
เงินทองต้องรู้ : ภาพซ้อน
21 พ.ย. 2557
เงินทองต้องรู้ : ภาพซ้อน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพัฒน์หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำเอาประชาชนเกือบทั้งประเทศทั้ง “เงิบ” และ “หงอย” ไปตามๆ กัน หลังจากประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ปี 2557 (ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน) และปรับประมาณการตัวเลขปีนี้ใหม่
ตัวเลขอาจจะเยอะไปบ้าง แต่ “สำคัญ” จริงๆ
คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสภาพัฒน์ ให้รายละเอียดไว้ดังนี้ เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2557 ขยายตัว 0.6% ขณะที่ตัวเลขเฉลี่ย 9 เดือน เศรษฐกิจไทยขยายตัว 0.2% โดยปี 2557 คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 1.0% ซึ่งเป็นคาดการณ์ที่ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.0% ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี
สาเหตุที่เศรษฐกิจโตต่ำแบบนี้ เลขาธิการสภาพัฒน์บอกว่า มาจากการส่งออกที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าทั้งปี 2557 การส่งออกจะไม่ขยายตัวเลยหรือขยายตัว 0% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและการส่งออกในตลาดสำคัญยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวต่ำ ทำให้การส่งออกในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวลดลง 1.7%
ส่วนปี 2558 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.5-4.5% จากปัจจัยการส่งออกที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยปีหน้าการส่งออกคาดจะขยายตัวที่ 4% การลงทุนภาคเอกชน คาดจะขยายตัว 4.8% จากความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนตามทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงความชัดเจนโครงการภาครัฐ และผลจากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งหลังปี 2557 โดยคาดว่า การลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 9.8% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนคาดว่า จะขยายตัว 2.6%
ตัวเลขเยอะๆ แบบนี้ สรุปได้สั้นๆ ว่า ปี 2557 ที่กำลังจะผ่านไปนั้น เป็นปีที่การเติบโตของเศรษฐกิจโชว์ตัวเลขต่ำมากๆ (ถ้าไม่นับรวมช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ) มีโอกาสถามคุณวีระ ธีรภัทร ในระหว่างจัดรายการ “เงินทองต้องรู้” ว่า ที่เคยบอกว่า เศรษฐกิจโตต่ำ สะท้อนปัญหาว่างงาน-ตกงาน ณ วันนี้ วันที่เศรษฐกิจโตแค่ 1% เรายังมีปัญหาแบบนั้นอยู่หรือไม่
คุณวีระบอกว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องการว่างงานหรือตกงาน เพราะจริงๆ แล้ว คนมีงานทำ ไม่มีปัญหาว่างงาน แต่ปัญหา คือ งานที่ทำ รายได้ที่มี ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และเรียกร้องรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในรายที่มีหนี้สินมากๆ เพราะเดือดร้อนกว่าคนอื่น
ณ เวลานี้ เศรษฐกิจไทยจึงต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่ (มาก) สำหรับขับเคลื่อน ผลักดันและกระตุ้น ซึ่งเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่ว่า หวังจากแหล่งอื่นไม่ได้เลย นอกจากภาครัฐเท่านั้น
แต่ที่คุณวีระบอกต่อมา คือ มันไม่ได้เกิดแบบนั้นทั้งหมด ภาวะแบบนั้นมันเกิดกับคนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่มไม่ได้เดือดร้อนกับภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย แต่เพราะกลุ่มแรกมันใหญ่ มันเลยมีพลังมากพอที่จะทำให้คนทั้งหมดรู้สึกถึงความฝืด
