ข่าว

ถก5ฝ่ายบิ๊กตู่ยันคงกฎอัยการศึก

ถก5ฝ่ายบิ๊กตู่ยันคงกฎอัยการศึก

19 พ.ย. 2557

ถก5ฝ่ายบิ๊กตู่ยันคงกฎอัยการศึก ระบุไม่มีกฎหมายใดดูแลความสงบ เทียนฉายเปิดช่องสื่อร่วมเวทีฟังความเห็นแห้วยกปมเสรีภาพสื่อ


               เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เชิญตัวแทน 5 ฝ่าย ได้แก่ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมหารือที่อาคารรับรองเกษะโกมล
    
               ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมถึงการนัดพูดคุย 5 ฝ่ายวันนี้ว่า ไม่มีอะไร ตนจะกล่าวเปิดประชุม และแสดงความยินดีในการพบปะกันครั้งแรก และเปิดให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สนช. รายงานการทำงานว่ามีอุปสรรคปัญหาอะไร การดำเนินงานคืบหน้าอย่างไร มีข้อสงสัยในการออกกฎหมายอย่างไรบ้าง นอกจากนั้นจะพูดคุยถึงความคืบหน้าเรื่องการปฏิรูป 11 ด้าน และการทำงานของ กมธ.16 คณะ ส่วนตนจะตอบคำถามเรื่องใดเร่งด่วน และตอบโรดแม็พการทำงานของรัฐบาล และให้ความเห็นเมื่อมีการสอบถามมา
    
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าประชุมครั้งนี้ในส่วนของ คสช.มี พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการ คสช. พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ ในส่วนของ ครม. มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของ สนช. มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2
    
               ส่วน สปช. มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช.คนที่ 1 น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 และประธาน กมธ.ปฏิรูป 18 คณะ นอกจากนี้ในส่วนของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมจำนวน  21 คน จาก กมธ.ยกร่างจำนวน 36 คน โดยมีนายบวรศักดิ์ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ รองประธานฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคณะ
    
               สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นรายงานความคืบหน้าการทำงานของ สนช. สปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อติดตามความคืบหน้าปัญหา อุปสรรคของแต่ละสายงาน เพื่อให้เป็นไปตามโรดแม็พของ คสช.ที่ได้วางไว้ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความปรองดอง และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนที่จะนำข้อมูลไปประกอบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


มอบนโยบายทำงานปฏิรูปประเทศ
    
               ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังจากการหารือร่วม 5 ฝ่ายนานกว่า 3 ชั่วโมงยุติลง นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เปิดเผยผลการประชุมว่า เป็นเพียงการหารือถึงการทำงานร่วมกันในภาพปกติ ไม่ได้มีความพิเศษใดๆ ซึ่งในการพูดคุย พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้นโยบายโดยเน้นสิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้การปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จตามกรอบเวลา ส่วนกรณีการยกเลิกกฎอัยการศึก หรือกฎหมายทางความมั่นคงนั้น ไม่ได้หยิบยกนำมาหารือกันในที่ประชุม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดกับที่ประชุมว่าเรื่องนี้ "ผมคุยกับต่างชาติรู้เรื่อง"
    
               ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงผลการประชุมว่า ในส่วนของทิศทางการปฏิรูปนั้น ได้มีการพิจารณาถึงกรอบและเงื่อนไขเวลาที่ต้องดำเนินการในส่วนของงานปฏิรูปที่สำคัญ ซึ่งกรอบการทำงานที่กำหนดไว้ในตัวรัฐธรรมนูญแล้วนั้นได้มีการพูดคุยถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพภายใต้กรอบดังกล่าว โดยหลังจากนี้ ทางสปช.จะมีการพูดคุยกันโดยนำกรอบเวลามาพิจารณาควบคู่กับการปรับแนวทางการทำงานต่อไป

 
กำชับร่างรธน.ต้องเสร็จทันกรอบเวลา

    
               พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ที่ประชุมไม่มีการหารือเรื่องกฎอัยการศึก รวมทั้งปัญหาเรื่ององค์กรสื่อและพรรคการเมือง แต่เป็นการมารายงานเกี่ยวกับการทำงานของ 5 องค์กร ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งในที่ประชุมมีการแสดงความคิดเห็นกันกว้างขวาง โดยนายกฯ ได้สอบถามถึงการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะงานของ สปช. อยากให้เดินหน้าต่อไป รวมทั้งขอให้คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน เร่งดำเนินการเพราะมีเวลาเพียงปีเดียว หากต้องออกเป็น พ.ร.บ.ก็ให้ส่งไปที่ สนช.เพราะเวลามีน้อย
    
               พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า การทำงานของ 5 ฝ่ายที่ผ่านมา แม้จะมีกฎอัยการศึก ก็ไม่ส่งผลกระทบเพราะเราดำเนินการตามกรอบเวลา ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้นโยบายว่า ก่อนประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ต้องมีการออกกฎหมายลูก ซึ่งที่ประชุมก็เห็นชอบ และจะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องกฎหมายลูก ควบคู่กับการยกร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ นายกฯ ได้กำชับว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องให้ทันกรอบเวลาเลือกตั้งที่ คสช.กำหนดเอาไว้ ส่วนเรื่องทำประชามตินั้น นายกฯ บอกให้รอดูไปก่อน เพราะตอนนี้ยังมีเวลาอีก 7-8 เดือน นายกฯ อยากฟังกระแสสังคมและประชาชนก่อน ซึ่งบรรยากาศในที่ประชุมเป็นกันเองอย่างมาก และนายกฯ ก็อารมณ์ดี และบอกว่าจะนัดประชุม 5 ฝ่ายร่วมกันในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า


"บิ๊กตู่"ย้ำไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก
    

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าว นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ได้สะท้อนถึงประเด็นการรับฟังความคิดเห็นของสปช.ภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งนายเทียนฉายเสนอว่าจะให้สื่อมวลชนได้ร่วมในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสำหรับการปฏิรูปด้วย แต่ประเด็นนี้นายกฯ ไม่ได้สั่งการหรือตอบรับใดๆ ส่วนการคง พ.ร.บ.กฎอัยการศึกไว้นั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำตามที่เคยแถลงข่าวไว้กับสื่อและยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิก เพราะหากยกเลิก ก็จะไม่มีกฎหมายตัวใดเข้ามาดูแลสถานการณ์และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยสาเหตุหลักที่ยังคงยืนยันเรื่องนี้ เพราะประเทศไทยอยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษที่ต้องได้รับการดูแล
    
               ขณะที่ในการประชุมดังกล่าว มีการจับตาถึงข้อเสนอที่องค์กรวิชาชีพสื่อได้เรียกร้องให้ผ่อนปรนและยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 และ 103 ซึ่งสปช.สายสื่อได้ฝากประเด็นให้นายมานิจ สุขสมจิตร สมาชิก สปช. ที่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือแต่อย่างใด ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวจะเป็นลักษณะคล้ายกับที่นายกฯ ได้พูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ แต่มีสาระสำคัญคือการทำงานร่วมกันของ 5 หน่วยงาน แต่ยังไม่ได้สรุปว่าจะตั้งคณะทำงานประสานร่วมกัน 5 ฝ่ายหรือไม่
 

ครม.ให้"วิษณุ"ถามปปช.เรื่องนโยบายเร่งระบายข้าว    

                พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงให้ ครม.ได้เข้าใจเกี่ยวกับการระบายข้าว และการระบายผลผลิตยาง ซึ่งการประชุมครั้งที่แล้ว ที่ประชุม ครม.ได้ขอให้นายวิษณุประสานกับคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ป.ป.ช. เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องข้าว ตามที่มีข้อสงสัยว่า จะมีการระบายข้าวในสต๊อกออกไปได้หรือไม่ หรือจะต้องเก็บไว้เป็นของกลางในระหว่างตรวจสอบ เพื่อหาผู้กระทำผิด หรือมีส่วนทุจริตมาลงโทษ โดยในเรื่องนี้ ปปช.เคยตอบมาแล้วครั้งหนึ่งว่า ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรมการค้า และล่าสุด ปปช.ยืนยันว่า ปปช.สนใจในตัวเลขของข้าว และปริมาณข้าว ไม่ได้สนใจในตัวคุณภาพ และข้าวไม่ใช่ของกลาง จะเห็นว่า การดำเนินการต่อข้าว เพื่อให้เร่งระบายข้าวออกไป ก็ให้ทำตามแนวทางและนโยบายของรัฐบาลกำหนดไว้ เพราะข้าวเป็นสินค้าที่เสื่อมสภาพได้ง่าย


เปิดข้อเสนอ“ภท.-ชทพ.”แนะ“ยุบพรรค”ต้องทำได้ยาก


               ผู้สื่อข่าวรายงานถึงข้อเสนอแนะของพรรคภูมิใจไทย และ พรรคชาติไทยพัฒนา ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ  ภายใต้หัวข้อ “ยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้สังคมไทยมีอนาคตที่ดี เพื่อส่งมอบให้ลูกหลาน” ตามการสรุปของ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า มีสาระสำคัญคือ

