
นายกฯแจงไม่มีความสุขใช้อัยการศึก
20 พ.ย. 2557
ประยุทธ์ บรรยาย วปอ.รุ่น57 เผย ไม่มีความสุข ที่ใช้กฎอัยการศึกนาน แต่จำเป็นต้องใช้ ย้ำไม่โกรธคนประท้วง แจงแนวคิดด้านศก.-พลังงาน โชว์ไอเดียลงทุน ไทยบวกหนึ่ง
20 พ.ย.57 เมื่อเวลา 09.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 ประจำปีการศึกษา 2557-2558 และบรรยายหัวข้อวิชา “บทบาทของภาครัฐและเอกชนในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ณ ห้องบรรยายรวม วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ โดยพล.อ.ประยุทธ์ ใช้เวลาในการบรยายนาน 1 ชั่วโมง
ย้ำบทบาทเปลี่ยนแต่ตัวตนเหมือนเดิม
พลเอกประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เป็นเกียรติที่กลับมายืนที่นี่อีกครั้ง ในช่วงที่ได้รับบทบาทรับราชการที่ผ่านมาตนก็อยู่นั่งข้างล่างเหมือนท่าน วันนี้ก็มายืนตรงนี้แต่บทบาทใหม่แต่ตัวตนยังเหมือนเดิม พร้อมกันนี้นายกฯยังได้แซวนักเรียน วปอ.รุ่น57 ว่า นักเรียนรุ่นนี้ท่องค่านิยม 12 ประการ และร้องเพลงคืนความสุขได้หรือไม่ ซึ่งทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างกันเอง
ชี้เรื่องมั่นคงเป็นหน้าที่ปชช.-สื่อด้วย
จากนั้นพลเอกประยุทธ์ เริ่มกล่าวถึงมิติด้านความมั่นคง ว่าต้องมองหลายมิติ ทำอย่างไรจะสร้างศักยภาพของแต่ละหน่วยงานและสังคมให้เข้มแข็งได้ ซึ่งงานด้านความมั่นคงต้องประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร เศรษฐกิจ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม พลังงาน การค้าการลงทุน ที่ ประกอบเป็นความมั่นคง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเรื่องของเจ้าหน้าที่แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน รวมทั้งสื่อมวลชนก็ต้องมีส่วนในการสร้างความปรองดอง ให้คนรักกัน ดังนั้นทุกคนมีส่วนร่วมในความมั่นคง
วอนขอให้เข้าใจยุทธวิธีรบของทหาร
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ความมั่นคงด้านการทหารทั้งอำนาจรบแบบมีตัวตนและไม่มีตัวตน มีตัวตนคือมีอยุทโธปกรณ์ กำลังทหาร ที่ต้องมีขวัญกำลังใจในการสู้รบ ต้องไม่มีบ่อนทำลายขวัญกำลังใจ ซึ่งการรบมีทั้งการรบเชิงรุกและรับ หลายวิธี ถ้าไม่เข้าใจบริบทของทหารก็จะมีข้อวิจารณ์ไม่ถูกต้องจึงขอให้เข้าใจในยุทธวิธีและหลักการ และต้องดูกติกาของต่างชาติด้วย และทำอย่างไรให้ความมั่นคงเป็นปัญหาภายในประเทศเป็นกิจการของแต่ละประเทศ นั่นคือหลักการของอาเซียน เมื่อเกิดความขัดแย้งก็ต้องคุยทวิภาคีก่อน หรือพหุภาคีก่อน
ระบุค่าซ่อม ฮ.เก่าแพงกว่าซื้อใหม่
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกกว่า อำนาจรบที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อไม่ให้มีความขัดแย้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความเข้มแข็ง และมีไว้รบไม่ได้มีไว้รุกรานกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อรองเจรจา ถ้าจำเป็นจะต้องจัดหายุทโธปกรณ์ก็จัดหาไป เช่นเรื่องอากาศยานในกรณีที่เฮลิคอปเตอร์ตกที่ จ.พะเยา ที่เวลาซื้อของเหล่านี้ต้องมีการจัดซื้อจัดหางบประมาณ มีขั้นตอน พอไม่มีงบประมาณของเก่าก็ต้องใช้ต้องซ่อมเผลอๆค่าซ่อมแแพงกว่าซื้อใหม่อีก ซึ่งเป็นเรื่องของกองทัพและกระทรวงกลาโหม ในการร่วมทุนวิจัยและพัฒนา
