
วิพากษ์การเมืองสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
วิพากษ์การเมืองสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มุมมองหลังรัฐประหารกับเส้นทางการเมืองในอนาคต : ณัฐภัทร พรหมแก้วรายงาน
ชื่อของ "หญิงหน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หายไปจากหน้าข่าวการเมืองพอสมควรนับตั้งแต่ถูกตัดสิทธิเว้นวรรคทางการเมือง แต่คอการเมืองแล้วมีคำถามแทบจะตลอดว่าเมื่อไหร่เธอจะกลับเข้าสู่การเมืองอีกครัง
ล่าสุด เกิดการรัฐประหาร ชื่อของเธอเริ่มกลับมากับกระแสข่าวการฟอร์มทีมตั้งพรรคใหม่ร่วมกับบิ๊กเนมการเมือง ทั้งพระสุเทพ, เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ "บิ๊กสีเขียว" ภายใต้ข้อสงสัยว่าเป็น "พรรคทหาร" หรือไม่ นอกจากนี้มีหลายกระแสมองว่าการคัมแบ็กทางการเมืองของหญิงหน่อยครั้งนี้อาจเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในอาชีพนักการเมืองกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนต่อไปด้วยหรือไม่
"สุดารัตน์" เปิดบ้านย่านลาดปลาเค้า เปิดใจต่อทีมข่าว "เครือเนชั่น" เพื่อไขทุกข้อสงสัยพร้อมสะท้อนมุมมองการปฏิรูป และการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังตั้งไข่ในขณะนี้ โดยย้ำชัดว่ายังไม่คิดที่อยากจะกลับเข้าสู่การเมือง เพราะถ้าการเมืองอยู่ในลักษณะที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันมันเป็นแค่เกมการแย่งอำนาจไปมาเท่านั้น ไม่ใช่การทำงานเพื่อส่วนรวม จึงมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา อีกทั้งตอนนี้ก็มีความสุขในงานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างน้อยคนก็เข้าถึงพระธรรมมากขึ้น
"การอยู่ในการเมืองบางครั้งก็ไม่สามารถทำประโยชน์ได้เท่ากับอยู่ข้างนอก แต่ถ้าจะกลับสู่การเมืองก็ต้องกลับแบบที่คิดว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้วต้องเดินตามหลักการประชาธิปไตย"
ส่วนกระแสข่าวเรื่องการตั้งพรรคทหารนั้น คุณหญิงหน่อยหัวเราะทันที ก่อนเปิดอกว่า "เป็นเรื่องที่ตลกมากคนปล่อยข่าวอาจฝันอยากให้ประเทศไทยมีพรรคสามัคคีประเทศไทยที่รวมผู้คนทุกกลุ่มทุกฝ่ายรวมกันได้จริงๆ แต่เมื่อดูองค์ประกอบแล้วความเป็นไปได้แทบจะไม่มี"
คำตอบในประเด็นนี้ทำเอาภาพฝันบางคนที่อยากเห็นเธอในตำแหน่งผู้นำสูงสุดคือนายกรัฐมนตรี ต้องดับลง ซึ่งสุดารัตน์ระบุว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนพูดแบบนี้ เพียงแต่ไม่ได้ทะเยอทะยาน ไม่ทำอะไรเกินตัว ยิ่งได้ศึกษาธรรมะ ยิ่งทำให้นิ่งไม่ไปไขว่คว้าสิ่งที่เป็นแค่เรื่องสมมุติเพียงแต่อะไรที่เป็นประโยชน์ในจุดไหน ถ้าทำได้แม้ไม่มีตำแหน่งก็เป็นการสร้างกุศลแล้ว
ขณะเดียวกัน สุดารัตน์ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลพวงโดยตรงจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ซึ่งเรื่องนี้มองว่า อยากให้การรัฐประหารครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้เป็น และการจะทำเช่นนั้นได้การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้ตั้งคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาแล้วบอกว่าเป็นอรหันต์รู้ทุกเรื่องสามารถร่างรัฐธรรมนูญให้คนทั้งประเทศทำตามได้ ซึ่งแบบนี้ผิดมา 18 ครั้งแล้วและต่อมาก็ถูกฉีกมาตลอด
"ครั้งนี้เมื่อจะทำควรเปิดให้ชาวบ้านประชาชนมีส่วนร่วมดีเสียอีกที่มีคนต่างสาขาวิชาชีพเข้ามา ยิ่งจะทำให้ดีด้วยซ้ำใครจะรู้ปัญหาชาวนามากกว่าชาวนา คนที่เป็น สปช.มีใครเป็นชาวนาเต็มตัวบ้าง" สุดารัตน์ กล่าว
ส่วนที่แต่ละฝ่ายในสังคมไม่ตอบรับการเข้ามาไปส่วนร่วมหรือเสนอความเห็นกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เพราะรู้สึกว่าไม่จริงใจ คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่าคนที่เป็นเจ้าภาพคือรัฐบาลและ สปช.ต้องเสียสละ ยอมโดนด่าในการเปิดเวทีและรับฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างจริงใจ ลดความหวาดระแวง ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมให้การปฏิรูปประเทศเพื่อนำไปสู่ความสงบสุขจริงๆ เสียที