               พรรคภูมิใจไทยเสนอว่า   1.ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎณ เสนอว่าไม่ควรจำกัดวาระการเป็นส.ส. เพราะหากมีการจำกัดเวลาไว้ อาจกระทบต่อการแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ได้ และเห็นว่าบุคคลที่จะมาเป็นนักการเมืองต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม และจริยธรรม รวมถึงพรรคการเมืองนั้นต้องมีธรรมาภิบาล ส่วนกรณีที่ทำให้ระบบการเมืองมีปัญหา พรรคภูมิใจไทยมองว่าอยู่ที่ระบบราชการ ดังนั้นควรมีวิธีที่จะปฏิรูประบบราชการให้มีธรรมาภิบาล ข้าราชการมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันปัญหาการใช้อำนาจ หรือมีความประพฤติที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย

               2.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  ควรปรับปรุงเรื่องอำนาจ หน้าที่ขององค์กรอิสระฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และศรัทธา โดยเฉพาะกระบวนการสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น กล่าวคือ เข้าไปดำรงตำแหน่งได้ยาก และสามรถถูกถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งได้ด้วย ขณะที่อำนาจองค์กรอิสระพิจารณายุบพรรคการเมือง ต้องไม่ทำให้กระบวนการพิจารณายุบพรรคได้ง่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมืองตามระบบปกครองประชาธิปไตย
        
               3.การยุบพรรคการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 68 และ มาตรา 237 ต้องพิจารณาแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นที่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ถ้าพบการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างสุจริตมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น เพราะการพิจารณาดังกล่าวถือว่าไม่ให้ความเป็นธรรมตามหลักการของกระบวนการยุติธรรม เพราะกรรมการบริหารพรรคไม่มีสิทธิ์ที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงใดๆ
        
               4.ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา มองว่าต้องจำกัดอำนาจหน้าที่ของส.ว.ที่มาจากการสรรหา โดยต้องพิจารณาให้อำนาจที่น้อยกว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง
        
               5.การกำหนดนโยบายของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลใช้อำนาจในการกำหนดนโยบายที่มีลักษณะประชานิยม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่น โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีเจตนาลดความเหลื่อมล้ำให้กับชาวนาที่ยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ ในกรณีที่มีการดำเนินการที่เป็นไปสุจริต เที่ยงธรรม ไม่ควรมีบทกำหนดโทษให้กับผู้ปฏิบัติหรือผู้กำหนดนโยบาย เพราะกังวลว่าหากมีบทกำหนดโทษอาจกระทบต่อการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองได้  
        
               6.ประเด็นความมั่นคง เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ต้องเคารพสิทธิของประชาชน แม้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีบทบัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนไว้ แต่ไม่สามารถนำไปบังคับใช้ให้เป็นผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ ดังนั้นต้องพิจารณาแก้ไข
        
               7.การทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งประเด็นซักถาม พรรคภูมิใจไทยให้ข้อสังเกตว่าการทำประชามติจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องพิจารณาจากกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตลอด 6 เดือนข้างหน้า ว่ามีเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างไร และการประชามตินั้นต้องใช้เวลาและงบประมาณ
        
               ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่าได้สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระบวนการมั่นคงและการยกร่างรัฐธรรมนูญถือมีความสำคัญต่อประเด็นลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนทุกมติ ดังนั้นทางพรรคมีข้อเสนอคือ  1.การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องพิจารณาแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมยกตัวอย่างการบริหารราชการรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่พบว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความเป็นพรรคพวก หรือเข้าข้างกันเองมาไป จนขาดการถ่วงดุล และนำไปสู่ประเด็นปัญหา

               2.การยุบพรรคการเมือง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 เห็นว่าควรแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นการยุบพรรคการเมืองร่วมกับการตัดสิทธิ์ของกรรมการบริหารพรรคการเมือง
        
               3.การเลือกตั้งส.ส.  ที่ผ่านมาประเทศไทยมีระบบเลือกตั้งทั้งเขตเดียวเบอร์เดียวและเขตใหญ่ 3 คน ซึ่งรูปแบบเลือกตั้งดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาให้ดี อย่างไรก็ตามพรรคชาติไทยพัฒนาไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งที่ใช้รูปแบบให้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เหมือนกับการเลือกตั้งส.ว. ปี 2543 เพราะมีกรณีที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งส.ว. กทม. ที่กำหนดให้มีส.ว.จำนวน 18 คน แต่พบว่ามีผู้สมัครกว่า 100 คน และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเลือกได้เพียง 1 คน โดยรูปแบบดังกล่าวนั้นไม่สามารถทำให้ ส.ส.ยึดโยงพื้นที่ได้ นอกจากนั้นฝากให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาวิธีเลือกตั้งที่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน และมีความบริสุทธิ์ โปร่งใส ประเด็นสำคัญต่อมาคือ ที่มาต้องกำหนดให้ส.ส.สังกัดพรรค แต่ต้องมีบทบัญญัติรับรองการทำงานของส.ส.อย่างอิสระ ประเด็นการขับส.ส.ให้พ้นจากพรรคการเมืองต้องทำให้ยากขึ้น
        
