ข่าว

ผ่า6ปมฮ.รองมทภ.3ตกกับสถิติชวนเสียวสันหลัง

ผ่า6ปมฮ.รองมทภ.3ตกกับสถิติชวนเสียวสันหลัง

19 พ.ย. 2557

ผ่า6ปมฮ.รองมทภ.3ตก กับสถิติชวนเสียวสันหลัง

               โศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์แบบ 212 (ฮ.ท.212) หรือ "เบลล์ 212" ของกองทัพบก (ทบ.) ประสบอุบัติเหตุตกกลางทุ่งนาในพื้นที่บ้านดอกบัว ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ส่งผลให้ทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 3 เสียชีวิตรวม 9 นาย นับเป็นความสูญเสียครั้งร้ายแรงนับตั้งแต่เหตุการณ์ ฮ.ตก 3 ลำที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อปี 2554 ทำให้ทหารเสียชีวิตรวม 17 นาย

               ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินในกองทัพวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยย้ำว่า สภาพเครื่องตกกระแทกพื้นแรงมาก จึงต้องวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของอุบัติเหตุในแต่ละเงื่อนไขดังนี้

               1.เครื่องยนต์ เบลล์ 212 มีเครื่องยนต์ 2 เครื่อง หากเครื่องยนต์หนึ่งดับ เครื่องยนต์อีกเครื่องก็สามารถทำงานทดแทนได้ทันที และโอกาสที่เครื่องยนต์จะดับพร้อมกันทั้ง 2 เครื่องแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ยกเว้นว่ามี "น้ำ" อยู่ใน "น้ำมัน" ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์ดับพร้อมกันทั้ง 2 เครื่องได้

               2.สภาพอากาศ ที่มีข่าวว่านายทหารรายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กก่อนเกิดอุบัติเหตุว่า สภาพอากาศปิดนั้นจากการตรวจสอบพบว่า เป็นการโพสต์ในช่วงเช้า แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นในช่วงเย็นที่สภาพอากาศดีมาก เรื่องของสภาพอากาศจึงไม่น่าจะเป็นไปได้

               3.น้ำหนักบรรทุก แม้ว่าเฮลิคอปเตอร์ลำนี้จะประสบอุบัติเหตุตกขณะบรรทุกผู้โดยสาร 9 นาย แต่ก็ยังไม่ถือว่า "โอเวอร์โหลด" เพราะเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ทั้งหมด 14 คน

               4.นักบิน ที่มีการโพสต์ในทำนองว่า นักบินเป็น "นักบินใหม่" ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนักบินที่ 1 (พ.ท.มานิต สุรเสนา) เป็นนักบินที่มีประสบการณ์มานาน จบมาจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร จึงมีประสบการณ์ทั้งเรื่องเครื่องยนต์ การซ่อมบำรุง และมีประสบการณ์การบินมาเป็นอย่างดี ไม่ใช่นักบินใหม่ไร้ประสบการณ์

               5.สภาพเครื่อง แม้เฮลิคอปเตอร์รุ่น 212 จะมีอายุการใช้งานมาหลายสิบปี และเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น แต่บริษัทผู้ผลิตก็มีการผลิต "อะไหล่" ขึ้นมาใหม่อยู่ตลอด เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ รุ่นเบลล์ 212 ยังมีการใช้งานอยู่นับพันๆ เครื่องกระจายไปทั่วโลก

               6.การซ่อมบำรุง หากมีการซ่อมบำรุงตามวงรอบ และใช้ "อะไหล่แท้" จากบริษัทผู้ผลิตจะดีที่สุด ยกเว้นจะมีการใช้ "อะไหล่ทดแทน" จากบริษัทผู้ผลิตอื่น ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นอะไหล่เทียม และเป็นอะไหล่ที่รับรองโดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration) หรือ FAA ซึ่งมีคุณภาพพอทดแทนกันได้ แต่คุณภาพอาจไม่เท่าของบริษัทผู้ผลิต ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการสอบสวนคงต้องไปดูตารางการซ่อมบำรุงว่าเป็นอย่างไร

               ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินในกองทัพเผยว่า ตามปกติแล้วงบประมาณการซ่อมบำรุงอากาศยานจะอยู่ที่อัตรา 10% ของราคาเครื่อง จะถือว่าดีที่สุด ซึ่งไม่แน่ใจว่าขณะนี้งบยังอยู่เท่านี้หรือไม่ แต่คิดว่าทางกองทัพน่าจะใช้งบประมาณที่เหมาะสม ส่วนเรื่องอะไหล่ คงต้องไปดูว่า ใช้ของบริษัทผู้ผลิตหรือไม่ เพราะปกติบริษัทผู้ผลิตต้องใช้ของที่ดีที่สุด เพื่อรักษาคุณภาพ และชื่อเสียงของบริษัทเอาไว้

               อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ข้างต้นนี้ เป็นการหยิบยกเหตุปัจจัยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อตรวจสอบลงลึกอีกด้านหนึ่ง จากกองนิรภัยการบิน ศูนย์การบินทหารบก ที่ได้รวบรวมสถิติการเกิดอุบัติเหตุใหญ่ทางอากาศยานของกองทัพบก (ทบ.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543-2552 กลับพบสถิติที่ไม่น่าไว้วางใจสำหรับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ กล่าวคือ

               ปี 2543 เกิดขึ้น 3 ครั้ง ปี 2544 เกิดขึ้น 1 ครั้ง ปี 2545 เกิดขึ้น 2 ครั้ง ปี 2546 เกิดขึ้น 2 ครั้ง ปี 2547 เกิดขึ้น 3 ครั้ง ปี 2548 เกิดขึ้น 2 ครั้ง ปี 2549 เกิดขึ้น 4 ครั้ง ปี 2550 เกิดขึ้น 1 ครั้ง ปี 2551 เกิดขึ้น 4 ครั้ง และปี 2552 เกิดขึ้น 2 ครั้ง

               แต่โศกนาฏกรรม และความสูญเสียที่ยังไม่เลือนจางไปจากความทรงจำของคนไทยก็คือ เฮลิคอปเตอร์กองทัพบกประสบอุบัติเหตุตก 3 ลำที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อปี 2554

               เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 16-24 กรกฎาคม 2554 โดยเฮลิคอปเตอร์ รุ่น "ฮิวอี้" ประสบอุบัติเหตุตกขณะปฏิบัติหน้าที่จับกุมผู้บุกรุกป่าไม้บริเวณตะเข็บชายแดนไทย-พม่า มีผู้เสียชีวิต 5 นาย ต่อมาเฮลิคอปเตอร์ รุ่น "แบล็กฮอว์ก" นำโดย พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 ประสบอุบัติเหตุซ้ำอีกขณะนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นค้นหาเฮลิคอปเตอร์ลำแรก มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 9 นาย

               ฮิวอี้ คือชื่อเรียกขานเฮลิคอปเตอร์จากบริษัท เบลล์ เฮลิปคอปเตอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ทั้งฮิวอี้ และเบลล์ 212 จึงมาจากบริษัทเดียวกัน

               สุดท้าย...วันที่ 24 กรกฎาคม 2554 ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ รุ่น "เบลล์ 212" เดินทางไปลำเลียงศพทหารที่เสียชีวิตกลับมาบำเพ็ญกุศลก็ได้เกิดอุบัติเหตุตกลงกลางป่า ส่งผลให้ทหารเสียชีวิตอีก 3 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเฮลิคอปเตอร์ รุ่นเบลล์ 212 ครั้งร้ายแรงที่สุด

               เมื่อแยกวิเคราะห์อากาศยานประสบเหตุวิกฤติ และรายงานเหตุการณ์หรือสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย จำแนกตามระบบและแบบของอากาศยาน เปรียบเทียบระหว่างปีงบประมาณ 2550 ซึ่งเป็นปีที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่น้อยที่สุด กับปีงบประมาณ 2551 ซึ่งเป็นปีที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่มากที่สุดแล้ว พบว่า ปีงบประมาณ 2550-2551 มีเฮลิคอปเตอร์ที่ประสบเหตุวิกฤติและรายงานเหตุการณ์หรือสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายมากที่สุด คือ เฮลิคอปเตอร์ แบบ ฮ.ท.1 และแบบ ฮ.ท.212 ซึ่งจากสถิติตัวเลขพบว่ามากกว่าเฮลิคอปเตอร์แบบอื่นๆ ของ ทบ.อย่างเห็นได้ชัด

               โดยเฉพาะระบบโรเตอร์ที่พบปัญหามากที่สุด กับเครื่องยนต์ และระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

               ซึ่งจากสมมุติฐานของผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน กองทัพบก ที่ว่าอาจมี "น้ำ" อยู่ใน "น้ำมัน" ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์ดับพร้อมกันทั้ง 2 เครื่องได้ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดต่อไป

               ทั้งนี้ ในปี 2550 มีการรายงานปัญหาเกี่ยวกับระบบในเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองแบบ สองรุ่น แบบละ 24 ครั้ง แต่ในปีงบประมาณ 2551 เฮลิคอปเตอร์ แบบ ฮ.ท.1 มีการรายงานปัญหา 28 ครั้ง ขณะที่ แบบ ฮ.ท.212 มีการรายงานปัญหา 17 ครั้ง

               อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเฉพาะเฮลิคอปเตอร์ แบบ ฮ.ท.212 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เกิดอุบัติเหตุตกล่าสุดที่ จ.พะเยา นั้น พบปัญหาเกี่ยวกับระบบโรเตอร์ (ชิ้นส่วนในการหมุนเพื่อสร้างแรงยก) มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาระบบที่เกิดกับเฮลิคอปเตอร์แบบอื่นๆ โดยในปีงบประมาณ 2550 มีการรายงานปัญหาระบบโรเตอร์ จำนวน 12 ครั้ง รองลงมาคือ อื่นๆ 6 ครั้ง ระบบไฮดรอลิก 3 ครั้ง โครงสร้าง 2 ครั้ง ระบบเครื่องยนต์ 1 ครั้ง

               เช่นเดียวกับปีงบประมาณ 2551 มีการรายงานปัญหาระบบโรเตอร์ 12 ครั้ง ส่วนที่เหลือเป็นปัญหาระบบเครื่องยนต์ ระบบเชื้อเพลิง ระบบน้ำมันหล่อลื่น ระบบฐาน และอื่นๆ อย่างละ 1 ครั้ง ส่วนระบบที่มีการรายงานปัญหามากที่สุด คือ ระบบโรเตอร์ รองลงมา คือ เครื่องยนต์

               สำหรับการวิเคราะห์ด้านนิรภัยการบินและแนวทางแก้ไข ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์จากสถิติอากาศยาน ทบ. ประสบเหตุวิกฤติในปีงบประมาณ 2551 พบว่า สาเหตุของอากาศยานประสบอุบัติเหตุ จำนวน 13 กรณี (นับรวมทั้งอุบัติเหตุขนาดใหญ่และเล็ก ทั้งที่ตกและประสบเหตุวิกฤติ) นั้น มีสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดจากวัสดุอุปกรณ์ 7 กรณี คิดเป็นร้อยละ 53.85 รองลงมาคือ นักบินและเจ้าหน้าที่ 4 กรณี คิดเป็นร้อยละ 30.77 และสภาพแวดล้อม 2 กรณี คิดเป็นร้อยละ 15.38

               เมื่อพิจารณาเฉพาะอากาศยานอุบัติเหตุใหญ่ จำนวน 4 กรณี สาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้อากาศยานเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากวัสดุอุปกรณ์ ทั้ง 4 กรณี แต่มีสาเหตุประกอบที่เสริมทำให้เกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากคน จำนวน 1 กรณี และเกิดจากสภาพภูมิประเทศ จำนวน 3 กรณี

               รายงานวิเคราะห์ด้านนิรภัยการบิน ระบุว่า อากาศยานและเครื่องยนต์ของอากาศยานมีอายุการใช้งานมานาน และจากการขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ในการซ่อมบำรุง อันเนื่องมาจากปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณของ ทบ. ย่อมมีวัสดุหรือชิ้นส่วนอะไหล่ที่เสื่อมคุณภาพ ขึ้นอยู่กับภารกิจที่ปฏิบัติและสภาพแวดล้อม รวมทั้งตำแหน่งที่ติดตั้งของชิ้นส่วนนั้นๆ 

               จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้สถานภาพอากาศยานที่บินได้ของ ทบ.ลดลงเรื่อยๆ ทุกปี แต่ภารกิจที่จะต้องปฏิบัติไม่ได้ลดลงตามสถานภาพของอากาศยาน แต่กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น

               ดังนั้นเวลาในการบำรุงรักษาของเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานจึงมีน้อยลง เพราะอากาศยานไปปฏิบัติภารกิจ ทำให้โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุมีมากขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้สาเหตุของอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากองค์ประกอบของบุคคลและจากสภาพแวดล้อมก็คาดว่ายังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย เนื่องจากปัญหาในเรื่องของสถานภาพอากาศยานงดบินเป็นจำนวนมาก อากาศยานไม่พร้อมสำหรับการฝึกในบางท่าทางบิน และการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการฝึกบินทบทวน ทำให้หน่วยไม่สามารถฝึกบินได้อย่างเต็มที่

               เมื่อนักบินขาดความต่อเนื่องในการบินจึงส่งผลให้มาตรฐานในการบินลดลงและขาดความเชื่อมั่นในการบิน ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาเมื่ออากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉินลดน้อยลง

               ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลตลอดเวลา โดยเฉพาะสภาพอากาศที่มีผลต่อการปฏิบัติการบิน อันได้แก่ พายุฝนฟ้าคะนอง หมอก ลมแรง เป็นต้น

               ประกอบกับสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ที่ปฏิบัติการบินที่เป็นป่าและภูเขาสูง มีข้อจำกัดในการขึ้น-ลงของอากาศยาน รวมถึงการนำอากาศยานลงฉุกเฉินในพื้นที่เมื่อเกิดเหตุวิกฤติต่างๆ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้เช่นเดียวกัน