
มติยูเอ็นหนุนฟ้อง'ผู้นำโสมแดง'
19 พ.ย. 2557
มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ 111 เสียงสนับสนุนให้นำตัว 'คิม จอง-อึน' ผู้นำเกาหลีเหนือ ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ
19 พ.ย. 57 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ลงมติเมื่อวาน ด้วยเสียง 111 เสียง สนับสนุนผลักดันให้เกาหลีเหนือต้องรับผิดชอบต่อระบบที่ "โหดเหี้ยม และเลวร้าย จนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้" ที่อาจทำให้ประเทศที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ รวมทั้งผู้นำ ต้องถูกฟ้องในข้อหาอุกฉกรรจ์ "ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" โดยมีเสียงคัดค้าน 19 เสียง ซึ่งรวมถึงจีน และรัสเซีย และงดออกเสียง 55 เสียง
หลังจากไม่แยแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนานาชาติ เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนมานานหลายสิบปี บรรดานักการทูตเกาหลีเหนือ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงมติประณามจากสหประชาชาติ และที่สำคัญ คือ มติได้พุ่งเป้าโดยตรงไปที่นายคิม จอง-อึน ผู้นำหนุ่มที่กำลังเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่จะต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ที่นครเฮ้ก ของเนเธอร์แลนด์
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ลงมติตามญัตติที่เสนอโดยญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาชาติ ส่งเรื่องเกาหลีเหนือ ไปให้ ICC และจะเป็นคดีแรกที่ผู้ถูกฟ้องร้องในศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นชาวแอฟริกัน แต่ยังต้องรอผลการลงมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในเดือนหน้าว่าจะให้ส่งฟ้องเกาหลีเหนือต่อศาล ICC หรือไม่
การลงมติในครั้งนี้ มีพื้นฐานมาจากการสืบสวนของสหประชาชาติ ที่มีรายงานออกมาเมื่อต้นปี ที่ระบุว่า มีการทำลายล้าง , ฆาตกรรม , การบังคับให้เป็นทาส , การทรมาน , การคุมขัง และการข่มขืน รวมถึงการกระทำที่โหดเหี้ยม และเลวร้ายจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ และหลักฐานส่วนใหญ่มาจากคำให้การของผู้รอดชีวิต หรือผู้เปิดโปงระบบเรือนจำลับในค่ายควบคุมนักโทษ ที่มักจะเรียกกันว่า ค่ายกูลักที่ซ่อนเร้น
คณะกรรมการ ฯ พบว่า การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่ความร้ายแรง , ขนาด และลักษณะการล่วงละเมิดเหล่านี้ ได้เผยให้เห็นว่า เกาหลีเหนือยังห่างไกลจากโลกร่วมสมัย ขณะที่นักการทูตเกาหลีเหนือ ได้มีปฏิกิริยาแตกต่างไปจากอดีต โดยแต่เดิมมักจะไม่แยแสเสียงประณามจากนานาชาติ เกี่ยวกับประวัติด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยอ้างว่าเป็นแผนของตะวันตกที่จะดิสเครดิต และทำลายรัฐบาลของพวกเขา แต่ปัจจุบัน ทูตเกาหลีเหนือ ได้ยอมรับว่า คิดว่ามติของสหประชาชาติได้พุ่งเป้าไปที่ผู้นำของพวกเขา และพวกเขาไม่อาจปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ และคิดว่าต้องดำเนินการเพื่อรับมือกับแผนการทางการเมืองในลักษณะนี้
นักการทูตเกาหลีเหนือ ยังเสนอในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ด้วยการอาจยอมให้เจ้าหน้าที่สืบสวนด้านสิทธิมนุษยชน เข้าไปในเกาหลีเหนือได้เป็นครั้งแรก , ยอมปล่อยตัวพลเมืองสหรัฐ 3 คน ที่ถูกจับ , รื้อฟื้นการเจรจากับญี่ปุ่น เกี่ยวกับชะตากรรมของพลเมืองญี่ปุ่น ที่ถูกลักพาตัวไปโดยสายลับเกาหลีเหนือ และเสนอให้มีการเจรจาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนกับสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังได้ออกรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของตัวเอง เพื่อมอบให้กับคณะกรรมการไต่สวน ฯ และประกาศว่า "เกาหลีเหนือมีระบบสิทธิมนุษยชนที่มีประโยชน์มากที่สุดในโลก"
------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