เผยอยากมีฮ.ใช้ในกองทัพ 120 ลำ
"มีคนแนวคิดว่าจะเปิดรับบริจาคเงินซื้อ ฮ.ให้ ผมถามว่าเท่าไรถึงจะซื้อได้ เพราะอย่างต่ำก็ 400-1,000 ล้านบาท ได้เงินมาก็ซื้อไม่ได้ เพราะต้องสั่งซื้อเข้า รอคิวเขา วันนี้กองทัพมีฮ.ร้อยลำก็ไม่พอ เราต้องการ 120 ลำ แต่ก็ต้องลดลงเหลือ 90 ลำ และลดลงอีกเหลือ 60 ลำ แต่ทั้งนี้เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องขออุบัติเหตุ เมื่อเท้าพ้นพื้น แต่เราจำเป็นต้องสร้างกองทัพให้เข้มแข็งและมีขวัญกำลังใจในการสู้รบ" พลเอกประยุทธ์ กล่าว
แนะสร้างความมั่นคงพลังงานของตัวเอง
พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงมิติความมั่นคงทางพลังงาน ว่า ทำอย่างไรจะทำให้มีความมั่นคงด้านพลังงานของเราเองด้วยตัวของเราเอง เพราะเราต้องซื้อไฟฟ้า แก๊ส จากภายนอก เพราะแหล่งพลังงานของเรามีจำกัดไม่มีเยอะก็ต้องซื้อ ดังนั้นเราต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือของตัวเอง ว่าจะทำเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานยังไง อย่างเช่น เมื่อถูกปิดท่อก๊าซ ที่ต้องปรับกระบวนการใช้พลังงานในประเทศ ดูว่าสัดส่วนการใช้เกินหรือไม่อย่างไร ถ้าแก๊สหมดแล้วต้องซื้อทั้งหมดจะทำยังไง และประเทศเราไม่ใช่ผลิตน้ำมันเองได้ เราต้องซื้อเขามา ดังนั้นต้องมองรอบบ้านด้วย และเราต้องสร้างพลังงานของตัวเราเอง อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์
ชี้โลกขัดแย้งเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ
นายกฯ กล่าวถึงมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจว่า โลกทั้งโลกขัดแย้งกันเรื่องเศรษฐกิจ รบกันให้ตายก็ไม่ชนะเพราะปัญหาเกิดจากความยากจน ความหลื่อมล้ำ ที่แต่ละประเทศจะโทษคนนั้นคนนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องแก้ไขในสิ่งที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง เพราะเมื่อมีความขัดแย้งก็จะเป็นเรื่องของประเทศนี้รวยกว่า จนกว่า คนรบชนะก็เป็นผู้ชนะ คนแพ้ก็จะไปสู้ต่อแบบกระจัดกระจาย
วอนลดขัดแย้งทางทะเลด้วยการเจรจา
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไหนครองเส้นทางทางทะเลได้ทั้งโลกก็จะครองเศรษฐกิจของโลก เช่น ชาติตะวันตก จึงมีการทะเลาะกันมากขึ้นในเรื่องของพื้นที่ทางทเะล ที่ต้องพูดจาหารือกัน ต้องไม่รบกัน ต้องร่วมมือกันได้ อะไรที่เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศหยุดไว้ก่อน มาคุยกันว่าจะเดินหน้าเศรษฐกิจอย่างไร เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็น "พื้นที่อ้างสิทธ์" ก็ต้องหามาตรการการทำเอ็มโอยู เจรจา และตั้งคณะกรรมการพูดคุยกัน
เตือนเตรียมความพร้อมรับเปิดประเทศ
พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงการรวมตัวกันของประชาคมโลกอย่างอาเซียน เอเปค อาเซ็ม ที่พยายามรวมเป็นเศรษฐกิจเดียวในประชาคมโลก ที่เราต้องถามว่าเราแข็งแรงพอหรือยัง เพราะวันข้างหน้าอาจจะมีการใช้เงินของอาเซียนที่หลายประเทศผลักดันก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เราต้องดูว่าเรามีความพร้อม มีความเสี่ยง มีวิกฤติเยอะหรือไม่ เพราะประเทศเราเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่พร้อมและมีทุกอย่าง เขาก็อยากเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ที่จะมีทั้งวิกฤติและโอกาสเข้ามา ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมก็จะเป็นวิกฤติหากเปิดประเทศ
แนะประชาคมโลกร่วมแก้ราคาสินค้าเกษตร
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนได้อธิบายกับนานาชาติว่าอาเซียนเป็นประเทศกสิกรรม ที่ต้องดูแลให้ผลผลิตราคาสูงขึ้น ไม่เช่นนั้นคนจะออกจากการทำเกษตรหมด เพราะปัจจุบันปลูกข้าวก็ต้นทุนสูง ลูกหหลานไปทำงานในเมืองหมด พ่อแม่ทำนาก็จ้างคนมาทำ จ้างรถไถ จ้างรถหว่าน จ้างรถเกี่ยว เป็นต้นทุน 4-5พันบาท/ไร่ แต่ขายข้าวได้7พันบาท/ไร่ ก็เกิดปัญหา ดังนั้นเราต้องทำให้เขาเห็นใจส่วนนี้ด้วย ดังนั้นเราต้องสร้างให้ประชาคมโลกเขาต้องดูแลเรา ถ้าเช่นนั้นเราต้องขายสินค้าเกษตรเท่าไรถึงจะได้เส้นทางรถไฟทางนึง
แจงไม่กู้ทำรถไฟรางคู่ให้เกิดหนี้สาธารณะ
พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อไปถึงเรื่องการพัฒนาเส้นทางคมนาคมว่า เราต้องทำเส้นทางที่ยังไม่มีความสมบูรณ์ก่อน ไม่ใช่ว่าทั้งประเทศต้องสี่เลนทั้งหมด และบ้านเราจะเอาถนนหกเลนสี่เลน ทำมาแล้วก็เงินรั่วไหลในการซ่อม จะได้นำเงินไปทำอย่างอื่น และวันนี้ที่จะทำเพิ่ม 2,000กิโลเมตร เป็นรถไฟทางคู่ให้สวนกันได้ ต้องใช้คำว่ารถไฟทางคู่ ไม่ใช่รางคู่ เพราะต้องให้สวนไปมาได้ ต้องทำระบบใหม่ทั้งหมด ระบบไฟมันแพง ขอให้เข้าใจให้ลึกซึ้ง ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ แต่เราไม่กู้ทีเดียวมาดำเนินการเพื่อให้เกิดหนี้สาธารณะ และมีคนเทียบกับญี่ปุ่นที่หนี้สาธารณสูง ซึ่งก็ต้องดูว่าเฉลี่ยต่อหัวของประชากรของเราเท่าไร ของญี่ปุ่นเท่าไรด้วย แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าเราจะสร้างทางรถไฟเพิ่มและปรับปรุงการบริหารจัดการใหม่
ชี้รถไฟทางคู่ช่วยให้ไม่เสียความเป็นศูนย์กลางอาเซียน
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการใช้ทางรถไฟที่มีความกว้าง 1.435 เมตรนั้น จะช่วยให้ความเร็วอยู่ที่ 160-180 กม./ชม. ที่สามารถเชื่อมกับประเทศมหาอำนาจได้ ซึ่งประเทศไหนสนใจก็ร่วมมือกับเขาเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สอดรับกับการพัฒนาเขตเศรษฐิจพิเศษที่จะเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟไปลาว ไปจีน ต่ออินเดีย และเชื่อมต่อทั้งประชาคมโลก เพราะถ้าไม่ทำเราจะสูญเสียความเป็นศูนย์กลางของอาซียน เขาจะย้ายออกจากประเทศเราหมด
ระบุต่างชาติมีความสุขที่ไทยไร้ม็อบ