ถึงตรงนี้ มันจึงเหมือนมี “ภาพซ้อน” ที่ส่งสัญญาณในทางตรงกันข้าม
ตัวอย่าง คือ การเปิดเผยข้อมูลของบริษัท เฮย์กรุ๊ป ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารองค์กร ที่ได้สำรวจอัตราค่าตอบแทนพิเศษหรือโบนัสประจำปี 2557 และแนวโน้มการจ่ายค่าตอบแทนในปี 2558 ซึ่งผลสำรวจระบุว่า แทบไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เฮย์กรุ๊ป สำรวจบริษัทกว่า 100 บริษัทที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในประเทศไทยที่มีขนาดธุรกิจไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พบว่า ในปีนี้ แต่ละบริษัทมีแนวโน้มการจ่ายโบนัสเฉลี่ยในทุกอุตสาหกรรมประมาณ 3.44 เดือน แต่ปีหน้ามีแนวโน้มว่าจะจ่ายโบนัสในอัตรา 3.4 เดือน
เสียดายที่เฮย์กรุ๊ปสำรวจเฉพาะบริษัทใหญ่ และไม่ได้ครอบคลุมในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ไม่ครอบคลุมธุรกิจสถาบันการเงิน และบริษัทรถยนต์ ซึ่งเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องจ่ายโบนัสหนักๆ ดังนั้น ผลสำรวจของเฮย์กรุ๊ป จึงออกมาเป็นดังนี้ ธุรกิจที่จ่ายโบนัสสูงสุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ 4.03 เดือน รองลงมา คือ อุตสาหกรรมการผลิต 3.98 เดือน กลุ่มก่อสร้างและวัสดุ 3.69 เดือน ขณะที่กลุ่มน้ำมันและก๊าซจ่าย 3.39 เดือน สินค้าอุปโภคบริโภค 3.29 เดือน กลุ่มเทคโนโลยี 2.99 เดือน อสังหาริมทรัพย์ 2.84 เดือน ส่วนกลุ่มบริษัทประกันจ่าย 2.82 เดือน
ส่วนการปรับขึ้นเงินเดือน พบว่า ในปีหน้ามีแนวโน้มว่าจะปรับเงินเดือนขึ้น 6.06% ใกล้เคียงกับปีนี้ที่ปรับขึ้นเงินเดือนประมาณ 6.01% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุมีแนวโน้มขึ้นเงินเดือนสูงสุด 6.3% จากปีนี้ที่จะปรับขึ้นเงินเดือน 6.05% กลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซจะขึ้นเงินเดือน 6.28% จากปีนี้ที่จะปรับขึ้น 6.55% กลุ่มเคมีภัณฑ์ จะปรับขึ้น 6.25% จากปีนี้ขึ้น 6.24% กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จะขึ้นเงินเดือน 6.24% เพิ่มจากปีนี้ที่ปรับขึ้นมา 6.06% กลุ่มเทคโนโลยีขึ้น 6.22% จากปีนี้ขึ้น 5.49% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ขึ้น 5.47% จากปีนี้ขึ้น 5.45% บริษัทประกันขึ้น 6.20% เท่าปีนี้ และกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขึ้น 5.93% ลดลงจากปีนี้ที่ปรับขึ้น 6.22%
นึกถึงที่คุณวีระพูดปิดท้ายในรายการว่า คุณต้องสำรวจตัวเองว่า คุณอยู่ ณ จุดไหนของเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องความเป็นไปทางเศรษฐกิจก็เหมือนกัน เพราะบางครั้ง เราอยู่ในจุดที่ไม่ใช่ปัญหา แต่ดันพาตัวเองเข้าไปอยู่กับปัญหา หรือหลายครั้ง เราไม่ได้เดือดร้อน เป็นความทุกข์กับความเงียบงันของเศรษฐกิจ แต่กลับรับรู้ทุกข์ล่วงหน้าไปเสียเยอะ สิ่งที่พึงกระทำ ก็คือ สำรวจตัวเองและแยกแยะ "ภาพซ้อน" ให้ออกว่า เราอยู่ในจุดใดของปัญหา ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ แต่ถ้าใช่ ก็หาทางรับมือกันไป
เศรษฐกิจกับเรา มีมิติ มีภาพซ้อน เหมือนกับตลาดหุ้นกับหุ้นของแต่ละบริษัท แน่นอนว่า ถ้าภาพรวมตลาดหุ้นไม่ดี หุ้นหลายตัวมันก็หงอยเหงาไปด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่า หุ้นทุกตัวมันจะไม่ดี เพราะแต่ละตัว ต่างก็มี “พื้นฐาน” ที่ไม่เท่ากัน เศรษฐกิจกับเราก็เช่นเดียวกัน
------------------------
(เงินทองต้องรู้ : ภาพซ้อน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