"รูปแบบเวทีก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่มาโต้วาทีหรือดีเบตอวดประชาชนต้องค่อยๆสร้างกระบวนการ ดึงความเห็นของคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายนำมารวมไว้ อะไรที่เห็นร่วมกันก็ดึงออกมาก่อน ส่วนที่เห็นต่างก็ดูว่าถอยกันได้แค่ไหนและสิ่งที่เห็นต่างนั้นรัฐบาล-คสช.-สปช.ต้องฟัง"
"สุดารัตน์" ยังย้ำว่า การปฏิรูปอย่าไปกลัวประชาชน อย่ากลัวการมีส่วนร่วมของคนทุกสี คนแต่ละกลุ่มมีอะไรไม่เห็นด้วย เพราะอะไร ก็ต้องฟัง ถ้ากดดันไม่ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเลยมันเป็นการเพิ่มแรงกดดันไปเรื่อยๆ ให้คนกลุ่มที่อยากแสดงความเห็นท้ายสุดมันอาจเกิดม็อบอีกก็ได้
"ทหารอย่าไปกลัว ถ้าปิดกั้นเสียงประชาชนทุกทาง มันเหมือนอัดแก๊สลงถังรอวันระเบิดแต่ถ้าค่อยปล่อยวาล์วให้ได้แต่ละกลุ่มได้ระบายความคิดความห่วงใยแล้วรวบรวมมันอาจจะยาก แต่จะแก้ความขัดแย้งได้ยั่งยืนกว่า"
เมื่อถามว่า การจะปฏิรูปความขัดแย้งทางการเมืองต้องเร่งปฏิรูปในส่วนใด "สุดารัตน์" เผยว่า ความยุติธรรมที่จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมเดินหน้าอย่างเป็นธรรม หากยังดำรงความยุติธรรมเพื่อคนบางกลุ่มไม่มีวันจบ พอความยุติธรรมไม่เกิดความสงบสุขก็ไม่เกิด ตรงนี้ถือเป็นหัวใจใครที่พิสูจน์แล้วว่าผิดก็ว่าไปตามผิด อย่าไปนิรโทษ คนผิดต้องรับโทษ
"บ้านเมืองเราไม่สงบสุขเพราะมีคนที่พยายามทำให้เกิดสงครามเรื่อยๆเพราะได้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางการเมือง ได้ตำแหน่ง ได้โอกาสอย่างนี้มันเสวยสุขบนกองความทุกข์ประชาชน" นางสุดารัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ "สุดารัตน์" ยังฝากถึงรัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจรัฏฐาฐิปัตย์ในมือ ว่าเมื่อรัฐประหารไปแล้วก็เอาใจช่วยทำให้จบทำให้ดี โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาพื้นฐานและการวางรากฐานของประเทศที่รัฐบาลปกติทำได้ยากควรทำให้สำเร็จ รวมถึงการปฏิรูปในเรื่องการศึกษาและการเกษตรที่ถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยอีกหน่อยที่ดินจะตกเป็นของต่างชาติ หรือนายทุนใหญ่มากขึ้นภาษีมรดกก็ช่วยไม่ได้ ดังนั้นถ้าไม่ปฏิรูปการเกษตรไม่ทำให้เกษตกรมีรายได้เพียงพอ มีศักดิ์ศรี เป็นผู้มีความรู้ลูกหลานก็ไม่อยากเป็นเกษตรกร จึงต้องสร้างให้เกษตรกรอยู่ได้ด้วยตนเอง
"วันนี้ไม่ต้องมาเถียงกันว่าจะจำนำหรือประกันราคานโยบายเหล่านี้เป็นการช่วยในระยะสั้นวันหนึ่งเมื่อเกษตรกรลุกขึ้นยืนได้นโยบายเหล่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องช่วยเหลือ"
เมื่อถามว่า ตอนนี้สังคมเริ่มจะเห็นผลกระทบของนโยบายประชานิยมที่ไม่ได้ช่วยประชาชนให้ยืนได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง "สุดารัตน์" กล่าวว่า อย่าไปเหมาเข่ง แต่ประชานิยมที่เอาเงินหว่านเอาอกเอาใจประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนถือเป็นโครงการที่เลว และต้องถูกยกเลิกแต่ถ้าเป็นโครงการที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ อธิบายหรือพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์ ก็อย่าไปมองว่าเป็นผลลบ
ส่วนแนวทางการแก้ทุจริตนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยให้คดีไม่มีอายุความ แต่ใช้กฎหมายอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรมรวมถึงองค์กรอิสระต้องไม่เป็นเครื่องมือหักล้างทางการเมืองต้องมีมาตรฐานในการทำหน้าที่
เมื่อถามถึงว่าช่วงที่ผ่านมามีการต่อสายถึง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" พูดคุยกันถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้บ้างหรือไม่ "สุดารัตน์" ระบุว่า จะเห็นว่าช่วงนี้คุณทักษิณก็ถอยจากการเมืองพอสมควร การปฏิวัติครั้งนี้แทบไม่เห็นปฏิกิริยาของการต่อต้านทหารหรือ คสช. จึงคิดว่า คุณทักษิณตั้งใจที่จะให้บ้านเมืองหลุดจากวังวน จึงเลือกจะวางเฉยและปล่อยให้เกิดการพัฒนาทางการเมืองโดยผู้ยึดอำนาจซึ่งเป็นเรื่อต่อประเทศที่เลยวางตัวเองเช่นนี้