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ประเทศเราต้องมีความมั่นคง มีเสถียรภาพด้านการเงิน ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ซึ่งตนไปต่างประเทศมาต่างประเทศเขาก็มีความสุข ส่วนใครไม่พอใจก็เป็นเรื่องของคนส่วนหนึ่ง ใครอึดอัดบ้างก็จำเป็น เพราะเขาบอกว่าประเทศไทยกลับมามีความปลอดภัย ไม่ขัดแย้ง ไม่มีม็อบ
"ผมถามว่าทะเลาะกันต่อไปใครก็ไม่มาเที่ยว ต้องถามว่าที่ทำเพื่ออะไร เพื่อใคร เพื่อให้ได้รับการยอมรับเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น ผมอยู่กับประชาชน ต่างชาติเขาเข้าใจหมด แต่คนไทยกลับไม่เข้าใจ พูดกันคนละภาษาหรือไง ก็อดททนไป" พลเอกประยุทธ์ กล่าว
ชงไอเดียลงทุน ‘ไทยบวกหนึ่ง’
พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลดูแลภาคเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ที่เราต้องทำให้ข้อผูกพัน การทำสัญญาต้องง่าย และกฎหมายหลายฉบับต้องออกให้ได้ เช่นเรื่องการค้าการลงทุนที่ทำให้เขาเข้ามาลงทุน โดยใช้นโยบาย "ไทยบวกหนึ่ง" คือไปพม่า ลาว กัมพูชาหรือประเทศอื่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย ที่ต้องรู้จักเผื่อแผ่ เราต้องออฟเฟ่อพม่าด้วย ชักจูงคนอื่นมาลงทุน ต้องเผื่อแผ่ หรือใครมาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องบวกหนึ่งเช่นกัน ต้องส่งเสริมการลงทุนในประทเศเพื่อนบ้านด้วย และเราต้องเสริมกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
เผยไม่มีความสุขที่ใช้กฎอัยการศึกนาน แต่จำเป็น
"เราต้องเห็นใจพม่า เขามี 125 เผ่า มีชนพื้นเมืองเยอะมากกระจายไปทั่ว นั่นคือความยากง่ายของเขา เหมือนเราวันนี้เราต้องมีกฎหมายพิเศษ (กฎอัยการศึก) ถามว่าผมมีความสุขหรอ ไม่มีความสุขหรอก ยิ่งใช้นานยิ่งไม่มีความสุข แต่มันก็จำเป็น และสื่อไม่ต้องถามผมบ่อย ยิ่งถามยิ่งไม่ตอบ" พลเอกประยุทธ์ กล่าว
แนะต้องทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นการทำสัญญากับไทย
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เงินสำรองของไทยดีที่สุดในอาเซียนมีเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ แต่เราทำอย่างไรที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งเรื่องกฎหมายและการทำสัญญา เพราะมีคนบอกว่าไปติดต่อทำสัญญากับกระทรวงใช้เวลาสองเดือน พอจะเริ่มทำสัญญาเดือนที่สาม เข้าเดือนที่สี่ก็ยกเลิกสัญญา ดังนั้นเราต้องรักษาสัญญากับเขาให้ได้ โดยไม่มีผประโยชน์ โปร่งใส เพราะหลายประเทศยินดีถ้าเราเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ได้ด้วยการจัดให้มีการบริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส และต้องยืนยันหลักการว่าทำสัญญาแล้วจะต้องทำไม่เช่นนั้นเพราะทำให้ขาดความเชื่อมั่น
ถาม! ถ้าไม่มีทหารเข้ามาจะปฏิรูปสำเร็จไหม
จากนั้นพลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้มีการปฏิรูป มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถามว่าถ้าไม่มีทหหารเข้ามาจะปฏิรูปได้หรือไม่ ถ้าใครทำได้มาบอกผมที มีใครอาสาไหม ก็ไม่มี
ย้ำ 1 ปี ต้องหลุดกับดักและต้องเห็นอะไรบ้าง
