
3นิ้วไม่เอารัฐประหารจาก5นักศึกษาดาวดิน
3นิ้วไม่เอารัฐประหาร จาก5นักศึกษาดาวดิน : ศูนย์ข่าวภาคอีสานรายงาน
ความพยายามในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ถูกท้าทายขึ้นอีกครั้ง ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ภาคอีสานเริ่มจาก จ.ขอนแก่น เมื่อเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
การออกตรวจเยี่ยมนอกพื้นที่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนของการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ท่ามกลางการอารักขาของเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายอย่างหนาแน่น กลับมีใบปลิวที่พิมพ์ข้อความ "อีสานไม่ต้อนรับเผด็จการ" ถูกนำไปโปรยเกลื่อนบริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นที่ไว้จัดพีธี และถนนสายหลักรวมทั้งข้างรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นฝั่งทิศใต้
แม้ว่าใบปลิวดังกล่าวจะถูกเก็บออกจากถนนหน้าศาลากลางและบริเวณพื้นที่รอบๆ ศาลากลางจนหมด ก่อนนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางมาถึง แต่ถนนสายอื่นๆ ยังมีหลงเหลืออยู่ ท่ามกลางคำถามใครอยู่เบื้องหลัง...?
นั่นถือเป็นออเดิร์ฟการเมืองเพื่อชูโรงให้เห็นถึงขบวนการคลื่นใต้น้ำที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่มาด้วยวิธีพิเศษ ก่อนเข้าสู่พิธีการงานใหญ่ "คืนความสุขให้คนไทย รวมใจสู้ภัยแล้ง" ที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มาต้อนรับและผู้ว่าราชการจาก 31 จังหวัดทั้งภาคเหนือและอีสานที่มารอรับนโยบายกันอย่างพร้อมเพรียง
ทันทีที่พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นโพเดียมกล่าวเปิดงาน ได้มีนักศึกษาจาก กลุ่มดาวดิน ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 5 คน ได้แก่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา พายุ บุญโสภณ วิชชากร อนุชน เจตน์สถษฎิ์ นามโคตร และ วสันต์ เสกสิทธิ์ ที่เล็ดลอดสายตาเจ้าหน้าที่ รปภ.โผล่ไปปฏิบัติการสายฟ้าแลบ
โดยพวกเขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตที่ปิดทับเสื้อยืดสีดำออก เห็นข้อความชัดเจน "ไม่เอารัฐประหาร" พร้อมชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ก่อนที่ทั้ง 5 คนจะเดินไปหน้าเวทีและถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจคุมตัวออกไปละลายพฤติกรรม
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้านิ่งเฉยกับการต่อต้านครั้งนี้ และได้ปรับเปลี่ยนสถานการณ์ไปเรื่องชวนหัวว่า "นึกว่าการแสดงต้อนรับ แต่ไม่เป็นไร คนมีสิทธิ์คิดต่างได้"
หากจะว่าไปแล้ว การปรากฏตัวของนักศึกษาดาวดินทั้ง 5 คนนั้นไม่ได้เพิ่งออกมาเคลื่อนไหว ก่อนหน้านี้เคยไปติดป้ายต่อต้านรัฐประหารและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทั่วเมืองขอนแก่นขณะที่มีการยึดอำนาจใหม่ๆ และเคยถูกนำตัวไปปรับทัศนคติในค่ายทหารอยู่บ่อยครั้ง
และภาพของพวกเขาที่ฉายปรากฏออกมาอย่างชัดเจนคือการไปช่วยเหลือชาวบ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ในการที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีเหมืองแร่ทองคำ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด
ความมุ่งมั่นของพวกเขาถูกกล่าวขานอย่างกว้างขวางว่า "ในวันนี้ยังมีกลุ่มนักศึกษาที่ทำงานและเคลื่อนไหวเพื่อสังคมอยู่" แม้ขบวนการนักศึกษาเพื่อสังคมในยุคหลังๆ แทบจะไม่บทบาทก็ตาม
นอกจากนั้นนักศึกษากลุ่มนี้ยังเคยร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านกรณีเหมืองแร่โปแตชที่ จ.อุดรธานี ร่วมกับชาวบ้านด้วยการปิดถนน จนถูกจับกุมดำเนินคดี และคดียังอยู่ในชั้นศาลหลายคน
สำหรับเป้าหมายที่พวกเขาต้องการเคลื่อนไหวเช่นนี้เพราะมองว่า "นักศึกษาวิชาการกฎหมาย จะจบออกไปเป็นนักกฎหมาย แต่หากไม่รู้เรื่องสังคม สิ่งแวดล้อมและความทุกข์ยากของประชาชนเลย จะออกไปเป็นนักกฎหมายช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร"
โดยเฉพาะ ไผ่ หนึ่งในนักศึกษาดาวดินที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เขาเองถูกบ่มเพาะเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อของเขาเองเป็นทนายความของคนจน ช่วยเหลือชาวบ้านต่อสู้เรื่องคดีต่างๆ มาตลอด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบกรณี "แย่งน้ำ" จากลำน้ำพรม โดยถูกเขื่อนต่างๆ กักเก็บเอาไว้จนน้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตร
ไผ่ ในฐานะลูก เห็นการต่อสู้ของพ่อและผองเพื่อน โดยเฉพาะ สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการองค์กรเอกชนพัฒนาชนบทภาคอีสาน หรือ กป.พช.อีสาน ที่มาเริ่มงานเอ็นจีโออยู่ในพื้นที่สมัยที่ไผ่ยังเด็ก จึงซึมซับเรื่องราวเหล่านี้ จนกระทั่งเขาเลือกเรียนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อหวังเป็นนักกฎหมายเหมือนพ่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาส
ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็ทำงานร่วมกันในการศึกษาปัญหาของประชาชนในพื้นที่และได้ทำงานประสานกับรุ่นพี่ที่เปิด ศูนย์ปรึกษาปัญหากฎหมาย ให้แก่ประชาชนที่ด้อยโอกาส จนกระทั่งมีรุ่นพี่หลายคน ร่วมเคลื่อนไหวในนามของ เครือข่าย 12 องค์กรภาคอีสาน และลงชื่อไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป จนถูกเรียกไปรายงานตัวในค่ายทหารมาแล้ว
แต่การเคลื่อนไหวของพวกเขาก็ยังไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะมองว่าเป็นการแสดงออกถึงสิ่งที่ต้องการ และไม่ได้เคลื่อนไหวในทางเลวร้าย แต่เป็นการเคลื่อนไหวและแสดงออกในฐานะ นิสิต นักศึกษาคนหนึ่งที่ต้องการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา ที่ได้ร่ำเรียนมาจากสถาบันที่สอนให้พวกเขาต้องช่วยเหลือสังคม
นับเป็นอีกหนึ่งการเคลื่อนไหวของผู้เห็นต่างที่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็เข้าใจและยอมรับได้ "ไม่เป็นไร ผมไม่คิดอะไร คนไทยต้องให้อภัยกัน ขอทำงานลุยเรื่องนโยบายเพื่อจะพัฒนาภาคอีสาน คนเห็นต่างเขาไม่เข้าใจ” แถมหยอกเองอย่างน่ารัก “หากมีเรื่องอะไรให้ไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมได้”
เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องใส่ใจกับการปฏิรูปประเทศเพื่อคืนความสุขให้คนไทย นอกเหนือจากความหละหลวมหรือจงใจปล่อยให้กลุ่ม บุคคล ปะปนเข้าไปประชิดตัวผู้นำประเทศในลักษณะนี้ ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง...!



