ขนานทางวิชาการ