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราต้องทำให้รอบบ้านเราเชื่อมั่น ลดความหวาดระแวงลง ขณะนี้ประเทศเราติดกับดักประชาธิปไตยที่ยังหาไม่เจอ นอกจากนั้นยังติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง วันนี้ต้องทำอย่างไรเพื่อเราจะก้าวพ้นกับดักเหล่านี้ ในส่วนกับดักประชาธิปไตย เราจะไม่เข้าไปก้าวล่วง วันนี้ มี สนช. สปช. ซึ่งเป็นแม่น้ำ 5 สาย ที่ต้องเดินไปข้างหน้าให้ได้ ไม่ใช่มาตีกันหรือทะเลาะขัดแย้งกัน เช่น 3 เดือนจะเกิดกฎหมายอะไร รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร กฎหมายลูกจะมีเรื่องใดบ้าง ซึ่งต้องแก้ที่เรื่องของโครงสร้าง หากไม่ทำตรงนี้ชาติหน้าก็ยังแก้ไม่ได้โดยตีกรอบตัวเองให้ชัดว่าต้องการอะไร จะปฏิรูปอะไร ซึ่งภายใน 1 ปีควรจะมีอะไรที่เห็นได้ชัดออกมา กฎหมายที่ทำได้ในระยะเวลาอันสั้นก็ให้ทำทันทีอย่าเสียเวลาในการถกเถียงกัน
ฝาก สนช.อย่าเถียงกันเหมือนสภาปกติ
"ฝากถึง สนช.ว่าอย่าเถียงกันเป็นสภาปกติ เพราะแค่กฎหมายชั่งตวงวัดก็เถียงกันอยู่นั่น กฎหมายแบบนี้เป็นกฎหมายที่ดีแต่ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ประเทศมีปัญหาอีกเยอะที่ต้องแก้ไข" พลเอกประยุทธ์ กล่าว
ย้ำไม่โกรธที่โดนประท้วง
พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ประท้วง ตนไม่ได้โกรธและยืนยันที่เข้ามาวันนี้เพื่อต้องการปรับเปลี่ยนและนำไปสู่การวางรากฐานในอนาคต ความขัดแย้งก็ว่ากันไป แต่ที่เราต้องทำต้องปฏิรูปและพัฒนาต่างๆ เพื่อวางรากฐานเอาไว้ ไม่เช่นนั้นลูกหลานจะอยู่ไม่ได้ในอนาคต
แจงเหตุที่ต้องใช้ ‘รัฐถาธิปัตย์’
อย่างไรก็ตาม ก่อนจบการบรรยาย มีนักศึกษา วปอ.คนหนึ่งสอบถามนายกรัฐมนตรีถึงความคาดหวังในการปฏิรูปและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในการปฏิรูป โดยพลเอกประยุทธ์ ได้ตอบว่า ที่ตนพูดมาทั้งหมดก็ล้วนแต่คาดหวัง ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ทำมาจะเสียเปล่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนในประเทศที่จะต้องช่วยกัน ซึ่งการปฏิรูปเรื่องใดที่ทำได้ ให้ทำก่อนเพื่อให้มีคนที่มีคุณภาพเข้ามาและลดความขัดแย้ง ความเห็นต่างที่ผ่านมาปัญหามาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ทำให้ติดขัดและไม่มีใครแก้ไขได้ จึงต้องมีรัฐถาธิปัตย์ เพื่อให้ทุกอย่างที่หยุดชะงักในช่วง 6 เดือนก่อนหน้านี้ติดปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ การจ่ายเงินเดือน 1-2 แสนล้านก็ทำไม่ได้ เป็นต้น แล้วจะให้ทำอย่างไร ตนก็ต้องเข้ามาแก้ปัญหา เพราะยอมไม่ได้ที่จะให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ จึงจำเป็นต้องทำ ขณะที่การปฏิรูปในระยะสั้นก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเผด็จการรัฐสภา การใช้อำนาจโดยไม่โปร่งใส
ดังนั้นการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนประเทศจึงต้องเหนื่อย เพราะมีทั้งปัญหาเก่าที่หมักหมมและปัญหาใหม่ที่จะเป็นอุปสรรคในการเดินหน้า เราจึงต้องลดสิ่งเหล่านี้ลงไป