               4.ที่มาของ ส.ว. เห็นด้วยกับการสรรหา ส.ว. แต่ต้องกำหนดจำนวนที่น้อยกว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น กำหนดสัดส่วน ส.ว.สรรหาให้มีจำนวน 1 ใน 6 ของส.ว.ทั้งหมด ขณะที่บุคคลที่เป็นผู้สรรหา ส.ว.นั้นต้องมีจำนวนที่เหมาะสม และไม่เอาคณะสรรหา จำนวน 7 คน นอกจากนั้นสว.สรรหาที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องคำนึงถึงความหลากหลายด้านอาชีพ ส่วนการเลือกตั้งส.ว. นั้นต้องคำนึงถึงสัดส่วนประชากร โดยจังหวัดที่มีประชากรเยอะต้องมีจำนวนส.ว.ที่มากกว่าจังหวัดที่มีประชากรน้อย
        
               5. มาตรา 190 ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ในรัฐธรรมนูญ 2550  เห็นว่าต้องแก้ไขเพื่อปลดล็อคข้อจำกัดต่อกรณีที่รัฐมนตรีจะดำเนินการทำสัญญาระหว่างประเทศ กรณีการให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาเพราะถือมีผลกระทบต่อการบริหารประเทศในบางเรื่อง

               6.สำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เสนอโจทย์ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ปัญหากรณีการแบ่งพรรค แบ่งพวก และแก้ปัญหาพรรคนิยม หรือสีนิยม เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน โดยเน้นการให้การศึกษาเกี่ยวกับประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้งให้กับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และความเข้าใจ นอกจากนั้นต้องมุ่งให้การศึกษากับผู้ด้อยโอกาส
        
               7.การกระจายอำนาจการปกครอง ต้องคำนึงถึงผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดสรรงบประมาณ,ทรัพยากรให้เพียงพอ รวมถึงคำนึงถึงสิทธิชุมชน ให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองได้
 
               8.การคุ้มครองผู้บริโภค ต้องพิจารณาถึงการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในทุกภูมิภาค เพราะที่ผ่านมามีกรณีที่เกิดขึ้นกับคนในต่างจังหวัด กรณีการซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่การดูแลยังไม่ทั่วถึง
        
               9.การทำประชามติ ทางพรรคชาติไทยพัฒนาเห็นว่าเป็นกระบวนการปลายน้ำ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำประชาพิจารณ์ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พท.ระดมความเห็นให้กมธ.ยกร่างรธน.

              นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า จะไม่ผ่อนผันกฎอัยการศึกหรืองดเว้นคำสั่งคสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแม้จะอ้างว่าเพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่หากต้องการจะประชุมให้ทำหนังสือมาถึงคสช.แทนว่า ประกาศคสช.ฉบับที่ 57/2557 ไม่มีข้อยกเว้นให้ขออนุญาตได้ เป็นคำสั่งห้ามเด็ดขาด ดังนั้น ตราบใดที่ไม่ยกเลิกหรือมีประกาศเปลี่ยนแปลงคงไม่อาจเรียกประชุมได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คสช. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องหาทางออกกันเอง

              ทั้งนี้ เราคงไม่ทำหนังสือเพื่อขออนุญาต ส่วนที่มีการระบุว่าความเห็นของพรรคการเมืองที่จะนำไปเสนอต่อกรรมาธิการฯ เป็นเพียงข้อมูลที่เขียนเมื่อไหร่ก็ได้ และไม่จำเป็นต้องรวมตัวกัน 200-300 คน เพราะเชื่อว่าหัวหน้าพรรคมีศักยภาพพอนั้น นายชูศักดิ์กล่าวว่า พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล มีกรรมการบริหารพรรค มีสมาชิกพรรค จะเขียนอะไรย้อนหลังหรือยกเมฆคงจะไม่ง่าย สำหรับกรณีที่อนุกรรมาธิการยกร่างฯ จะส่งจดหมายถึง 74 พรรคการเมืองเพื่อขอความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเมือง เช่น ที่มาของนายกรัฐมนตรีควรเป็นอย่างไร หรือส.ส.ควรสังกัดพรรคหรือไม่ โดยขอให้พรรคการเมืองตอบกลับจดหมายภายในวันที่ 28 พ.ย.นั้น ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้รับจดหมาย และยังไม่เคยหารือกันในประเด็นนี้